หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 016 ตอนที่ 16
ตอนที่ 16 รู้แจ้งและคำนึง
ภายในเรือนชิงจู๋ เสิ่นหนิงอารมณ์ดียิ่ง นางกำลังนอนอยู่บนเตียง มองดูมุ้งไหมดิบที่ประดับดอกไม้ ตะขอแขวนทองแดงทรงกระต่าย มีพู่ห้อยอยู่หลายอัน ถูกชุนซือมัดเป็นปมรูปผีเสื้อ ทั้งหมดนี้ทำให้เสิ่นหนิงเบิกบานใจ
เวลานี้เจ้าคงโกรธแค้นงุนงงว่าทำไมถึงกลายเป็นเช่นนี้แน่ ใช่ไม่ใช่ที่นึกว่าทุกอย่างดีๆ อยู่แล้ว ผลออกมากลับแตกต่างกับสิ่งที่เจ้าคิดไว้มาก องค์ชายห้า รสชาตินี้เจ้าค่อยๆ รับรู้ไว้เสียเถิด ต่อไปเจ้าจะได้รับรู้มากขึ้น ถลำลึกลงไปเรื่อยๆ...
นึกถึงความแค้นที่ชาติที่แล้วถูกฆ่าล้างตระกูล นึกถึงว่าในที่สุดนางก็ได้ทำให้ซั่งกวนฉางจื้อต้องจนตรอกไปสักพัก เดาได้ว่าเวลานี้เขาคงโกรธเคืองไม่น้อย พาให้เสิ่นหนิงรู้สึกสุขใจขึ้นมาเล็กๆ
“คุณหนู เหตุใดท่านจึงรู้ว่าหงซิ่วมีปัญหาหรือเจ้าคะ” ชิวเกอปรนนิบัติเสิ่นหนิงให้นอนลง ถามความในใจที่หาคำตอบไม่ได้ ถึงแม้นางปฏิบัติตามคำสั่งเสิ่นหนิง แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไม คุณหนูดูเหมือนไม่รู้จักหงซิ่ว เหตุไฉนคุณหนูถึงรู้ว่าหงซิ่วมีปัญหาได้
“เพราะว่าคุณหนูเจ้าทำนายทายทักเป็นอย่างไรเล่า เหมือนกับอวี๋เล่อพี่ชายนั่นแหละ...” เสิ่นหนิงหยอกล้อสาวใช้ มิได้ตอบตามตรง ด้วยไม่รู้ต้องตอบอย่างไร จึงหันพูดเรื่องอื่นแทน ถามวันนี้ชิวเกอคุยอะไรกับสาวใช้คนอื่น มีข่าวสารอะไรใช้ได้บ้างเป็นต้น ฝ่ายชิวเกอก็รู้ว่าหากเป็นเรื่องที่คุณหนูไม่อยากบอก ต่อให้ใช้อะไรงัดปากก็งัดไม่ออก ความคิดนี้จึงถูกนางเบี่ยงเบนไปอย่างรวดเร็ว แล้วตอบไปตามที่นางต้องการ
ความประทับใจของเสิ่นเหยาที่มีต่อเทศกาลบุปผาราชสำนักจนวันที่สองยังไม่จางหาย หวนคิดถึงการแสดงศิลปะที่น่าตื่นเต้น อีกทั้งความงามของสวนเหอย่วน นางก็สุดแสนจะมีความสุข นึกถึงวันก่อนที่เสิ่นอวี๋เล่อไม่ให้นางไป ดีที่ไม่ได้ฟังพี่ชายคนนี้ ไม่อย่างนั้นคงเสียดายแย่ คิดถึงตรงนี้ พลันเกิดความคิดเด็กๆ ขึ้นมา นางไปหาเสิ่นหนิงที่เรือนชิงจู๋ ลากเสิ่นมี่ที่ว่างอยู่เตรียมไปโวยเสิ่นอวี๋เล่อ ให้เขารู้สึกสำนึก ไม่ใช่วันๆ เอาแต่ทำนายทายทัก แล้วก็ทายไม่ถูก พาลให้คนอื่นเสียบรรยากาศหมด
ต่างกับสมาชิกตระกูลเสิ่นฝ่ายหญิง ตระกูลเสิ่นฝ่ายชายล้วนอยู่เรือนด้านหน้า แต่ละคนเมื่ออายุครบหกขวบจึงแยกจากมารดาและแม่นมไปอยู่ที่อื่น รอจนแต่งงานจึงจะแยกเรือนออกไป ดังเช่นเสิ่นอวี๋เสี้ยน ก่อนแต่งงานอยู่เรือนทิงเทา(เรือนสดับคลื่น)ด้านหน้า หลังแต่งงานก็ย้ายไปอยู่เรือนลิ่วเหอกับเสิ่นอันซื่อด้านหลัง
เด็กสาวทั้งสามคนมาถึงที่พักของเสิ่นอวี๋เล่อ เสิ่นเหยาหน้าตาเอาเรื่อง เสิ่นมี่ทำหน้าแบบเสียไม่ได้ เสิ่นหนิงนิ่งเงียบพลางอมยิ้ม ความจริงเสิ่นหนิงอยากเจอพี่ชายคนนี้ ไม่ได้เจอหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าเขายังเป็นเหมือนภาพในความทรงจำหรือไม่ ที่พักของเสิ่นอวี๋เล่อเรียกตามตรงว่า “เรือนอี้” ก็ดูเหมาะสมสมดังชื่อยิ่ง เมื่อพวกนางสามคนมาถึง เสิ่นอวี๋เล่อออกมาต้อนรับอย่างรวดเร็ว เขายังไม่ได้แต่งงาน การระแวดระวังชายหญิงระหว่างพี่น้องจึงไม่ได้เข้มงวดนัก ประเภท”เจ็ดขวบไม่ร่วมโต๊ะ” สำหรับเสิ่นหนิงนั้นเป็นเรื่องตลก
“พี่ชาย ท่านบอกข้าว่ามีอุปสรรคทั้งเขาทั้งน้ำขวางอยู่เบื้องหน้า บอกข้าว่าไม่ต้องไป ท่านดูสิ พวกข้าตอนนี้รู้จักเทศกาลบุปผาราชสำนัก ได้เที่ยวสวนเหอย่วน ได้หลายอย่าง คำทำนายไม่เห็นจะแม่นเลย...” พอเห็นเสิ่นอวี๋เล่อยังอยู่นอกประตูเรือนอี้เลย เสิ่นเหยาก็ตะโกนโวยวาย บวกกับความที่นางปากคอเราะร้าย เสิ่นอวี๋เล่อถูกต่อว่าจนพูดไม่ออก รับมือน้องสาวผู้นี้ไว้ไม่อยู่
“พอแล้ว เหยาเอ๋อร์ ท่านพี่เขาเป็นห่วงพวกเรา...” เสินหนิงเห็นเสิ่นอวี๋เล่อหน้านิ่วคิ้วขมวดทำอะไรไม่ถูก รีบช่วยพูดให้พลางห้ามปรามเสิ่นเหยา พี่ชายคนนี้ไม่ต่างจากความทรงจำมากนัก ยังแลดูเพ้อๆ เหมือนเดิม แต่นางยังเชื่อตลอดว่าเขามีฝีมือ พอคิดดูแล้ว ก็ตัดสินใจว่าต้องพูดอีกสักสองคำ เตือนพี่ชายคนนี้ว่าเขานั้นมีฝีมือ ขาดก็แต่คำชี้แนะจากผู้รู้เท่านั้น ไม่แน่ว่าอาจจะเก่งกาจขึ้นมาก็เป็นได้
“ไม่แน่ว่าอาจมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ทายไม่ถูกเป็นเรื่องธรรมดา ไม่แน่ว่าในงานเลี้ยงอาจเกิดอะไรขึ้นจริงที่พวกเราไม่รู้ก็เป็นได้....” นางช่วยแก้ตัวให้เสิ่นอวี๋เล่อ
“แต่พี่ชาย ภัยอันตรายขวางกั้น เจอภัยให้หยุด เช่นนี้จะไม่กลายเป็นกลัวความลำบากหรือ ” ตามมาด้วยการขอแก้ข้อสงสัย
เห็นเสิ่นอวี๋เล่อตั้งใจรับฟัง นางจึงไม่รอคำตอบ พูดอีกว่า “ข้ามักได้ยินท่านพ่อกล่าวว่า เวลายากเข็ญยิ่งต้องมีใจมั่นคงจะได้พ้นภัย จริงหรือไม่เจ้าคะ” ตอนท้ายถึงเป็นจุดสำคัญ นี่สิจึงจะเป็นวิธีแก้ไข คิดว่าด้วยความฉลาดของเสิ่นอวี๋เล่อ เขาคงเข้าใจความหมายนี้
เมื่อเอ่ยออกไปแล้ว เห็นเสิ่นอวี๋เล่อคล้ายกำลังใช้ความคิด เสิ่นหนิงจึงไม่พูดพร่ำทำเพลง ลากพวกเสิ่นเหยาที่หัวเราะคิกคักจากไปทันที ปล่อยให้เขาใช้ความคิดตามลำพัง เวลาคนใช้ความคิด จะดีที่สุดถ้าไม่มีใครไปรบกวน เสิ่นหนิงเชื่อเช่นนั้น เสิ่นอวี๋เล่อไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเสิ่นหนิงกลับไปตั้งแต่เมื่อไร เขาแค่จมอยู่ในคำพูดที่เสิ่นหนิงพูดออกมา ถึงจะเป็นคำง่ายๆ ไม่กี่คำ แต่เหตุไฉนคิดแล้วถึงมีความหมายลึกซึ้งนัก
ณ เรือนอี้ เดือนห้ายังมีกลิ่นหอมสดชื่นอยู่ เด็กรับใช้คล้ายกับจะหายไปหมด สรรพเสียงล้วนเงียบหาย ห้องพักทั้งเงียบทั้งว่างเปล่า ในความเงียบที่เหมือนไม่เงียบเช่นนี้ เสิ่นอวี๋เล่อคล้ายได้กลิ่นหอมบ้างไม่ได้กลิ่นบ้าง ส่วนเสิ่นอวี๋เล่อยังคงอยู่ในท่ายืนเดิม ในใจคล้ายได้ยินเสียงดังเปรี้ยง คล้ายเข้าใจอะไรบางอย่าง ไม่นานนัก เสิ่นอวี๋เล่อก็หัวเราะเสียงดังขี้นมา “ฮ่าๆ ที่อย่างนี้นี่เอง อย่างนี้นี่เอง”
ภายในเรือนอี้ ท่ามกลางความเงียบที่เหมือนไม่เงียบ ในความหอมที่เหมือนไม่หอม เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดเข้าใจสิ่งที่ตัวเองสงสัยมาตลอดได้ในที่สุด สิ่งเหล่านี้เขาเห็นในหนังสือนับครั้งไม่ถ้วน แต่ตัวเองมองข้าม จึงหาทางแก้ความข้องใจไม่ได้
“อี้นั้น เปลี่ยนได้ ดังจันทร์ถาวร ดังอาทิตย์ขึ้น ถาวรไม่เปลี่ยน แต่ก็ไม่มีเวลาไม่เปลี่ยน.....” ในที่สุดเขาก็รู้สึกถึงทางสู่อี้ เริ่มคลำถูกประตูของทางนั้น
“อี้นั้น เข้าใจความเมตตาของเทพ จำแนกความรู้สึกสรรพสิ่ง...” เขารู้ในที่สุดว่าทำไมตัวเองจึงทุ่มเทกับการทำนายทายทักตลอดมา ที่แท้คือคำว่าเต๋อฉิงสองคำนี่เอง
“มั่นคงรักษาความถูกต้องแน่วแน่ แม้ยากแค่ไหน ทางฟ้าหยินหยาง ทางดินโหยวกัง ทางมนุษย์เหยินอี้...” เขารู้แล้วว่าอะไรคือเกี่ยวกับกั้วสือ อะไรคือไม่เกี่ยวกับดีร้าย จะต้องเป็นฟ้าดินมนุษย์สามอย่างว่าพอเหมาะเข้ากันหรือไม่
อะไรคือคุ่นหั่น อะไรคือเจี่ยเยา อะไรคือโจวอี้ อะไรคือต้าเต้า !
จนถึงบัดนี้ เด็กหนุ่มคนนี้เริ่มเข้าใจ เริ่มก้าวสู่ประตูทางเข้าโจวอี้ต้าเต้า นี่คือความเข้าใจเดือนห้าแห่งโจวอี้ เป็นพื้นฐานของคำกล่าวการก่อตั้งสำนัก เป็นพื้นฐานของการก้าวเดิน เขาก้าวทีละก้าวจนถึงจุดสูงสุดของต้าเต้าที่ศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นก็เริ่มปล่อยวางดังดอกไม้ร่วง กลับคืนสู่มนุษย์ หยุดการศึกษา เปิดไท่ผิง...
นี่เป็นเรื่องภายหลัง เวลานี้ไม่มีใครรู้สึกได้ถึงสิ่งเหล่านี้ แม้แต่เสิ่นหนิงที่ชี้ทางสว่างให้เขาก็ยังคิดถึงเรื่องอื่น
เมืองหลวงหลังจากงานเทศกาลบุปผาราชสำนัก เรื่องใหญ่สุดเรื่องเดียวคืองานแต่งงานขององค์ชายรองกับกับเฉินหวั่นโหยวหลานสาวเสนาบดีกลาโหม วันที่สามหลังงาน ฮ่องเต้ฉางไท่ก็มีพระราชโองการพระราชทานสมรส ตั้งให้เฉินหวั่นโหยวหลานสาวเสนาบดีกลาโหมเป็นพระชายาองค์ชายรอง ให้ซือเทียนไถหาฤกษ์หายาม จึงได้ฤกษ์แต่งในปีต่อไป พระราชโองการนี้ทำให้เมืองหลวงที่เพิ่งสงบหลังจากเทศกาลบุปผาราชสำนักครึกครื้นขึ้นมาอีก ฮูหยินขุนนางทั้งหลายในเมืองหลวงเริ่มมีเรื่องสนทนา หัวข้อหนีไม่พ้นเฉินหวั่นโหยว ชื่นชมนางที่มีวาสนาดี
ต่อจากข่าวใหญ่เรื่องพระราชทานสมรส ชิวเกอยังได้ข่าวอีกว่า หงซิ่วสาวใช้อาวุโสอันดับหนึ่งข้างกายเฉินหวั่นโหยวไม่รู้มีความผิดอะไร ทั้งพ่อแม่พี่ชายพี่สะใภ้ ถูกขายไปชายแดนเมืองเหนือที่หนาวเหน็บ ดูแล้วชาตินี้คงจบเพียงเท่านี้
“คนทรยศเจ้านาย จะต้องโดนเช่นนี้” เสิ่นหนิงวิจารณ์เพียงเล็กน้อย พร้อมกับพูดว่า “สาวใช้ของตระกูลเฉินคงมีการชิงดีชิงเด่นกัน สาวใช้ชั้นหนึ่งของพระชายาองค์ชายรอง ตำแหน่งนี้น่าดึงดูดใจยิ่งนัก เจ้าไปดูเรื่องนี้ ไปสืบข่าวจากชิวอู๋ก็ได้”
“บ่าวทราบแล้ว จะระวังให้ดี คุณหนูโปรดวางใจเจ้าค่ะ” ชิวเกอระยะนี้เริ่มเชี่ยวชาญขึ้นมาทีละน้อย เรื่องเล็กเช่นนี้ไม่ต้องให้เสิ่นหนิงสั่งก็คิดได้แล้ว
“ของว่างของเซี่ยสือเสร็จแล้วหรือยัง ข้าจะไปเยี่ยมท่านพ่อสักหน่อย...” เสิ่นหนิงเรียกเซี่ยสือ เตรียมไปปรนนิบัติเสิ่นเจ๋อจิ้ง
ท่าทีต่อองค์ชายรอง เทียบกับเหล่าฮูหยินขุนนางในเมืองหลวงแล้ว เหล่าขุนนางนั้นนิ่งเงียบกว่ามาก แต่ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นก็จริง ภายในใจกำลังเปรียบเทียบวัดผล สิ่งที่พวกเขาคิดนั้นไปไกลกว่าที่เหล่าฮูหยินคิดมากนัก
เสิ่นหวาซั่นยืนอยู่ในห้องหนังสือ ผู้ดูแลงานกับคนรับใช้ที่คอยปรนนิบัติออกไปนานแล้ว เขาต้องการครุ่นคิดคนเดียวอยู่เงียบๆ ปัจจุบันองค์รัชทายาทร่างกายอ่อนแอ เหล่าองค์ชายย่อมหมายมั่นจะแย่งชิงเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์เป็นแน่แท้ ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้รับผิดชอบตระกูลเสิ่นเช่นเขารู้สึกภัยอันตรายจนกังวลใจ จะต้องให้ตระกูลเสิ่นหาเส้นทางเดิน เส้นทางนี้ เดินอย่างไร ตระกูลเสิ่นจึงจะรุ่งเรืองต่อไป
“พี่ชาย เส้นทางที่ท่านเลือก ข้าควรจะเดินต่อไปหรือไม่หนอ พี่ชาย ถ้าท่านยังอยู่ ข้าก็คงไม่ต้องมาคิดอย่างยากลำบากเพียงคนเดียวเช่นนี้.....” ชายแก่อายุห้าสิบกว่าคนนี้พึมพำกับตัวเอง เริ่มคิดถึงเสิ่นฉงซั่นพี่ชายที่ล่วงลับไป
เสิ่นฉงซั่นถูกลงโทษให้อยู่ในสถานสำนึกผิดตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น แต่เสิ่นหวาซั่นมีความสัมพันธ์ดีที่สุดกับเขามาตลอด เคารพนับถือพี่ชายคนนี้มากที่สุด ความสัมพันธ์พี่น้องเข้มข้น เวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เสิ่นหวาซั่นหลบบิดาและคนในตระกูล แอบมาเยี่ยมเยียนเสิ่นฉงซ่างในสถานสำนึกผิด เล่าเรื่องภายนอกทั้งหมดให้ฟัง ทั้งเรื่องราวในใต้หล้า วงการขุนนาง วัดวาอาราม เรื่องเล็กใหญ่ในบ้าน เป็นเรื่องที่สองพี่น้องคุยมากที่สุด เสิ่นหวาซั่นฟังเขาพูด ทั้งคำสั่งสอน ฟังเขาวางแผนใต้หล้า จึงได้รับอิทธิพลมาจากเขาโดยไม่รู้ตัว....
เขาคิดถึงชีวิตของเสิ่นฉงซั่นที่แม้จะยืนยาวแต่ก็โดดเดี่ยวอ้างว้างมาชั่วชีวิต พลันรู้สึกสงสารจับใจ เขาคิดถึงเสิ่นฉงซั่นยามสิ้นชีวิต รอยยิ้มปล่อยวางอันแสนอ้างว้าง ซ้ำยังกล่าวประโยคที่ตนไม่เคยฟังเข้าใจว่า “ชีวิตนี้ยืนยาวเกินไป ข้าต้องกลับไปแล้ว ไม่รู้ว่ายังจะเกิดอุบัติเหตุทางเครื่องบินอีกหรือเปล่า...”
เครื่องบินคืออะไร เขายังไม่ทันได้ถาม เสิ่นฉงซั่นก็หมดลมหายใจไปแล้ว เรื่องทั้งหมดที่เสิ่นหวาซั่นสงสัย ไม่มีใครมาแก้ข้อสงสัย ไม่มีใครมาร่วมหาวิธีรับมือกับเขาอีกแล้ว เสิ่นหวาซั่นรู้สึกอ้างว้างอย่างล้ำลึกจนน้ำตาแทบร่วง
ดอกถังหลีบานสะพรั่ง พราวพร่างระยิบระยับ
เบิ่งดูมนุษย์ในโลกนี้ ไหนเล่าจะเช่นดังพี่น้อง
อานุภาพมรณะสุดหลีกพ้น มีเพียงพี่น้องเฝ้าถวิล
แผ่นดินกลบหน้ากลางพงไพร พี่น้องยังเพียรเฝ้าตามหา
---
* ซือเทียนไถ (司天台) ตำแหน่งขุนนาง มีหน้าที่สังเกตการณ์ปรากฏการณ์ดวงดาว ดูฤกษ์ยาม