หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 015 ตอนที่ 15
ตอนที่ 15 ผ่านพ้นอย่างปลอดภัย
เสิ่นหนิงยืนอยู่กลางฝูงชน พิจารณาดูหวงกูหมู่*ในชาติที่แล้วคนนี้ นางเป็นพี่สาวคนโตของฉางไท่ฮ่องเต้ แม้อายุเกือบเจ็ดสิบแล้ว แต่หาได้เดินกระโผลกกระเผลกเช่นคนชราไม่ กลับดูกระฉับกระเฉงยิ่ง แม้แต่ปิ่นหงส์กำไลมุกก็ยังมิอาจบดบังรัศมีของนางได้ ความสง่าสูงส่งโดยธรรมชาติเหมือนเหล้าที่ต้องใช้เวลาบ่มเพาะจนได้ที่ มิน่าเล่าฉางไท่ฮ่องเต้ถึงเคารพยำเกรงพระพี่นางองค์โตผู้นี้ตลอดมา
เสิ่นหนิงไม่เคยได้อยู่ร่วมกันกับนาง องค์หญิงใหญ่ผู้นี้จะสิ้นชีพในอีกสองปีให้หลัง เวลานี้เมื่อได้เห็นนางกระฉับกระเฉงถึงเพียงนี้ก็รู้สึกเหลือเชื่อ ด้วยเพราะความตกต่ำของจวนเจิ้งหยวนกง จวบจนกระทั่งซั่งกวนฉางจื้อขึ้นครองราชย์ ก็ไม่ค่อยมีใครเอ่ยถึงนางแล้ว ความทรงจำสิ่งเดียวที่มีต่อนางนั้นเกิดจากซั่งกวนฉางจื้อ ซึ่งก็คือวันที่เขาขึ้นครองราชย์ เขาเมามายแล้วพูดว่า “ถ้าเสด็จป้าซู่เหอยังอยู่ ข้าคงไม่ได้ขึ้นครองราชย์ได้ง่ายเช่นนี้...” เวลานั้นนางยังไม่รู้เรื่องอะไรนัก นึกว่าเขาดีใจที่สมหวัง ไม่เข้าใจที่พูดหมายความว่าอย่างไร จนกระทั่งถึงปัจจุบันก็ยังไม่เข้าใจ
หากเสด็จป้าซู่เหอยังอยู่ ข้าคงไม่ได้ขึ้นครองราชย์ได้ง่ายเช่นนี้...เหตุใดเขาจึงพูดเช่นนี้ ไม่เคยได้ยินว่าองค์หญิงใหญ่ซู่เหอไม่พอใจองค์ชายห้า หรือหลี่ผินเอาใจออกห่างองค์หญิงใหญ่ นางก็ไม่เคยได้ยิน
ดูแล้วพวกมดงานคงต้องเพิ่มจุดที่คอยเฝ้ามองจุดหนึ่งแห่งถึงจะถูก เสิ่นหนิงคิด นางไม่ได้ฟังว่าองค์หญิงใหญ่พูดอะไรอยู่ จมอยู่ในห้วงคำนึงของตัวเอง จนกระทั่งเสียงเฮดังมาจากฝูงคน นางจึงได้สติ ที่แท้การแข่งขันเทศกาลบุปผาราชสำนักเริ่มแล้ว
การแข่งขันยกที่หนึ่งคือการวาดภาพ ลูกสาวขุนนางในเมืองหลวงที่อายุถึงเกณฑ์มีไม่น้อย ที่เขียนพู่กันวาดภาพได้ก็ไม่น้อย มองไปบนเวทีเห็นมีหญิงสาวสิบกว่าคนกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนพู่กันวาดภาพ เป็นภาพที่น่ามองยิ่งนัก การแข่งขันเช่นนี้ ไม่ได้ให้ใช้เวลานาน ไม่นานนักก็มีหญิงสาวที่วาดเสร็จแล้วทยอยเดินลงมาจากเวที ผลงานของพวกนางก็ให้ฮูหยินในงานวิจารณ์ เสร็จแล้วจึงจัดแสดงให้แขกที่มาร่วมงานได้ชมโดยทั่วถึง เหล่านางสนมในวังจะไม่ปรากฏตัวในสถานที่นี้ แต่จะส่งนางในคนสนิทมาร่วมสังเกตการณ์โดยใกล้ชิด
เสิ่นหนิงยังให้ความสนใจเป็นพิเศษกับผลงานเขียนพู่กันภาพวาดของหยางมู่ชิวที่เสิ่นมี่พูดถึง ในบรรดาหญิงสาว นางได้สมญาเขียนพู่กันวาดภาพเลอเลิศแห่งเมืองหลวง แต่ในสายตาเสิ่นหนิงกลับรู้สึกผิดหวัง ไม่ใช่เพราะตัวเสิ่นหนิงเองเขียนได้เยี่ยมวาดได้ยอด แต่จากประสบการณ์ทั้งชาติก่อนชาตินี้ ทำให้สายตาเสิ่นหนิงมองการณ์ไกลกว่าหญิงสาวทั้งปวง อีกทั้งตระกูลผู้เป็นยายของนางคือตระกูลซีซันอวี๋ แค่เทียบเชิญอะไรสักใบก็ยังดีกว่าหยางมู่ชิวเป็นไหนๆ
เสิ่นหนิงรู้สึกหมดความสนใจ การแข่งขันเทศกาลบุปผาราชสำนักในสายตาเสิ่นหนิงไม่มีความหมายอะไร ทั้งดีดพิณหมากรุก เขียนอักษร วาดภาพ เด็กสาวบ้านไหนบ้างที่ทำไม่เป็น? บทประพันธ์ไม่มีคำว่าที่หนึ่ง ความสามารถก็ไม่มีคำว่าที่หนึ่งเช่นกัน จะต้องมาแข่งขันให้ได้ แล้วจะได้อะไรขึ้นมา? ก็แค่วิธีการดูตัวของเหล่าพระประยูรญาติเท่านั้น ความจริงราชสำนักเลือกลูกสะใภ้หาใช่ดูแต่ที่นี่ที่เดียว ชาติก่อนนางเองก็ไม่ได้ร่วมงานเทศกาลบุปผาราชสำนัก ก็ยังได้เป็นพระชายาขององค์ชายห้ามิใช่หรอกหรือ เทียบกันแล้ว สิ่งที่นางสนใจมากกว่าคือ ชิวเกอจัดการเรื่องเรียบร้อยหรือไม่
ความจริงสิ่งที่เสิ่นหนิงให้ชิวเกอทำนั้นง่ายนิดเดียว แค่ให้แอบกระซิบเตือนเฉินหวั่นโหยวว่า “ระวังหงซิ่ว” เท่านั้นเอง ปัญหาอยู่ที่ว่าจะหลบเลี่ยงหงซิ่วที่ตามติดข้างกายแล้วบอกคำนี้ให้เข้าหูเฉินหวั่นโหยวได้อย่างไร งานเลี้ยงเช่นเทศกาลบุปผาราชสำนัก สาวใช้ที่พามาด้วยย่อมต้องเป็นที่สนิทไว้ใจอย่างที่สุด คิดว่าเฉินหวั่นโหยวจะต้องไว้ใจในตัวหงซิ่วอย่างไม่ต้องสงสัย
ในระยะนี้ชิวเกอรับผิดชอบรวบรวมข่าวสารของคุณหนูและสาวใช้ในเมืองหลวง จึงพอจะรู้เรื่องหงซิ่วบ้าง อีกทั้งกลุ่มสาวใช้ก็มีสังคมของพวกนาง มีสาวใช้ที่คุ้นเคยที่อื่น แค่ทักทาย พูดคุยในระหว่างที่นายสาวแข่งขันก็ย่อมได้ จึงแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเช่นนี้เอง ชิวเกอกับกลุ่มสาวใช้ตระกูลเสิ่นจึงไปหาหงซิ่ว ฝ่ายหงซิ่วเองก็เฉลียวฉลาด ตามพวกนางไปคุยด้วยเพียงไม่กี่คำก็กลับไปอยู่ข้างกายเฉินหวั่นโหยว วันนี้นางมีภารกิจพิเศษ จะอยู่ห่างไกลไม่ได้
เฉินหวั่นโหยวเห็นหงซิ่วกลับมาก็จับมือนาง ถามหงซิ่วว่า “นั่นเป็นสาวใช้บ้านไหนกัน” เมื่อครู่นี้หลังจากสาวใช้กลุ่มนี้จากไป มีคนหนึ่งเดินตามหลังหงซิ่ว ค่อนข้างอยู่ใกล้เฉินหวั่นโหยว นางเห็นสาวใช้คนนี้อยู่ข้างหลังแบมือมีคำว่า”หงซิ่ว”ตัวโตๆเขียนไว้ที่ฝ่ามือ
หงซิ่ว?! หงซิ่วเป็นอะไรหรือ ไยถึงทำลับๆ ล่อๆ เช่นนี้ หรือว่า มีคนอยากเตือนนาง? นางเหลือบมองหงซิ่ว แต่ก็มิได้รู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด
“แค่พวกสาวใช้ที่เคยไปมาหาสู่กัน พูดคุยไม่กี่คำเท่านั้นเองเจ้าค่ะ คุณหนู เมื่อกี้สาวใช้ตระกูลเจิ้งบอกว่าคุณหนูของนางกำลังคอยท่านอยู่ที่ทะเลสาบหมิงเฮ่อ บอกว่ามีเรื่องด่วน ให้ท่านรีบไปเจ้าค่ะ” หงซิ่วนึกถึงสิ่งที่คนผู้นั้นสั่งไว้จึงพูดออกมา
เฉินหวั่นโหยวมองเห็นหงซิ่วยังคงมีสีหน้าสงบเสงี่ยมเช่นเคย ในอกกลับรู้สึกเหมือนไฟสุมทรวง นึกถึงปีที่ผ่านๆ มานางทำดีต่อหงซิ่วมากมาย คิดไม่ถึงว่านางจะทรยศเสียได้?! นางเป็นคนของคนนั้น ?! นางสามารถมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยภายใต้เงื้อมมือเฉินจ้าวซื่อที่ปากซื่อใจคด ทั้งยังได้รับพระเมตตาจากเสด็จย่า อารมณ์ความคิดย่อมเหนือกว่าสติปัญญาและน้ำอดน้ำทนเป็นธรรมดา ถ้าไม่มีอักษรสี่คำนั้น นางก็คงไปตามนั้นแล้ว จะเกิดเรื่องอะไรหรือ นางแค่คิดก็รู้สึกเย็นจับจิต เวลานี้ นางยังมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีกหรือ?
เมื่อได้ยินคำหงซิ่ว เฉินหวั่นโหยวไม่ได้ตอบ ไม่ได้พูดว่าจะไปหรือไม่ไป หงซิ่วเริ่มกระวนกระวาย รบเร้าอีกว่า “ไม่แน่ว่าคุณหนูตระกูลเจิ้งอาจมีเรื่องอะไรก็เป็นได้ คุณหนูเรารีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ”
เฉินหวั่นโหยวทำท่าขี้เกียจ บอกว่าพอดีรู้สึกปวดหัว ไม่รู้ว่าเพราะคนเยอะจึงตื่นเต้นเกินมากเกินไปหรือเปล่า แล้วบอกอีกสักครู่ก็จะถึงรอบของนางแล้ว หากไปๆ มาๆ อาจจะมาไม่ทันเวลา
“เส้าอี๋ไม่ว่าข้าหรอก พวกเราไปเวทีแข่งขันกันเถอะ” วาจานี้ถือเป็นแน่นอนแล้ว ต่อให้หงซิ่วใช้วิธีอะไร ก็ไม่สามารถทำให้เฉินหวั่นโหยวห่างจากเวทีแข่งขันแม้เพียงก้าวเดียว
อีกฟากหนึ่ง เสิ่นหนิงเห็นชิวเกอกลับมา ซ้ำยังขยิบตาให้นาง ก็รู้ว่าเรื่องเรียบร้อยแล้ว ต่อมาระหว่างดูการแสดงศิลปะประกอบเพลง เห็นเฉินหวั่นโหยวขึ้นเวทีด้วยท่าทีปกติ แสดงออกได้เยี่ยมยอด นางก็ยิ่งยิ้มด้วยความสบายใจ จนกระทั่งงานเทศกาลบุปผาราชสำนักจบลง นางยังคงยิ้มตลอดเวลา กระทั่งเสิ่นมี่กับเสิ่นเหยายังข้องใจว่า เหตุใดพี่สาวถึงได้อารมณ์ดีเช่นนี้
จนกระทั่งงานเลี้ยงสิ้นสุด ทุกอย่างปกติ ไม่ได้ยินว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น สายตาทุกคนเริ่มจับจ้องไปที่ผู้ชนะเลิศศิลปะแขนงต่างๆ เทศกาลบุปผาราชสำนักครั้งนี้ ปรากฏหญิงสาวที่มีความสามารถจำนวนไม่น้อย แม้แต่องค์หญิงใหญ่ซู่เหอยังผงกศีรษะด้วยความพอใจ
หยางมู่ชิวได้รางวัลชนะเลิศด้านเขียนพู่กันวาดภาพอย่างไม่ต้องสงสัย ตำแหน่งผู้ชนะด้านการเขียนพู่กันวาดภาพของเมืองหลวงไม่ใช่ได้มาโดยง่าย ด้านเพลงเจียงหันเสวี่ยลูกสาวคนเล็กของรองเสนาบดีกระทรวงการคลังเจียงเฉิงไห่ใช้เพลง”หันเจียงหลิง(ลำนำธาราเหมันต์)”คว้ารางวัลชนะเลิศ การเผชิญหน้าความลำบากยากไร้หนาวเย็นแต่ก็ยังมีอารมณ์สุนทรีย์ก็ยังสัมผัสได้อยู่จนถึงเวลานี้
ส่วนการระบำรำฟ้อนและหมากรุกนั้น ก็ล้วนมีผู้แสดงออกได้อย่างยอดเยี่ยม มีที่นอกเหนือคาดเดาคือ ในการขี่ม้ายิงธนู ผู้ชนะเลิศคือกงซินฉือหลานสาวผู้ตรวจการราชสำนักกงหยูซี ดูนางท่าทางอ่อนแอ นึกภาพไม่ออกว่านางจะน้าวคันธนูยิงหินพร้อมกันสามก้อน ทั้งยังยิงถูกสิ่งเล็กๆ ได้ในระยะไกล ได้รับคำชื่นชมจากองค์หญิงใหญ่ซู่เหอในทันที ฮูหยินของขุนนางทั้งหลายต่างก็ชื่นชมตระกูลกงว่าสอนลูกสาวได้เยี่ยมยอด ได้ทั้งบุ๋นทั้งบู๊
ฮูหยินตระกูลกงพูดอย่างถ่อมตัวว่า “ความจริงก็เพราะเห็นนางอ่อนแอแต่เล็ก ถึงได้ให้นางไปฝึกขี่ม้ายิงธนูเพื่อบริหารร่างกาย ไม่นึกว่ากลับได้พบความก้าวหน้า นี่เป็นความดีความชอบของนิทานเรื่องจี้ชางเรียนธนู ไม่สมควรได้รับความชื่นชมจากทุกคน...”
องค์หญิงใหญ่ซู่เหอได้ถ่ายทอดคำชื่นชมและสนับสนุนหญิงสาวทั้งหลายจากราชนิกูล ทั้งยังพระราชทานของมีค่าในวังแก่บรรดาผู้ชนะเลิศไม่น้อย ล้วนแล้วแต่ตรงตามความชื่นชอบของแต่ละคน เด็กสาวเหล่านี้ล้วนกล่าวขอบพระทัย ดังนี้ งานเทศกาลบุปผาราชสำนักวันนี้จึงจบสิ้นลง ฮูหยินขุนนางและหญิงสาวแต่ละตระกูลส่งองค์หญิงใหญ่ซู่เหอกลับไป ทยอยออกจากเรือนยงหย่าซานโดยมีสาวใช้คอยนำทาง เวลานี้ไม่ได้เงียบสงบเหมือนเที่ยวมา ฮูหยินเหล่านี้ต่างจับกลุ่มคุยกันสองคนบ้างสามคนบ้าง บางคนก็รอคนที่ชอบพอกัน เดินทอดน่องชื่นชมทิวทัศน์อันสวยงามของสวนเหอย่วน ผ่อนคลายสบายใจกว่าตอนมาอย่างมากเสียยิ่งกว่ามาก
พวกเสิ่นหวีซื่อก็เดินอย่างสบายใจจนถึงประตูใหญ่เหอย่วน พอดีพบเสนาบดีกลาโหมตระกูลเฉิน ทั้งสองตระกูลก็ได้ทักทายอีกสักพักต่างคนจึงต่างขึ้นรถม้ากลับกัน ตอนที่เฉินหวั่นโหยวเห็นชิวเกออยู่ข้างกายเสิ่นหนิง แววตาพลันทอประกายแวบหนึ่งแต่ก็มิได้เอ่ยอันใด เพียงคิดในใจว่า ที่แท้ก็เป็นนางนี่เอง คุณหนูตระกูลเสิ่น บุญคุณนี้ นางเฉินหวั่นโหยวขอจดจำไว้
งานเทศกาลบุปผาราชสำนักมีทั้งคนได้หน้าเต็มที่ มีทั้งคนสบายอกสบายใจ แน่นอนว่าก็ต้องมีคนกลุ้มอกกลุ้มใจด้วยเช่นกัน อย่างเฉินจ้าวซื่อ หลังจากงานเทศกาลบุปผาราชสำนักจบสิ้น นางก็สีหน้าเคร่งเครียด จนกลับถึงบ้าน ก็ยังไม่ผ่อนคลาย อุบัติเหตุไม่ได้เกิดขึ้น หากรู้จะลงมือเองแต่แรก ! เจ้าเด็กหงซิ่วทำงานไมได้เรื่อง ปล่อยให้นางนั่นพ้นบ่วงกรรมไป เสียดายนัก จะหาโอกาสหน้าก็ยากแล้ว ในใจเฉินจ้าวซื่อคิดอย่างเคืองแค้น
แล้วก็อย่างเช่นหลี่ผินแห่งวังชุนซี เมื่อนางได้ยินนางในมาแจ้งว่า “เทศกาลบุปผาราชสำนักเป็นไปอย่างราบรื่นดี ฮ่องเต้ทรงพบองค์หญิงใหญ่ซู่เหอแล้ว” หน้านางก็ตึงไปสักพัก ก่อนจะหัวเราะอย่างนุ่มนวล “องค์หญิงใหญ่ซู่เหอทำงานรอบคอบ ทุกอย่างผ่านพ้นด้วยดีก็ดีแล้ว...” ในใจกลับคิดว่า หรือเฉินจ้าวซื่อไม่เห็นกระดาษนั้น ทำไมจึงไม่ได้ทำอะไร
เช่นซั่งกวนฉางจื้อแห่งวังองค์ชายห้า ขณะฟังข่าวเขากำลังคิดว่าคราวนี้เจ้ารองต้องเสร็จแน่ แต่นึกไม่ถึงว่าผลออกมาต่างกับที่เขาคาดดังฟ้ากับดิน ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ทำไมจึงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น พวกทหารจัดการไว้แล้ว รอแค่เฉินหวั่นโหยวไปที่ทะเลสาบหมิงเฮ่อเท่านั้น อะไรกัน หรือว่านางไม่ได้ไป?
“ข้าน้อยรออยู่นานมาก ก็ไม่เห็นมีคนมา จนเทศกาลบุปผาราชสำนักจบสิ้น ก็รีบมารายงานพระองค์ทันทีพ่ะย่ะค่ะ“ทหารวังตอบตะกุกตะกัก ยิ่งเพิ่มโทสะให้ซั่งกวนฉางจื้อ ไม่เข้าใจว่าระหว่างนั้นเกิดความผิดพลาดที่ใด น่าแค้นใจนักที่เทศกาลบุปผาราชสำนักนอกจากทหารวังแล้ว แม้แต่องค์ชายอย่างพวกเขาก็เข้าร่วมด้วยไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่มืดแปดด้านเช่นนี้
“ไปสืบมา ! ไปสืบมาว่าทำไมนางจึงไม่ได้ไป ! “ซั่งกวนฉางจื้อออกคำสั่งเป็นชุดด้วยความโกรธเกรี้ยว ความจริงเขาก็รู้ว่าต่อให้ทำเช่นนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เฉินหวั่นโหยวไม่เกิดเรื่อง ถ้าเช่นนั้น พระราชโองการสมรสพระราชทานก็ไม่เปลี่ยนแปลง อิทธิพลของเสนาบดีกลาโหมก็เป็นของเจ้ารองแล้ว !
แผนการก็เตรียมไว้หมดแล้ว เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจ รักษาความสุขุมนุ่มนวลต่อไปไม่ไหว กวาดข้าวของบนโต๊ะลงมาจนหมดด้วยความแค้นเคืองยิ่งนัก
---
*ยศของพระปิตุจฉา(ป้า)ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน