หนี้รักบัลลังก์แค้น

หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 014 ตอนที่ 14

#14Chapter 014

ตอนที่ 14 เทศกาลบุปผาราชสำนัก

จนถึงวันรุ่งขึ้น พวกเสิ่นอวี๋ซื่อตื่นแต่เช้า เสิ่นอวี๋ซื่อยังสั่งเป็นพิเศษให้อวี๋มามาไปเรือนชิงจู๋ดูเสิ่นหนิงแต่งหน้าแต่งตัว มิใช่ว่าไม่ไว้ใจแม่นมหลิ่ว เพียงแต่พวกชุนซืออายุยังน้อย แม่นมหลิ่วแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ชอบการแต่งหน้าแต่งตัว มีตาอีกคู่ย่อมช่วยกันดูได้มากขึ้น

รอจนอวี๋มามาแต่งตัวเสิ่นหนิงเสร็จเรียบร้อยแล้วพานางมา เสิ่นมี่กับเสิ่นเหยาก็มาถึงเหอหมิงเชียนแล้ว หลี่มามากับเสิ่นหูซื่อก็ตามอยู่ข้างหลัง ทุกคนค่อนข้างตื่นเต้นและคาดหวัง จึงเงียบไปชั่วขณะ

เสิ่นอวี๋ซื่อเห็นสาวน้อยทั้งสามแต่งตัวได้งามพริ้งสดใส ทั้งยังเหมาะสมกับอุปนิสัยและวัยของพวกนางแต่ละคน ทั้งยังแสดงความสง่างามของตระกูลเสิ่นออกมา ก็รู้สึกพอใจอย่างยิ่ง ท่ามกลางความพอใจ นางยังต้องทอดถอนใจว่าไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่งจริงๆ พาเด็กสาวกลุ่มนี้ไปก็รู้สึกภูมิใจมากแล้ว นางพูดกับเสิ่นหูซื่อว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง พวกเราจะกลับมาราวบ่ายๆ แล้วจะส่งเสิ่นเหยากลับไป รับรองสภาพสมบูรณ์แบบ” ยังพูดหยอกเสิ่นหูซื่อเล็กน้อย บรรยากาศจึงแลดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา สามสาวน้อยก็ลดความเคอะเขินลงไป

หลังจากกำชับให้เสิ่นอันซื่อตรวจดูประตูบ้านเรียบร้อยแล้ว เสิ่นอวี๋ซื่อก็พาพวกเสิ่นหนิงออกมาจากบ้าน เตรียมตัวออกเดินทาง เสิ่นเจ๋อหย่วนเตรียมรถม้าให้พวกนางสี่คัน เสิ่นอวี๋ซื่อนั่งคนเดียวหนึ่งคัน เด็กสาวนั่งด้วยกันหนึ่งคัน ส่วนที่ตามหลังมาอีกสองคันคือพวกคนรับใช้กับสาวใช้ชรา ขบวนรถคล้ายคลึงกับพวกฮูหยินคุณหนูในเมืองหลวงเวลาเดินทางในขณะนั้น ไม่นับว่ายิ่งใหญ่ เสิ่นเจ๋อหย่วนยังส่งเหยียนซางติดตามไป เสิ่นเจ๋อจิ้งก็ให้ชิวอู๋เด็กรับใช้ของตนตามไปด้วย เมื่อเป็นดังนี้ คนนับว่าไม่น้อยแล้ว รถม้านำคนทั้งหมด ไปยังสถานที่จัดงานเทศกาลบุปผาราชสำนัก

เสิ่นหนิง เสิ่นมี่ และเสิ่นเหยานั่งอยู่บนรถม้า ไม่ได้สนทนาอะไรกันมากนัก เสิ่นหนิงเนื่องจากมีประสบการณ์ชาติก่อนอยู่แล้วจึงไม่ได้รู้สึกสนใจอะไร สว่นเสิ่นมี่กับเสิ่นเหยาเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบเอ็ดปี เมื่อนึกถึงงานยิ่งใหญ่ที่จะต้องไปร่วมด้วย ก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น หน้าผากเสิ่นมี่เริ่มมีเหงื่อผุดพราย เสิ่นหนิงเห็นดังนั้นจึงนำผ้าเช็ดหน้าออกมาค่อยๆ ซับให้นาง “พวกเราไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง พวกเราไม่ได้ลงแข่งด้วยเสียหน่อย ได้ยินว่าครั้งนี้มีเด็กสาวที่วาดภาพได้ยอดเยี่ยมนัก ว่ากันว่าเป็นลูกศิษย์ตระกูลหวงต้า ใครกันนะ...” ท่าทางนึกไม่ออก

“เป็นลูกสาวของใต้เท้าซื่ออวี้ซื่อหยางเจี่ยนรุ่ย ชื่อหยางมู่ชิว...” เสิ่นมี่ตอบเบาๆ

“ข้าก็นึกออกแล้ว วันนั้นท่านป้าใหญ่เคยคุยให้พวกเราฟัง...” เสิ่นเหยาทำท่าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ รีบบอกเพิ่มเติม พอนางส่งเสียงพูดขึ้นมา บรรยากาศบนรถม้าก็คลายความอึมครึมลง ไม่นานนักรถม้าก็หยุดลง สาวใช้ของทั้งสามรออยู่ข้างนอกแล้ว กล่าวว่ารถม้ามาถึงที่แล้ว เชิญพวกนางลงจากรถ

งานเทศกาลบุปผาราชสำนักครั้งนี้จัดที่เหอย่วน เป็นสวนส่วนตัวขององค์หญิงใหญ่ซู่เหอ ฮูหยินของเจิ้นหย่วนกง เป็นหนึ่งในสวนป่าหลวงจากรัชกาลที่แล้วที่เหลืออยู่ไม่กี่แห่ง เหอย่วนเลื่องชื่อว่ามีทิวทัศน์สวยงาม อุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติดั้งเดิม ได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมในรัชกาลต้าหย่งหลายครั้ง ความสวยงามของสิ่งปลูกสร้างก็งดงามจนผู้พบเห็นทั่วหล้าต่างชื่นชมอย่างยิ่ง ฉางไท่ฮ่องเต้คำนึงถึงความสัมพันธ์ในวัยเยาว์เมื่อครั้งองค์หญิงยังเด็กที่เคยปกป้องกัน จึงพระราชทานให้เป็นของขวัญวันอภิเษก จากนั้นมาเหอย่วนก็เป็นสวนป่าส่วนตัวขององค์หญิงใหญ่ซู่เหอ

องค์หญิงใหญ่ซู่เหอมิได้หวงไว้คนเดียว อีกทั้งนิสัยชอบสนุกครื้นเครง จึงจัดงานเลี้ยงปีละหลายครั้งที่เหอย่วน ให้ทุกคนได้มีโอกาสชื่นชมความงามของเหอย่วน งานเทศกาลบุปผาราชสำนักปีนี้ ผู้จัดงานคือนางเอง ดังนั้นจึงย้ายสถานที่จัดงานมาเหอย่วน ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทุกคนชื่นชมยินดี ได้เห็นความงามของเหอย่วนนับว่ามาไม่เสียเที่ยวแล้ว

เสิ่นอวี๋ซื่อพาพวกเสิ่นหนิงยืนอยู่หน้าประตูเหอย่วน รอนางในมาต้อนรับเพราะรถม้าขับเข้าไปไม่ได้ เสิ่นหนิงมองดูอักษร “เสิ่นหนิงมองดูอักษร” เหอย่วน” สองตัว ลายพู่กันนั้นเป็นลายพระหัตถ์ของซั่งกวนฝูต้นราชวงศ์ต้าหย่ง แลดูทรงพลังยิ่ง นางจำได้ถึงความน่าเกรงขามที่ไม่ซ้ำแบบใคร เหอย่วน นางเคยมาแล้วในช่วงสามปีนั้นเมื่อครั้งยังเป็นฮองเฮา ทุกปีจะได้มาที่นี่หลายต่อหลายครั้ง เวลานั้นองค์หญิงใหญ่ซู่เหอได้สิ้นชีพไปแล้ว เหอย่วนจึงถูกเรียกคืนจากตระกูลเจิ้นหย่วนกงกลับคืนสู่ราชสำนัก เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของซั่งกวนฉางจื้อ นางยังจำได้ว่านางเคยนั่งพิงบนม้ายาวริมสระน้ำเซี่ยฉี่ ขับลำนำรำพัน “ทะเลสาบเจียงหูขุนเขาหมื่นลี้...”

คล้ายชาติที่แล้ว เป็นชาติที่แล้วจริงๆ

เสิ่นหนิงไม่ทันได้สะท้อนใจอะไรมากมายนัก ก็มีนางในมาพากลุ่มเสิ่นอวี๋ซื่อไปแล้ว บรรดาฮูหยิน คุณหนูและเหล่าขุนนางที่มาร่วมงานมีมากมายก็จริง แต่ก็ไม่มีเสียงอึกทึก กลับกลายเป็นความสงบเงียบ คงไม่มีใครมาทำเสียงดังโวยวายที่นี่ เมื่อเดินตามนางในคนนี้ไปเรื่อยๆ มองเห็นพวกทหารไม่น้อยเฝ้าดูแลอยู่ ครั้นเดินผ่านหอจื่อปี้ อ้อมผ่านธารน้ำจิ้งอวี้ จนมาถึงเนเชิงเขาอิ๋งโจว จึงมาถึงจุดจัดงานบุปผาราชสำนัก ซึ่งก็คือเรือนยงหย่าซาน จนกระทั่งกลุ่มเสิ่นซื่อเข้าไปใกล้เรือนยงหย่าซาน จึงได้ยินเสียงคนคุยกันเป็นระยะๆ ในนั้นมีทั้งเสียงหัวเราะของเด็กสาว ทั้งเสียงหยอกล้อของหญิงวัยกลางคน อีกทั้งเสียงหัวเราะดังฮ่าๆ ของหญิงสูงวัย จึงรู้สึกได้ถึงบรรยากาศความสนุกสนานครึกครื้นของงานเทศกาลบุปผาราชสำนัก

ขณะที่กลุ่มเสิ่นอวี๋ซื่อเพิ่งก้าวเข้าเรือนยงหย่าซาน ก็มีฮูหยินของขุนนางบางคนพาลูกสะใภ้ลูกสาวหลานสาวเข้ามาพูดคุย ในนั้นมีฮูหยินของหยวนเค่อเจินรองเสนาบดีกระทรวงโยธา ฮูหยินของอธิบดีกระทรวงขุนนางเสิ่นจิ้งหวา หลายครอบครัวผลัดกันแนะนำตัว ทักทายพูดคุย พวกเสิ่นหนิงสามคนก็ต้องเข้าพบบรรดาฮูหยินเหล่านี้ ทั้งยังสนทนากับเสิ่นหมิงซวนลูกสาวคนเล็กของเสิ่นจิ้งหวาอย่างถูกคอ เด็กสาวทั้งหลายพูดคุยกันถึงความรู้สึกที่มางานเทศกาลบุปผาราชสำนัก บรรยากาศเป็นกันเองยิ่งนัก

กลุ่มเสิ่นอวี๋ซื่อมาถึงไม่เร็วแต่ก็ไม่ช้าเกินไป ก่อนหน้านั้นมีครอบครัวขุนนางไม่น้อยมาแล้ว มีทั้งคนคุ้นเคยและมีทั้งคนที่เคยคุยในงานเลี้ยงบ้านตระกูลเสิ่น เสิ่นอวี๋ซื่อก็พูดคุยกับพวกนาง ฆ่าเวลาระหว่างรองานเทศกาลบุปผาราชสำนัก ตามมาด้วยขุนนางอีกไม่น้อย ฮูหยินของเสนาบดีกระทรวงพิธีการเว่ยจิ้นตู้ กับฮูหยินของผู้ตรวจการราชสำนักกงหรูซี ด้านหลังยังตามมาด้วยสะใภ้และเด็กสาวอีกหลายคน สองคนนี้อายุไม่น้อยแล้ว ลูกสาวคนเล็กก็แต่งงานแล้ว ครั้งนี้ก็พาหลานสะใภ้กับหลานสาวมาเปิดหูเปิดตา เมื่อสองคนนี้มาถึง ก็แนะนำตัวกันเกิดความครึกครื้นขึ้นมาอีก

จากนั้นก็ตามมาด้วยครอบครัวของเว่ยฟู่หลี่ผู้อำนวยการราชวิทยาลัยระดับกั๋วจื่อ ครอบครัวของเจิ้งผูฉุนเสนาบดีกระทรวงการคลัง กับครอบครัวของเสนาบดีกลาโหมก็มาตามกัน เรือนยงหย่าซานยิ่งครึกครื้นขึ้น จับกลุ่มกันสองบ้างสามบ้าง เสียงพูดคุยไม่มีหยุด ได้ยินนางในแจ้งว่าครอบครัวเสนาบดีกลาโหมมาแล้ว เสิ่นหนิงรีบเงยหน้ามองคนที่เข้ามาด้วยความสนใจทันที เนื่องจากอยู่ค่อนข้างไกล แถมยังมีฮูหยินจำนวนไม่น้อยคั่นกลางไว้อยู่ จึงเห็นเพียงสาวน้อยหลายคน แต่ก็ไม่ชัดนัก เสิ่นหนิงนึกโยงไปถึงเรื่องของเฉินหวั่นโหยว ถึงแม้จะเห็นไม่ชัด แต่ก็คอยมองไปทางครอบครัวเสนาบดีกลาโหมโดยไม่รู้ตัว เป็นที่ผิดสังเกตของเสิ่นอวี๋ซื่อ

“ทำไมหรือ รู้สึกเจ้าจะสนใจตระกูลเฉินเป็นพิเศษ ข้าเห็นเจ้ามองไปทางนั้นหลายครั้งแล้ว” เสิ่นอวี๋ซื่อนิ่งคิด ทางตนก็ไม่ค่อยไปมาหาสู่กับตระกูลเฉิน มีคุยไม่กี่คำบ้างในงานเลี้ยงที่บ้านคราวก่อน

“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ งานเลี้ยงในบ้านคราวที่แล้วไม่ได้พบหน้าสาวบ้านตระกูลเฉิน ได้ยินพี่รองว่าคราวนี้สาวบ้านนี้ลงแข่งกันหลายคน ข้าเลยอยากรู้บ้างเท่านั้นเองเจ้าค่ะ” เสิ่นหนิงใช้เสิ่นอวี๋หงเป็นโล่ คิดว่าทำไมตนถึงได้ใจร้อนอย่างนี้นักนะ

เสิ่นอวี๋ซื่อไม่ได้พูดอะไร เรียกเสิ่นหนิงทั้งสามคนมาแล้วพาพวกนางเดินไปทางบ้านตระกูลเฉิน เตรียมทักทายตระกูลเฉิน ทำเช่นนี้ จะได้ให้พวกเด็กสาวได้ทำความรู้จักกันไว้ วันหน้าอยู่ยาวในเมืองหลวง หนีไม่พ้นต้องไปมาหาสู่กับบ้านนี้แน่นอน ไม่ว่าอย่างไรก็ให้ได้เจอหน้ากันก่อนถึงจะดี

เสิ่นอวี๋ซื่อพาทั้งสามไปทักทายเฉินหลินซื่อ แล้วยิ้มให้เฉินจ้าวซื่อ ให้พวกเสิ่นหนิงเข้าพบพวกนางทีละคน เฉินหลินซื่อก็เป็นกันเองกับเสิ่นอวี๋ซื่อมาก ลำพังแค่ชื่อเสียงของตระกูลซีซันอวี๋ เฉินหลินซื่อก็ไม่กล้าดูแคลนเสิ่นอวี๋ซื่อแล้ว เรียกพวกหลานๆ ที่อยู่ข้างหลังมาพบกลุ่มเสิ่นหนิง

เสิ่นหนิงเพิ่งเห็นเฉินหวั่นโหยวได้อย่างชัดเจน นางอ่อนช้อยนุ่มนวลสมชื่อ เห็นนางใส่ชุดกระโปรงแพรอ่อนสีบัว เสื้อสั้นสีเขียวอ่อน เนื่องจากถึงวัยอันควรแล้ว จึงไว้ผมมวยทรงจิ้งเซียง ประดับด้วยปิ่นดอกบัวบานสีชมพู หน้าตาเรียบร้อยสวยงาม เข้ามายิ้มทักทายกับพวกนาง ท่วงท่างามสง่าราวกับดอกบัวที่ใกล้บาน เฉินหวั่นโหยวนุ่มนวลเรียบง่าย แค่นี้ก็ได้ความรู้สึกที่ดีจากเด็กสาวทั้งสามแล้ว แต่เมื่อเสิ่นหนิงมองเห็นสาวใช้ประจำตัวของเฉินหวั่นโหยวก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย แล้วยิ้มออกมา เป็นนางเอง หงซิ่ว คนเก่าแก่…

เวลานี้นางยังไม่รู้จักเสิ่นหนิง แค่หลุบหน้าคอยตามอยู่ข้างหลังเฉินหวั่นโหยว ไม่ได้ทำให้คนอื่นสังเกตเห็น ทว่าเสิ่นหนิงกลับคุ้นเคยกับนางอย่างมาก อยู่ในวังเย็นห้าปี นางกับเจ้านายของนางทำให้เสิ่นหนิงจำได้ไม่ลืม เวลานั้นเสิ่นหนิงอายุน้อยอารมณ์รุนแรง โดนพวกนายบ่าวของนางรังแกไม่น้อย ตอนหลังนางได้เป็นฮองเฮา ตระกูลเสิ่นก็แข็งแกร่ง พวกนางจึงได้รามือ แต่เสิ่นหนิงไม่เคยใบหน้าที่เยาะเย้ยแค้นเคืองของสาวใช้คนนี้หลังจากตระกูลเสิ่นล่มจมได้เลย

“ตระกูลอู๋เยวี่ยเสิ่น โถๆ ใครสูงศักดิ์กว่าใคร เวลานี้เจ้าต้องคุกเข่าให้ข้ามิใช่หรอกหรือ...”

นางชื่อหงลิ่ว แต่เจ้านายของนางตอนนั้นเป็นเฉินหวั่นหยู มิใช่เฉินหวั่นโหยวเหมือนเช่นปัจจุบัน

ใช่แล้ว ไม่มีใครสูงศักดิ์กว่าใคร แต่ข้าเสิ่นหนิง ลูกสาวคนโตของภรรยาเอกตระกูลอู๋เยวี่ยเสิ่น ไม่ใช่สาวใช้ชั้นต่ำทรยศนายอย่างเจ้ามาเยาะเย้ยด่าว่าได้ !เสิ่นหนิงแค่เห็นหงลิ่วเพียงแวบเดียว ก็รู้แล้วว่าทำไมเฉินหวั่นโหยวจึงได้ตกน้ำ ดูท่าน่าจะเป็นฝีมือหงซิ่วแน่นอน

เสิ่นหนิงอารมณ์ดีขึ้นทันใด ที่แท้วิธีตอบโต้ที่ต่อให้คิดเป็นร้อยรอบก็ไม่ออกมา พริบตาก็โผล่ออกมาได้แล้ว ต่อไปไม่ต้องตามติดเฉินหว่านโหยวแล้ว นางว่านางรู้แล้วว่าควรทำเช่นไร นางจงใจเดินรั้งท้ายจากเสิ่นอวี๋ซื่อหลายก้าว กำชับกับชิวเกอที่อยู่ข้างกายสองสามประโยค ครั้นเห็นนางพยักหน้าเข้าใจแล้ว จึงค่อยวางใจรีบตามเสิ่นอวี๋ซื่อไปพบคน รอยยิ้มบนใบหน้าดูผ่อนคลายลงหลายส่วน

จากนั้นเมื่อครอบครัวเจ้ากรมอาลักษณ์เหวยจิ่งเย่า กับครอบครัวเสนาบดีฝ่ายขวากานหมิงเฉวียนมาถึง บรรยากาศเรือนยงหย่าซานก็ครึกครื้นขึ้นอีก ในรัชสมัยต้าหย่งมิได้แต่งตั้งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีกับราชเลขา เจ้ากรมอาลักษณ์จึงเป็นผู้อยู่เหนือสุดของขุนนางทั้งปวง ซึ่งความเป็นจริงก็นับว่าเทียบเท่าอัครมหาเสนาบดีแล้ว เวลานั้น ฮูหยินของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งหมดต่างเข้าทักทาย รวมทั้งเสิ่นอวี๋ซื่อด้วย

คลื่นความครึกครื้นลูกนี้ยังไม่ทันจางหาย ก็มีเสียงอีกทึกดังขึ้นในกลุ่มคน เสียงทักทายดังมาถึงด้านหลัง ที่แท้องค์หญิงใหญ่ซู่เหอมาถึงแล้ว หมายความว่างานเทศกาลบุปผาราชสำนักเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

devc-fa6710b8-35213หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 014 ตอนที่ 14