เมฆดำพบจันทร์กระจ่าง: Chapter 006 ตอนที่ 6
ตอนที่ 6 อูอวี้ 1 (3)
ผมคิดว่าตัวเองได้เจอกับผู้หญิงที่สวยหวานน่ารักคนหนึ่ง มันก็เท่านั้นเอง แต่ตอนนี้เธอได้แสดงนิสัยอีกด้านของเธอให้ผมเห็นอย่างเปิดเผย
เธอมองผมแวบหนึ่งอีกครั้ง เหมือนกับว่าลังเลนิดหน่อย กัดริมฝีปากล่างพร้อมพูดต่อ “ยี่ห้อเสื้อยืดของคุณก็ไม่เลว กางเกงก็ใหม่ดี แต่รองเท้าเก่ามากและเป็นยี่ห้อที่ถูกมากอีกต่างหาก แสดงว่าครอบครัวของคุณธรรมดา ใช้ชีวิตอย่างประหยัดมาก หรือว่าช่วงนี้คุณช่วยอาจารย์ทำโปรเจกต์ ถึงได้มีเงินมาเที่ยวหรือเปล่า แต่ว่า…” เธอหยุดและจ้องมองตาของผม “แฟนคุณสวยมากนะ แต่การแต่งตัวก็เรียบง่ายเหมือนกัน แสดงว่าฐานะครอบครัว ก็คงคล้ายๆ กับคุณ ทั้งตัวของเธอไม่มีเสื้อผ้าใหม่รองเท้าใหม่สักชิ้น คุณคงเอาแต่ซื้อของให้ตัวเอง แต่งตัวให้หล่อๆ แต่ไม่เคยได้ซื้ออะไรให้เธอเลย เหอะ…”
ผมอึ้งสนิท ไม่นึกเลยว่าเธอจะพูดถึงเรื่องนี้ สมองของผมนึกถึงหน้าตาอูเมี่ยวทันที ผมยอมรับว่าตัวเองไม่เคย สังเกตเลยว่าเธอนั้นแต่งตัวยังไง ช่วงนี้มีเงินติดกระเป๋าอยู่นิดหน่อย ผมเก็บไว้แค่ให้พอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ที่เหลือก็โอนให้แม่ทั้งหมด แต่แม่ของผมเป็นคนที่ประหยัดมาก และแม่มักจะพูดถึงแต่เรื่องที่จะเก็บเงินเอาไว้เพื่อใช้แต่งภรรยาในอนาคต อาจจะเป็นเพราะเสียดายเงินแม่จึงไม่ค่อยอยากจะใช้เท่าไร ผมไม่เคยสังเกตเลยว่าเสื้อผ้าที่แม่และอูเมี่ยวใส่ทั้งหมดคือเสื้อเก่าๆ ที่ราคาถูกสุดเมื่อหลายปีที่แล้ว
“คุณพูดพอหรือยังครับ” ผมพูด
เธอมองค้อนผม อาจจะสังเกตเห็นว่าผมก็เริ่มโมโหบ้างแล้ว เธอเลยถอยหลังไปช้าๆ ครึ่งก้าว เอียงตัวเข้าไปใกล้ ทางหน้าประตูห้องเหมือนกับตั้งท่าพร้อมที่จะวิ่งในทันที พลางพูด “คุณคะ อย่าคิดว่าฉันอยากจะสอดรู้เรื่องส่วนตัวของคุณเลยนะคะ ฉันไม่ได้สนใจเลยค่ะ ก็แค่เผอิญผ่านมาช่วยเวลาเห็นเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควรเท่านั้นเอง คุณคงไม่คิดใช่ไหมว่าคนแปลกหน้าคนหนึ่งอย่างฉันจะสามารถตัดสินชีวิตของคุณได้ง่ายๆ ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ เรื่องนี้มันก็เหมือนกับหนังสือเล่มนั้นที่คุณทิ้งไป คุณยังไม่เคยตั้งใจอ่านมันเลยใช่ไหม แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่า หนังสือเล่มนั้นมันไม่ดี เนื้อหาก็ไม่เยี่ยม ไม่ซึ้ง แม้ว่าหนังสือเล่มนั้นจะได้รับรางวัลชนะเลิศวรรณกรรมสำหรับเยาวชนขายดีที่สุดต่อเนื่องกันถึงแปดสัปดาห์ แต่คุณยังจะบอกว่ามันเป็นขยะ เนื้อหาไร้สาระทั้งนั้น ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะตัวคุณเอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่มากไป”
ผมอึ้งไปสักพัก ตามการเปลี่ยนเรื่องของเธอไม่ค่อยทัน เธอกลับหลังหันเดินไปทางห้อง พลางพูดว่า“จากเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบ ฉันก็รู้เลยว่าจริงๆ แล้วคุณไม่ได้ใส่ใจแฟนของคุณเลย ก็เลยตัดสินว่าเธอกำลังอ่านหนังสือขยะอยู่ ที่แท้คุณก็ไม่ได้เข้าใจและเคารพเธอพอ...”
“คุณอาจจะยากจน ขยัน มีวินัยในตัวเอง ฉลาด และมีความทะเยอทะยาน แต่ในขณะที่คุณพาเธอออกมาเที่ยว หายใจเข้าหายใจออกคุณก็ยังพูดถึงแต่เรื่องการเรียนและผลสอบ ศักยภาพโดยรวมและการแข่งขันในสังคม คุณนี่ ไม่ว่าเวลาทำเรื่องอะไรก็จะมีเป้าหมายสูงลิ่วตลอด”
“ขอเตือนด้วยความหวังดีนะคะว่า ในชีวิตคนเราไม่ควรมีเป้าหมายมากเกินไปและก็ไม่ควรเห็นแก่ตัวเกินไป ม่ทันเสียย ะมานึกเสียใจทีหลังก็จทีหลังก้ไม่ทันแล้วไม่อย่างนั้นอนาคตคุณอาจจะสูญเสียมากยิ่งกว่า และสิ่งที่สูญเสียอาจเป็นสิ่งที่คุณให้ความสำคัญที่สุด ถึงเวลานั้นคุณจะมานึกเสียใจภายหลังก็ไม่ทันแล้ว”
ใจของผมเหมือนโดนเข็มแทงเบาๆ ชั่วพริบตา ผมมองข้างหลังของผู้หญิงจองหองคนนี้ อยากจะคว้าและจับตัวเธอกลับมา อยากจะอธิบายแต่ก็ไม่อยากแก้ตัว
“เธอไม่ใช่แฟน” ผมได้ยินเสียงของตัวเองเยือกเย็นมาก “นั่นคือน้องสาวแท้ๆ ของผม”
เธอหยุดก้าวเท้า เหมือนจะเขินอายเล็กน้อย แต่ก็ยังยืดคอพูดว่า “มันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละค่ะ!”
หลังจากที่เธอด่าผมอย่างแรงแบบนี้รอบหนึ่งไปแล้ว เธอก็เดินเข้าห้องไปเลย ผมนั่งเล่นอยู่ที่ระเบียงคนเดียว เวลาผ่านไปชั่วครู่เดียว พอก้มมองนาฬิกาก็ห้าโมงยี่สิบแล้ว
ผมไปที่ห้องอูเมี่ยว เธอยังทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษระดับสี่อยู่ คิ้วขมวดและกัดหัวปากกา ผมจับหัวของเธอและพูดว่า “ไปกินข้าว”
“เย้!” เธอทิ้งปากกาทันทีและร้องอย่างดีใจ
ผมให้อูเมี่ยวเข้าไปในห้องอาหารก่อน และผมก็ยืนอยู่หน้าประตูห้องอาหารเพียงคนเดียว
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ฝนเริ่มตกแล้ว ฝนตกกระหน่ำกระทบหลังคาและดาดฟ้าเรือเสียงดังครึกโครม ผมยืนพิงที่ทางเดินและเฝ้ารอหน้าประตูห้องอาหาร จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าแม้แต่ชื่อของเธอผมเองก็ยังไม่รู้เลย
นับตั้งแต่นั้น ผมก็ไม่มีโอกาสที่จะได้รู้จักชื่อของเธออีกเลย