พันธกานต์ปราณอัคคี

พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 008 ตอนที่ 8

#8Chapter 008

ตอนที่ 8 หญิงผู้เย่อหยิ่งสดใสดั่งตะวัน

อวิ๋นจือกลับย่อตัวทำความเคารพ เอ่ยขึ้นด้วยหน้าตาจริงจังว่า “คุณหนูจะพูดเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาดนะเจ้าคะ ญาติผู้พี่ร่วมตระกูลอวิ๋นจือรับไม่ไหว เซียนและคนสามัญนั้นต่างกัน พี่ๆ น้องๆ ของคุณหนูคือคุณชายคุณหนูที่มีการจัดอันดับทั้งหลาย ส่วนอวิ๋นจือที่มีเพียงชื่ออันต่ำต้อย เป็นถึงสาวใช้ประจำตัวของคุณหนูได้ก็นับว่ามีบุญแล้ว”

แม้มั่วชิงเฉินไม่อาจทำถึงขั้นตบไหล่สาวใช้แล้วบอกว่า ‘ต่อไปพวกเราจะเป็นเหมือนพี่น้องแท้ๆ เจ้าไม่ต้องทำความเคารพไม่ต้องนี่ไม่ต้องนั่น’ เหมือนรุ่นพี่ที่ทะลุมิติคนอื่นๆ แต่เมื่อนึกถึงอวิ๋นจือที่อยู่ตรงหน้า เดิมทีก็เป็นญาติผู้พี่ร่วมตระกูลอยู่แล้ว แต่กลับต้องมาถูกเรียกใช้เป็นสาวใช้ อย่างไรเสียก็รู้สึกไม่เหมาะสม

อวิ๋นจือเห็นมั่วชิงเฉินยังคิดไม่ตก คิดว่าคุณหนูสิบหกอายุยังน้อย จึงกัดฟันว่า “คุณหนู อภัยที่ อวิ๋นจือปากมาก ท่านทราบหรือไม่ว่า ในตระกูลมั่วมีเพียงผู้ที่มีรากวิญญาณในแต่ะรุ่นจึงจะได้รับการจัดอันดับ”

มั่วชิงเฉินได้ยินท่านอาสิบสี่พูดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จึงพยักหน้า

“ทว่าต่อให้เป็นตระกูลบำเพ็ญเพียรเช่นตระกูลมั่ว ผู้มีรากวิญญาณในแต่ละรุ่นก็มีค่อนข้างน้อย ข้าเคยฟังท่านปู่พูดมาก่อน ในรุ่นของพวกท่านนั้นมีทั้งหมดเจ็ดท่าน รุ่นที่สองมีสิบสี่ท่าน มาถึงรุ่นของคุณหนู บัดนี้มีด้วยกันสิบหกท่าน มีบางบ้านมีผู้มีรากวิญญาณติดกันสองรุ่น รุ่นที่สามไม่มี ส่วนบางบ้านสองรุ่นแรกไม่มี รุ่นที่สามมีแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนที่ไม่มีรากวิญญาณในตระกูลมั่วมีมากมายนัก ในตระกูลมีข้อกำหนดไว้ หากบ้านไหนไม่มีผู้มีรากวิญญาณติดต่อกันสามรุ่น จะต้องย้ายออกจากจวนมั่วไปอยู่หมู่บ้านตระกูลมั่ว” อวิ๋นจือเดินไปพลางพูดไปพลาง

มั่วชิงเฉินฟังอย่างตั้งใจ นางรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจ

อวิ๋นจือก็ไม่แปลกใจที่มั่วชิงเฉินซึ่งอายุเพียงแค่หกขวบจะรวบรวมสมาธิตั้งใจฟังได้ นางเติบใหญ่ในตระกูลมั่วตั้งแต่เล็ก เห็นเรื่องราวแปลกประหลาดของเด็กที่มีรากวิญญาณมานับไม่ถ้วน จึงพูดขึ้นต่อ “บิดามารดาของอวิ๋นจือก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านตระกูลมั่ว บิดามารดาส่งอวิ๋นจือมายังจวนตระกูลมั่วตั้งแต่เล็ก เห็นคุณหนูคุณชายทั้งหลายล้วนมีบ่าวรับใช้ประจำตัว จึงได้เตรียมใจสำหรับการเป็นสาวใช้ธรรมดาของจวนมั่วไว้แล้ว บัดนี้สามารถเป็นถึงสาวใช้ประจำตัวของท่าน นับว่าเป็นโชคดีอย่างเหลือล้นแล้ว ดังนั้นคุณหนูไม่ต้องรู้สึกว่าอวิ๋นจือไม่ได้รับความเป็นธรรม ปกติกฎระเบียบทางโลกก็ไม่สามารถนำมาใช้กับตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรอยู่แล้ว อย่าว่าแต่คนสามัญเช่นอวิ๋นจือเลย ต่อให้เป็นองค์หญิงท่านหญิงในโลกฆราวาส พบเจอผู้บำเพ็ญเพียรเช่นท่านก็ต้องก้มศีรษะให้ ยิ่งกว่านั้นกฎระเบียนในตระกูลบำเพ็ญเพียรทั้งหลายแห่งเมืองลั่วหยางเราล้วนไม่แตกต่างกันเท่าไร”

มั่วชิงเฉินนับว่าเข้าใจแล้ว คนในตระกูลที่หมู่บ้านตระกูลมั่ว เมื่อวัยเยาว์ก็อาศัยอยู่ในจวนมั่ว เห็นวิชาเซียนมาทุกรูปแบบ สุดท้ายต้องย้ายไปอยู่หมู่บ้านตระกูลมั่ว กลายเป็นคนสามัญที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน จะทำใจยอมได้อย่างไร พวกเขายอมส่งลูกหลานมาเป็นคนรับใช้ในตระกูลมั่ว ไม่แน่ว่าอาจจะมีวาสนามีโอกาสขึ้นมาก็เป็นได้ อย่างไรเสียก็ยังดีกว่าการเป็นคนสามัญปุถุชนโดยสิ้นเชิง

มั่วชิงเฉินเดาไว้ไม่ผิด สำหรับตระกูลบำเพ็ญเพียรแห่งเมืองลั่วหยางเหล่านี้แล้ว ผู้ที่ไม่มีรากวิญญาณถูกให้ย้ายออกจากจวนมั่วและรับใช้ผู้บำเพ็ญเพียรนั้นไม่ใช่เรื่องขายหน้า แต่กลับเป็นเรื่องน่าภูมิใจ อย่างไรเสียไม่ใช่ว่าใครคิดจะปรนนิบัติผู้บำเพ็ญเพียรก็จะมีโอกาสได้ปรนนิบัติกันได้

“พี่อวิ๋นจือ พี่รู้ละเอียดจังเลย” มั่วชิงเฉินได้พูดเพียงเท่านี้

อวิ๋นจือยิ้มอ่อนพลางว่า “คุณหนูชมเกินไปแล้ว อวิ๋นจือเติบใหญ่ในจวนมั่วแต่เล็ก นี่เป็นเพียงความรู้พื้นฐานที่ใครๆ ก็รู้เท่านั้น คุณหนู ถึงแล้วเจ้าค่ะ” พูดแล้วก็ชี้เรือนที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

เดิมมั่วชิงเฉินนึกว่าโถงเฉาหยางจะกว้างขวางโอ่โถงสักเพียงไหน ไม่คิดว่าจะเป็นเพียงเรือนไม้ชั้นเดียวแถวหนึ่งเรียงรายอยู่ตามริมบึง ห่างจากหน้าเรือนไม้ออกมาสามจั้งมีแผ่นป้ายตั้งอยู่แผ่นหนึ่ง เขียนอักษรไว้สามตัว ‘โถงเฉาหยาง’

เมื่อวานนางได้ฟังท่านอาสิบสี่พูดถึงมาก่อน เหล่าผู้มีรากวิญญาณจะบำเพ็ญด้วยกันตั้งแต่เด็ก เพราะว่าจวนมั่วครอบคลุมพื้นที่มหาศาล สถานที่ที่มีปราณวิญญาณนั้นกระจัดพลัดพราย โถงเฉาหยางที่ริมบึงแห่งนี้นับเป็นสถานที่ที่อุดมไปด้วยปราณวิญญาณ

“คุณหนู รีบเข้าไปเถอะ อวิ๋นจือจะมารับท่านตอนปลายยามเซิน[footnoteRef:1]นะเจ้าคะ” อวิ๋นจือเห็นมั่วชิงเฉินเอาแต่จ้องมองโถงเฉาหยางจึงเอ่ยเตือน [1: ยามเซิน วิธีนับเวลาสมัยจีนโบราณ ช่วงเวลาตั้งแต่สิบห้าถึงสิบเจ็ดนาฬิกา]

“อืม รบกวนพี่อวิ๋นจือแล้ว” มั่วชิงเฉินพยักหน้าแผ่วเบาเดินเข้าเรือนไม้ไป

ก้าวข้ามประตูไปจะเห็นโถงเล็กๆ ผู้เฒ่าผมและหนวดเคราขาวโพลนผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างหลังโต๊ะ ได้ยินเสียงจึงเงยหน้าขึ้นกล่าว “เจ้าก็คือเจ้าสิบหกแห่งรุ่นที่สามสินะ”

มั่วชิงเฉินยืนนิ่ง พูดเสียงใสว่า “เรียนท่านปู่ ข้าคือลำดับสิบหก มั่วชิงเฉิน เจ้าค่ะ”

“อืม ยังนับว่ามีมารยาท ต่อไปเจ้าเรียกข้าว่าท่านปู่รองก็แล้วกัน เจ้าสิบหกมานี่สิ เจ้าเพิ่งมาวันแรก ข้าจะบอกกฎระเบียบให้ฟัง” ผู้เฒ่าพูดพลางลูบหนวด

มั่วชิงเฉินเดินมาถึงหน้าผู้เฒ่าอย่างมั่นคง ยืนอย่างเป็นระเบียบ ตากลมโตจับจ้องสายตาของผู้เฒ่า

ผู้เฒ่าพยักหน้าเงียบๆ พลางลูบหนวดเคราว่า “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเจ้าจงบำเพ็ญเพียรที่โถงเฉาหยางนี่ ทุกวันมาตอนต้นยามเหม่า[footnoteRef:2]กลับปลายยามเซิน เวลาเที่ยงกินข้าวที่โรงอาหารในโถงเฉาหยาง ทุกสิบวันจะได้พักผ่อนหนึ่งวัน มีเพียงเหตุการณ์สองอย่างที่ไม่ต้องมา หนึ่งคืออายุเต็มสิบห้าปี สองคือแม้จะไม่เต็มสิบห้าปี แต่บรรลุหลอมลมปราณขั้นห้า” พูดจบจึงมองมั่วชิงเฉินด้วยตาที่ลืมแทบไม่ขึ้น [2: ยามเหม่า วิธีนับเวลาสมัยจีนโบราณ ช่วงเวลาตั้งแต่ห้าถึงเจ็ดนาฬิกา]

มั่วชิงเฉินพยักหน้าแสดงความเข้าใจ บัดนี้แม้ไม่อาจเปิดม้วนคัมภีร์หยกออกอ่าน ทว่าได้ผ่านการถ่ายทอดจากท่านอาสิบสี่นางก็รู้ว่า ระดับหลอมลมปราณมีด้วยกันสิบสามขั้น ขั้นหนึ่งถึงขั้นสี่คือระยะต้นในการหลอมลมปราณ ขั้นห้าถึงขั้นแปดคือระยะกลาง ขั้นเก้าถึงขั้นสิบสองคือระยะท้าย ส่วนขั้นสิบสามคือจบสมบูรณ์แล้ว

ทุกคราที่ขั้นสี่ไปขั้นห้า ขั้นแปดไปขั้นเก้าล้วนเป็นด่านที่ยากยิ่ง กระทั่งผู้ที่พรสวรรค์ไม่เลวก็ติดอยู่ขั้นเหล่านี้มาแล้ว

“เจ้าสิบหก หลังจากเจ้าดึงลมปราณเข้าร่าง สำเร็จระยะแรกของการหลอมลมปราณแล้ว สามารถมารับถุงสารพัดนึกที่ข้าได้หนึ่งใบ เอาล่ะ ตอนนี้ไม่เช้าแล้ว รีบเข้าไปเถอะ” ผู้เฒ่าพูดแล้วชี้ไปที่ประตูบุปผชาติด้านซ้าย

“ขอบคุณท่านปู่รองที่ชี้แนะ” มั่วชิวเฉินย่อยตัวคำนับแล้วหันเดินจากไปทางประตูบุปผชาติ

เวลานี้เองที่ได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงเสียงนุ่มนิ่มลอยมา “พี่สิบ เร็วๆ หน่อย สายแล้ว”

เสียงไม่เดือนไม่ร้อนของเด็กผู้หญิงอีกคนลอยมา “เจ้าสิบสี่ รนอันใด ไม่ได้เรื่องเลยเจ้านี่”

“แต่ว่า...”

“เอาล่ะ นี่ไม่ใช่ว่ามาถึงแล้วหรือไรล่ะ!”

มั่วชิงเฉินหันกลับไปมองจากหน้าประตูบุปผชาติ เห็นเด็กผู้หญิงสองคนเดินจูงมือกันมา

คนหนึ่งในนั้นใส่ชุดสีชมพูอ่อนดูแล้วอายุพอๆ กับตนเอง ผมทรงซาลาเปาผูกโบสีชมพูลายผีเสื้อ ตารูปทรงดอกท้อเป็นประกายดูเหนียมอาย เพียงมองดูก็ให้คนรู้สึกเอ็นดู

ส่วนอีกคนหนึ่งตัวเริ่มสูง อายุประมาณสิบกว่าขวบ ตาชั้นเดียวรูปหงส์ส่อแววฉลาดเฉลียวมีชีวิตชีวาหางตาชี้ขึ้นเล็กน้อยใต้คิ้วที่ยาวเรียว ชุดสีแดงสดขับผิวให้ยิ่งขาวผ่องดุจหิมะ

มั่วชิงเฉินอดมองเด็กสาวในชุดสีแดงสดอีกทีไม่ได้ เด็กสาวคนนี้ช่างอำไพเตะตา อายุน้อยๆ ก็ส่อแววสวยสะคราญจนน่าตกใจ

“เจ้าสิบ เจ้าสิบสี่ บัดนี้ยามเหม่าหนึ่งเค่อ[footnoteRef:3]แล้ว พวกเจ้าสายแล้ว” ผู้เฒ่าขมวดคิ้วกล่าว [3: เค่อ สมัยจีนโบราณใช้นาฬิกาทรายในการนับเวลา ในหนึ่งวันหนึ่งคืนได้แบ่งเป็นหนึ่งร้อยเค่อ หนึ่งเค่อจึงเท่ากับสิบสี่จุดสี่นาที จนกระทั่งต้นราชวงศ์ชิงถึงได้เปลี่ยนเป็นเก้าสิบหกเค่อ หนึ่งเค่อจึงเท่ากับสิบห้านาที]

เด็กผู้หญิงชุดสีชมพูได้ยินดังนั้นจึงก้มหน้าลงเจื่อนๆ ส่วนเด็กสาวชุดแดงกลับเชิดคางเสียสูงพูดกับผู้เฒ่าว่า “ก็สายเพียงแค่หนึ่งเค่อ ต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ”

“เจ้าสิบ” ผู้เฒ่าหน้าบึ้ง

“พี่สิบ...” เด็กผู้หญิงชุดชมพูกระตุกสาวน้อยชุดแดง

สาวน้อยชุดแดงกลับลากมือเด็กหญิงชุดชมพูแล้วเดินผ่านหน้าผู้เฒ่าไป พูดอย่างดูถูกว่า “หึ ก็แค่คนไร้ค่าที่บรรลุระดับหลอมลมปราณขั้นสี่ไม่ได้มาทั้งชีวิตเท่านั้น จะวางมาดเป็นผู้อาวุโสอะไร”

devc-f78f2e12-33002พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 008 ตอนที่ 8