พันธกานต์ปราณอัคคี

พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 007 ตอนที่ 7

#7Chapter 007

ตอนที่ 7 ต้นไม้มีอวิ๋นจือ

มั่วชิงเฉินมองท่านปู่อย่างสงสัย

ผู้เฒ่ายิ้มกล่าวว่า “คนมาส่งอาหารเช้าน่ะ”

พูดจบสะบัดแขนเสื้อ ประตูลานบ้านก็เปิดออกเองแม้ปราศจากลม มีชายหนุ่มแต่งชุดสั้นเดินถือกล่องอาหารเข้ามาจริงๆ ข้างกายเขายังตามมาด้วยสาวใช้อายุสิบกว่าขวบคนหนึ่ง

ชายหนุ่มคนนั้นโค้งทำความเคารพพวกมั่วชิงเฉินทั้งสอง ผู้เฒ่าจึงตะโกนว่า “พอแล้ว วางไว้นี่แหละ” พลางชี้ไปที่โต๊ะหินที่อยู่ข้างๆ

ชายหนุ่มเดินไปที่โต๊ะหินอย่างเงียบๆ เปิดกล่องอาหารและนำอาหารออกวางบนโต๊ะทีละอย่าง ไม่นานอาหารก็วางเต็มโต๊ะหินไปหมด เขาโค้งคำนับอีกครั้งพร้อมกล่าวว่า “นายท่านห้า คุณหนูสิบหก เชิญรับประทานขอรับ”

ชายหนุ่มพูดจบถอยหลังออกไปและปิดประตู ส่วนสาวใช้อายุสิบกว่าขวบคนนั้นยังคงอยู่

“นางหนู รีบกินเถอะ อีกสักครู่เจ้าจะต้องไปโถงเฉาหยางแล้ว” ผู้เฒ่าพูดเสียงอบอุ่น

เห็นมั่วชิงเฉินเหล่สาวใช้อยู่หลายที จึงเอ่ยอีกว่า “นี่คือสาวใช้ส่วนตัวของเจ้า ต่อแต่นี้ไปทุกเช้านางจะพาเจ้าไปโถงเฉาหยาง ดูแลอาหารการกินและความเป็นอยู่ของเจ้า หึๆ เด็กทุกคนที่สามารถบำเพ็ญเพียรล้วนมีบ่าวรับใช้เช่นนี้จนกว่าอายุจะครบสิบห้าปี นางหนูน้อย มาคารวะคุณหนูสิ” พูดพลางกวาดสายตานิ่งเรียบใส่เด็กสาวที่ยืนนิ่งไม่กระดุกกระดิกปราดหนึ่ง

เด็กสาวคนนั้นถึงได้ก้มตัวทำความเคารพอย่างพินอบพิเทา พร้อมเอ่ยเสียงใสว่า “อวิ๋นจือขอคารวะคุณหนูเจ้าค่ะ”

“ใช่ จือ ของคำว่า เห็ดหลิงจือ หรือไม่” คำพูดของเด็กสาวทำให้มั่วชิงเฉินนึกถึง หลิวหลิงจือ สหายเพียงคนเดียวของตนขึ้นมา จึงเอ่ยปากถาม

“เรียนคุณหนู จือ ที่แปลว่ากิ่งไม้เจ้าค่ะ” อวิ๋นจือตอบโดยที่ไม่ได้เงยหน้า ท่าทางยังคงพินอบพิเทาเช่นเดิม

“เอ่อ ภูเขามีต้นไม้หนอต้นไม้มีกิ่ง เป็นชื่อที่ดีเช่นกัน พี่อวิ๋นจือ รีบลุกขึ้นเถอะ พี่กินข้าวหรือยัง ถ้ายังจะมากินด้วยกันสักหน่อยไหม” มั่วชิงเฉินถาม

อวิ๋นจือรีบตอบว่า “ขอบคุณที่คุณหนูมีน้ำใจ อวิ๋นจือไม่บังอาจ อวิ๋นจือรับประทานแล้วเจ้าค่ะ”

มั่วชิงเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง มาถึงโลกนี้อยู่เป็นวัวเป็นควายให้บ้านน้าชายยังไม่รู้สึกอะไร เมื่อมาถึงที่นี่ถึงได้รู้สึกถึงความแตกต่างของชนชั้นอย่างชัดเจน

“ภูเขามีต้นไม้หนอต้นไม้มีกิ่ง นางหนู ที่แท้เจ้าก็เรียนหนังสือมาก่อนหรือนี่” คำพูดของผู้เฒ่าเพียงประโยคเดียวทำให้มั่วชิงเฉินตกใจจนเหงื่อเย็นแทบไหลออกมา

มั่วชิงเฉินรีบตอบว่า “ข้างบ้านของท่านน้ามีอาจารย์สอนตำราอยู่ท่านหนึ่งดีต่อชิงเฉินมาก และสอนชิงเฉินให้พอรู้หนังสือบ้างเจ้าค่ะ”

ผู้เฒ่าพยักหน้าอย่างพอใจว่า “เช่นนี้ก็ดี เอาล่ะ รีบกินข้าวเถอะ เริ่มบำเพ็ญเพียรวันแรกหากไปสายจะไม่ดี”

พูดเสร็จก็ส่งตะเกียบงาช้างสีขาวให้มั่วชิงเฉินคู่หนึ่ง และย้ายกับข้าวไปไว้หน้านาง

มั่วชิงเฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายตัดสินใจถามว่า “ท่านปู่ ท่านพ่อของข้าล่ะเจ้าคะ”

นางแอบรู้สึกว่าจะต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับบิดาผู้ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนเป็นแน่ มิเช่นนั้นเมื่อวานทั้งวันก็ไม่น่าถึงกับไม่มาพบนาง หนำซ้ำคนอื่นก็ไม่เคยพูดถึงบิดากับตนมาก่อน

แต่ว่าเด็กสาวอายุหกขวบคนหนึ่ง หากจะถามถึงบิดาว่าอยู่ที่ใดน่าจะเป็นเรื่องธรรมดามิใช่หรือ

หน่อไม้ที่ผู้เฒ่าคีบขึ้นมาหล่นลงบนโต๊ะ จากนั้นก็จ้องมั่วชิงเฉินเนิ่นนานราวกับไม่เคยเจอกันมาก่อน แล้วยื่นมือไปลูบศีรษะมั่วชิงเฉินพลางว่า “บิดาของเจ้าเขาไม่อยู่แล้ว นางหนู เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าไม่อยู่หมายถึงสิ่งใด”

มั่วชิงเฉินพยักหน้าว่า “ไม่อยู่เหมือนท่านแม่ตอนนั้นใช่ไหมเจ้าคะ หลังจากนั้นข้าก็ไม่ได้พบท่านแม่อีกเลย”

เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้มั่วชิงเฉินนึกถึงเรื่องราวต่างๆ เมื่อชาติที่แล้ว น้ำตาพลันไหลออกมา

ผู้เฒ่าเห็นเด็กตัวเล็กๆ ที่ทั้งผอมทั้งตัวเล็กน้ำตาตกเผาะๆ เหมือนผู้ใหญ่แล้วก็สงสารยิ่งนัก เขาถอนใจแล้วกล่าวว่า “นางหนู เจ้าอย่าร้องไห้เลย รอวันที่เจ้าก้าวเข้าสู่หนทางเซียนเจ้าก็จะเข้าใจ คนเช่นพวกเราเดิมควรมองความเป็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา มิเช่นนั้นหากผูกพันยิ่งมาก ก็ยิ่งเป็นอุปสรรคในการแสวงหาหนทางแห่งอายุยืนยาว ทว่าในเมื่อเจ้าถามถึงบิดาของเจ้าแล้ว เช่นนั้นรอวันนี้เจ้ากลับมาก่อนปู่จะพาเจ้าไปจุดธูปให้บิดาเจ้าที่หน้าสุสานแล้วกัน ก็ถือว่าได้สิ้นวาสนาความเป็นบุตรบิดาของพวกเจ้า”

แม้ผู้เฒ่าจะพูดราวกับไม่รู้สึกอะไร แต่มั่วชิงเฉินดูออกว่าเขายังคงรู้สึกเสียใจอยู่มาก ในใจแอบคิดว่าทางเต๋าไร้รัก แต่คนจะทำได้เช่นนั้นจริงหรือ

ผู้เฒ่าเห็นมั่วชิงเฉินยังคงงุนงง ไม่พูดไม่จา ขยับปากแผ่วเบาว่า “เอาล่ะ รีบกินข้าวเสีย ขืนพูดต่ออีกเจ้าคงได้ไปสายจริงๆ นั่นไม่ดีแน่” พูดจบก็กินอย่างรวดเร็วราวกับพายุ

มั่วชิงเฉินนั่งทื่อสักครู่แล้วจึงรีบเร่งขึ้นเช่นกัน

เมื่อปู่หลานสองคนกินเสร็จ ผู้เฒ่ากำชับอีกว่า “นางหนู ระเบียบของตระกูลมั่วเรา เมื่อรุ่นเล็กบำเพ็ญเพียรแล้วเกิดปัญหากันล้วนต้องแก้ปัญหาด้วยตนเอง หากเจ้าไปแล้วมีคนทำให้เจ้าลำบากใจ เจ้าไม่ต้องอดกลั้นยินยอมจนเกินไป เพราะว่าในตระกูลเราสนับสนุนให้ประจันหน้ากัน ขอเพียงไม่ทำร้ายกันถึงชีวิตก็พอ”

มั่วชิงเฉินพยักหน้าอย่างว่าง่าย คิดในใจว่าตระกูลบำเพ็ญเพียรช่างเห็นความสำคัญของความสามารถมากกว่าตระกูลทางโลกจริงๆ ที่วันนี้ท่านปู่กำชับมา เมื่อวานท่านอาสิบสี่ก็พูดคล้ายกัน คิดว่าชีวิตในวันข้างหน้าคงไม่ได้สงบอย่างที่ตนคาดไว้แล้วเป็นแน่

ในขณะที่มั่วชิงเฉินกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ใครจะคิดว่าจู่ๆ ผู้เฒ่าก็เปลี่ยนทิศทาง พูดอย่างเจ้าเล่ห์ว่า “แต่ว่านะนางหนู เจ้าน่ะเป็นหลานสาวของข้ามั่วต้าเหนียน หากใครกล้ารังแกเจ้า เจ้าจงมาฟ้องปู่ แม้ปู่จะยื่นมือไปยุ่งอย่างโจ๋งครึ่มไม่ได้ แต่ให้ปู่หาเรื่องเอาคืนพวกเขาปู่เจ้าถนัดนักแล ฮ่าๆ...”

ขณะที่มั่วชิงเฉินที่ยังคงอึ้งอยู่ถูกอวิ๋นจือพาเดินออกจากลานบ้านนั้น ยังคงได้ยินเสียงหัวเราะของมั่วต้าเหนียน

มั่วชิงเฉินเดินตามอวิ๋นจือไปตามระเบียงทางเดิน เดินเลี้ยวลดท่ามกลางต้นไม้ก้อนหินรูปร่างประหลาด ใจก็คิดว่ามิน่าในตระกูลต้องจัดเตรียมบ่าวไพร่ให้กับเด็กที่อายุไม่ครบสิบห้าปี การจำทางที่นี่ก็หนักหนาสาหัสพอให้คนปวดศีรษะแล้ว

นางมองดูอวิ๋นจือที่อยู่หลังนางครึ่งก้าวเสมอนำทางอย่างมีระเบียบ ในที่สุดก็ทนไม่ไหวถามว่า “พี่อวิ๋นจือ พี่เป็นคนที่ไหนหรือ”

เดิมทีมั่วชิงเฉินไม่ใช่คนชอบสอดรู้สอดเห็น แต่เห็นท่าทางอวิ๋นจือแล้วหากคาดหวังให้นางเป็นฝ่ายชวนคุยเห็นทีจะเป็นไปไม่ได้ และต่อไปพวกนางก็คงไม่อาจอยู่ร่วมกันลักษณะเช่นนี้ตลอดไป นั่นคงอึดอัดน่าดู ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากนางจะถือที่ตนมีสถานะสูงกว่าเป็นฝ่ายยื่นมือออกไปก่อนก็เป็นเรื่องสมควร

อวิ๋นจือชะงักไปชั่วครู่ ไม่คิดว่ามั่วชิงเฉินจะเป็นฝ่ายชวนนางคุย ในใจคิดว่าคุณหนูสิบหกท่านนี้สมแล้วที่มาจากข้างนอก หากเป็นเหล่าคุณหนูคุณชายที่มีรากวิญญาณมาแต่กำเนิดท่านอื่นๆ ในตระกูล ไม่มีทางที่จะชวนคนสามัญอย่างตนคุยแน่นอน

“พี่อวิ๋นจือ?” เห็นอวิ๋นจือเหม่อลอยจนเกือบชนเข้ากับต้นซิ่ง[footnoteRef:1]ตรงหน้า มั่วชิงเฉินจึงออกเสียงเรียก [1: ต้นซิ่ง หมายถึง ต้นแอพริคอต]

อวิ๋นจือที่มีระเบียบเคร่งครัดมาตลอดขินอาย รีบตอบว่า “เรียนคุณหนู อวิ๋นจือเป็นคนตระกูลมั่วเจ้าค่ะ”

เห็นมั่วชิงเฉินทำหน้าสงสัย อวิ๋นจือคิดในใจว่าช่างเถอะ คุณหนูท่านนี้ดูราวกับไม่เข้าใจอะไรเลย ถ้าเช่นนั้นตนก็ชวนนางคุยสักหน่อยแล้วกัน อย่างไรเสียตนเองก็เป็นสาวใช้ประจำตัวของนาง ต่อไปนี้เสียหายก็เสียหายด้วยกัน รุ่งโรจน์ก็รุ่งโรจน์ด้วยกัน จึงกล่าวว่า “คุณหนูอาจไม่ทราบ อวิ๋นจือก็เป็นคนตระกูลมั่ว เพียงแต่เป็นญาติสายที่ห่างออกไปที่ไม่มีเด็กที่มีรากวิญญาณปรากฏมาสามรุ่นเท่านั้นเอง”

“อะไรนะ ถ้า ถ้าเช่นนั้นพี่ก็เป็นญาติผู้พี่ของข้าน่ะสิ ถ้าเช่นนั้นเหตุใด เหตุใด...” มั่วชิงเฉินเกิดตกใจขึ้นมาจริงๆ แล้ว เดิมทีนางคิดว่าอวิ๋นจือเป็นสาวใช้ที่ซื้อมาจากข้างนอก ใครจะคิดว่านางกลับเป็นคนในตระกูลมั่วเหมือนกับตน

ตระกูลมั่วนี้ไฉนจึงให้คนในตระกูลมาเป็นบ่าวไพร่ล่ะ

devc-9e6f2c5e-32994พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 007 ตอนที่ 7