พันธกานต์ปราณอัคคี

พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 017 ตอนที่ 17

#17Chapter 017

ตอนที่ 17 ม้าไผ่อ้อมต้นบ๊วย

“พี่อวิ๋นจือ พี่ พี่ทำอะไรน่ะ” มั่วชิงเฉินเห็นอวิ๋นจือที่คุกเข้าบนพื้น ก็ชะงักทันที

เห็นอวิ๋นจือยังคงท่าทางตกอกตกใจ มั่วชิงเฉินยื่นมือดึงชายเสื้อนางว่า “พี่อวิ๋นจือ พี่อย่าคิดมาก ข้าแค่ลองถามดูเฉยๆ นี่ ลูกท้อนี้หวานมาก พี่ลองชิมดูสิ”

มั่วชิงเฉินพูดพลางยัดลูกท้อลูกใหญ่ใส่มืออวิ๋นจือ อวิ๋นจือรีบดันออกว่า “ทำเช่นนี้ได้อย่างไร ของเช่นนี้ไม่ใช่ของที่อวิ๋นจือควรกิน”

มั่วชิงเฉินหัวเราะพรืดว่า “พี่อวิ๋นจือ ว่ากันว่าถ้าคนสองคนร่วมแบ่งปันความสุขด้วยกันจะรู้สึกมีความสุขยิ่งขึ้น ลูกท้อนี่พวกเรากินด้วยกันจะรู้สึกว่าหวานขึ้นนะ อีกอย่าง พี่เป็นสาวใช้ส่วนตัวของชิงเฉินนะ หากแม้แต่พี่ก็ไม่รู้ว่าลูกท้อนี่รสชาติเป็นเช่นไร พูดออกไปชิงเฉินจะขายหน้าเอานะ”

อวิ๋นจือฟังแล้วก็ลังเล สุดท้ายรับลูกท้อไปค่อยๆ กัดหนึ่งคำภายใต้สายตาคาดหวังของมั่วชิงเฉิน เพียงคำเดียวก็ชะงักงัน น้ำตาไหลออกจากหางตาลงมาเป็นสาย

“พี่อวิ๋นจือ?”

อวิ๋นจือรีบใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาแล้วว่า “คุณหนู ลูกท้อนี้อร่อยจังเลยเจ้าค่ะ”

มั่วชิงเฉินพยักหน้ายิ้มว่า “ข้าบอกไม่ผิดใช่ไหมล่ะ ลูกท้อนี้หวานมากเลย พี่อวิ๋นจือ ข้าจะไปพักผ่อนแล้ว ฝากเก็บกวาดที่นี่ด้วยนะ” พูดจบก็ก้าวเท้าเข้าห้องไป

อวิ๋นจือมองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของมั่วชิงเฉิน แล้วก้มหน้าดูลูกท้อในมือ ยิ้มออกมา

มั่วชิงเฉินโถมใส่เตียง จ้องมองเพดานห้องถอนใจ นางชักคิดถึงหลิงจือแล้ว

เด็กสาวที่ปากจัดแต่ใจดีคนนั้น เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของนางบนโลกใบนี้ เวลาอยู่กับนางจะรู้สึกผ่อนคลายเป็นตัวของตัวเองที่สุด นางจะไม่เข้าใจผิดเพียงเพราะคำพูดเพียงประโยคเดียว ไม่รู้ว่าต่อไปจะยังมีโอกาสได้พบกันอีกหรือไม่นะ

แล้วมั่วชิงเฉินก็ต้องเปลี่ยนความคิด หากวันหนึ่งตนกลับไปหาหลิวหลิงจือในฐานะผู้บำเพ็ญเพียร คิดว่านางคงจะไม่ปฏิบัติต่อตนเหมือนก่อนแล้วสินะ

จากนั้นยิ้มเยาะตนเอง เวลานี้ตนมีเวลาคิดเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าเหล่านี้ที่ไหนกัน รีบเร่งบำเพ็ญเพียรจะดีกว่า

เมื่อคิดดังนั้น นางรีบพลิกตัวนั่งขึ้นมา เตียงก็ไม่ลงแล้วนั่งขัดสมาธิบนเตียงแล้วบำเพ็ญเพียรขึ้นมา

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร มั่วชิงเฉินวินเวียนศีรษะเอียงตัวลงแล้วหลับไป

เช้าตรู่วันต่อมา มั่วชิงเฉินเดินเกร็งคอออกจากห้อง

“คุณหนู ท่าน ท่านเป็นอะไรไปน่ะ” อวิ๋นจือถามด้วยความตกใจเมื่อเห็นมั่วชิงเฉินเดินเช่นนั้น

มั่วชิงเฉินย่นหน้าว่า “เมื่อคืนสงสัยนอนผิดท่า ตกหมอนเสียแล้ว”

อวิ๋นจือกลั้นหัวเราะแล้วพยุงมั่วชิงเฉินเดินออกไปข้างนอก “คุณหนู ระวังเจ้าค่ะ”

มั่วชิงเฉินไม่กล้าขยับคอ ได้แต่เดินตัวแข็งให้อวิ๋นจือพยุงออกไป

“เอ๊ะ ทำไมวันนี้ท่านปู่ไม่อยู่ล่ะ” มั่วชิงเฉินถาม

อวิ๋นจือตอบว่า “นายท่านห้าออกไปแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ บอกว่าจะไปเก็บหญ้าวิญญาณ ให้ท่านรับประทานก่อนไม่ต้องรอ”

มั่วชิงเฉินไม่กล้าพยักหน้า ได้แต่แสยะปากว่า “อือ”

“เสียดายนายท่านห้าไม่อยู่ มิเช่นนั้นต้องมีวิธีแน่ๆ” อวิ๋นจือกล่าว

มั่วชิงเฉินมุมปากกระตุกทีหนึ่งคิดในใจว่าเจ้าก็บอกตรงๆ เลยก็ได้ว่าข้าดวงซวย ฮือๆ

หลังอาหารจึงได้ตามอวิ๋นจือไปโถงเฉาหยางด้วยกัน

“เจ้าเป็นใครน่ะ ทำไมข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน” ขณะผ่านพุ่มดอกมะลิสีม่วงที่กำลังบานสะพรั่ง เด็กผู้ชายอ้วนท้วนสมบูรณ์แขนเหมือนท่อนรากบัวคนหนึ่งมองมั่วชิงเฉินถามด้วยความแปลกใจ

มั่วชิงเฉินเพ่งมองเด็กผู้ชาย เห็นด้านหลังเขามีหนุ่มน้อยท่าทางเหมือนบ่าวไพร่ยืนมือไว้ข้างตัว แต่ก็ตอบว่า “ข้าคือสิบหกมั่วชิงเฉิน เจ้าเป็นใคร”

เด็กชายได้ฟังแล้วก็ยิงฟัน ตบมือว่า “อ้อ ที่แท้เจ้าก็คือเจ้าสิบหกหรือ เจ้าทายสิข้าเป็นใคร”

เจ้าสิบหก...เห็นเด็กผู้ชายตัวกะเปี๊ยกตรงหน้าเรียกตนเช่นนี้ มั่วชิงเฉินรู้สึกอยากถามฟ้าแต่จนด้วยคำพูด นางแอบกัดฟันพูดว่า “เจ้าคือเจ้าสิบห้าหรือ”

“หา เจ้ารู้ได้อย่างไร” เด็กชายเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ

มั่วชิงเฉินคิดในใจหลังเจ้ามีบ่าวไพร่แสดงว่าต้องมีลำดับ เช่นนั้นคนที่อายุเข้าข่ายและยังไม่เคยพบกันก็เหลือแต่เจ้าสิบห้าแล้วน่ะสิ

“ข้าเดาเอาน่ะ แหะๆ” มั่วชิงเฉินยิ้มแห้งๆ ไม่รู้จริงๆ ว่าควรเสวนากับเด็กน้อยห้าขวบเช่นไรดี

ไม่คิดเลยว่าเด็กผู้ชายกลับตบไหล่มั่วชิงเฉินอย่างจริงจังว่า “ไม่เลว ยังนับว่าฉลาด ต่อไปข้าจะดูแลเจ้าเอง”

มั่วชิงเฉินสูดลมหายใจซี๊ด สวรรค์ เจ้าตบที่ไหนไม่ตบ ตบไหล่ข้า

เห็นมั่วชิงเฉินหน้าย่น เด็กผู้ชายขมวดคิ้วว่า “เป็นอะไร เจ้าไม่เต็มใจหรือ”

“ข้า...ข้าเต็มใจมาก แต่รบกวนเจ้าอย่าตบไหล่ข้า ข้าตกหมอนมา” มั่วชิงเฉินพูดทีละคำอย่างชัดเจน

เด็กผู้ชายชะงัก จากนั้นแสยะปากหัวเราะว่า “ตกหมอน ฮ่าๆ ตลกจังเลย เอ่อ พี่เฉิงเฟิง ตกหมอนคืออะไรน่ะ”

หนุ่มน้อยที่อยู่ด้านหลังเด็กชายมองมั่วชิงเฉินอย่างรวดเร็วปราดหนึ่ง จึงอธิบายให้เขาฟังเสียงเบา

มั่วชิงเฉินคิดในใจว่าในที่สุดก็เจอเด็กห้าขวบปกติสักที พวกที่เจอที่โถงเฉาหยางก่อนหน้านี้ แต่ละคนเจ้าเล่ห์ไม่แพ้เด็กสิบขวบในยุคปัจจุบันเลย

เมื่อเด็กชายฟังหนุ่มน้อยพูดจบ จึงหมุนตัวมาถึงหน้ามั่วชิงเฉินด้วยขาสั้นๆ พูดด้วยเสียงอ้อแอ้ว่า “เจ้าก้มหัวลงมา”

“เจ้าจะทำอะไร” มั่วชิงเฉินถามด้วยความระมัดระวัง

“ข้าจะช่วยรักษาอาการตกหมอนให้เจ้าอย่างไรล่ะ” เด็กชายพูดเหมือนมันเป็นเรื่องปกติ

“เจ้ารักษาเป็นหรือ” มั่วชิงเฉินถามกลับ ใครจะไปเชื่อเด็กที่ไม่แม้แต่จะรู้ว่าตกหมอนคืออะไรจะรักษาได้ล่ะ

เด็กผู้ชายทำปากจู๋แล้วว่า “ข้ารักษาเป็นอยู่แล้ว เจ้ารีบก้มหัวลงมา ข้าไม่ได้มาโถงเฉาหยางหลายวันแล้ว สายแล้วจะไม่ดี”

“ข้า...ก้มไม่ลง...” มั่วชิงเฉินบอกความจริง

เด็กผู้ชายมองดูมั่วชิงเฉินชันคอแข็งทื่อ แสยะปากแล้วเขย่งปลายเท้าขึ้น ยื่นนิ้วมืออ้วนตุ๊ต๊ะออกมาจิ้มที่ด้านข้างคอนางอย่างรวดเร็วสองสามที

ที่แปลกก็คือ มั่วชิงเฉินรู้สึกว่าคอเบาขึ้นทันที ไม่เหมือนเมื่อสักครู่ที่ขยับปุ๊บก็ไม่กล้าขยับอีก

“เจ้าเก่งจังเลย รักษาเป็นจริงๆ ด้วย!” มั่วชิงเฉินกล่าวอย่างตกใจ

เด็กผู้ชายอารมณ์ดีเพราะได้คำชม ยิ้มว่า “แน่นอน ก็แค่เลือดลมเดินไม่สะดวกเท่านั้นเอง”

ความจริงขอเพียงเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณ ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไม่ว่าใครก็รักษาได้ ทว่าเห็นชัดว่าเด็กผู้ชายไม่คิดจะบอกมั่วชิงเฉินเรื่องนี้

“ขอบใจเจ้ามากนะ เจ้าสิบห้า” มั่วชิงเฉินขอบคุณด้วยความจริงใจ

เจ้าสิบห้ากลับขมวดคิ้วว่า “เจ้าต้องเรียกข้าว่าพี่สิบห้า!”

มั่วชิงเฉินเกือบหัวคะมำ แย้งว่า “เจ้าเพิ่งจะห้าขวบ ข้าหกขวบแล้ว”

“ข้าไม่สน ลำดับข้าอยู่ก่อนเจ้า เจ้าก็ต้องเรียกข้าว่าพี่สิบห้า” เจ้าสิบห้ากล่าว

คนอื่นอายุภายนอกมากกว่านางก็ช่างเถอะ แต่เจ้าเปี๊ยกตรงหน้าก็จะให้นางเรียกว่าพี่สิบห้า มั่วชิงเฉินเรียกไม่ออกจริงๆ จึงหลอกล่อว่า “เอาอย่างนี้ดีไหม เจ้าเรียกชื่อข้า ข้าก็เรียกชื่อเจ้า ชื่อข้าเพราะมากเลยนะ เจ้าไม่เสียเปรียบหรอก”

เจ้าสิบห้าเอียงศีรษะโตคิดแล้วคิดอีก จึงพยักหน้าว่า “ก็ได้ ถ้าเช่นนั้นเจ้าจำไว้นะ ข้าชื่อหู่โถว (หัวเสือ) !”

devc-a3b5dd88-33025พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 017 ตอนที่ 17