พันธกานต์ปราณอัคคี

พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 018 ตอนที่ 18

#18Chapter 018

ตอนที่ 18 ดึงปราณยากเข้าร่าง

มั่วชิงเฉินหัวเราะฟู่ หู่โถว ช่างเป็นชื่อที่ติดดินนัก!

หู่โถวถลึงตากลม โกรธแก้มป่องมองนาง

มั่วชิงเฉินรีบกล่าว “หู่โถวเป็นชื่อที่ดีนะ เพียงแค่ฟังก็รู้ว่าร้ายกาจนัก หู่โถว ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเพิ่งบำเพ็ญเพียรได้ไม่นานตบะก็ถึงจุดสุดยอดของขั้นหนึ่งแล้วนี่!”

หู่โถวแหงนคางขึ้น ยิ้มแฉ่งว่า “แน่นอน ข้ามีรากวิญญาณคู่นี่นะ นอกจากพี่เก้าแล้วก็ข้านี่แหละร้ายกาจที่สุดแล้ว!”

“เอ๋...พี่สิบดูเหมือนก็มีรากวิญญาณคู่เหมือนกับเจ้านี่” มั่วชิงเฉินถามหยั่งเชิง

หู่โถวหน้าบึ้งขึ้นทันทีว่า “พี่สิบดุจะตาย ข้าไม่ชอบ คราวก่อนนางยังบอกว่าถ้าหากข้าไม่เชื่อฟังนาง เมื่อถึงการประลองย่อยปลายปีนางจะอัดข้าให้น่วมเลย! จ้างให้ข้าก็ไม่กลัว รอให้ข้าโตเท่านางเมื่อไหร่ ข้าต้องร้ายกาจกว่านางแน่ๆ!”

มั่วชิงเฉินรู้สึกดีต่อเด็กผู้ชายตรงหน้าขึ้นทันที ดั่งคำกล่าวที่ว่าศัตรูของศัตรูก็คือสหาย นี่คือความจริงที่ไม่ตาย

“หู่โถว ต่อไปเจ้าจะต้องร้ายกาจกว่านางเป็นแน่” มั่วชิงเฉินพยักหน้าอย่างเอาจริงเอาจัง

ในรุ่นเดียวกัน ผู้ที่อายุมากหน่อยล้วนเห็นหู่โถวเป็นเด็ก มั่วหนิงโหรวซึ่งอายุพอๆ กับเขาก็นิสัยอ่อนแอขี้กลัว แม้สองคนจะสนิทกันทว่าส่วนใหญ่หู่โถวเป็นฝ่ายพูดมั่วหนิงโหรวเป็นฝ่ายฟังอย่างว่าง่าย จึงเป็นเหตุให้เวลานี้หู่โถวรู้สึกถูกชะตากับเด็กหญิงที่เพิ่งรู้จักคนนี้ยิ่งนัก

“ใช่แล้ว ชิงเฉิน เจ้ามีรากวิญญาณอะไรล่ะ” หู่โถวถาม

มั่วชิงเฉินหน้าร้อนผ่าวว่า “ข้ามีสี่รากวิญญาณ” ในใจคิดว่าประเดี๋ยวต้องถูกเด็กบ้านี่หัวเราะเยาะแน่เลย

ไม่คิดว่าหู่โถวยื่นมือเล็กๆ ตบไหล่มั่วชิงเฉินว่า “เจ้าไม่ต้องท้อใจนะ แม้สี่รากวิญญาณจะเทียบรากวิญญาณคู่ของข้าไม่ติด ทว่าข้าได้ยินท่านพ่อบอกว่าก็มีบรรพบุรุษที่มีสี่รากวิญญาณสำเร็จระดับสร้างรากฐานนะ”

มองดูเจ้าตัวเล็กที่ตั้งใจปลอบใจนาง มั่วชิงเฉินพยักหน้าว่า “อืม ข้าต้องพยายามอยู่แล้ว หู่โถว เจ้าระวังข้าจะชนะเจ้านะ”

หู่โถวเหลือกตา เดินไปข้างหน้าด้วยขาสั้นๆ ว่า “ฮึ ข้าไม่มีทางให้เจ้าชนะข้าหรอก!”

มั่วชิงเฉินหัวเราะคิกคักขึ้นมา เจ้าซาลาเปาน้อยนี่ช่างน่ารักเหลือเกิน

เนื่องจากพบกับหู่โถว วันนี้จึงเสียเวลาเล็กน้อยระหว่างทางไปโถงเฉาหยาง ขณะที่ทั้งสองจูงมือกันเข้าไป ท่านปู่รองแหงนหน้าขึ้นยิ้มว่า “เจ้าสิบห้า กลับมาแล้วหรือ”

มั่วชิงเฉินมองออกว่า ท่านปู่รองชื่นชอบเจ้าเปี๊ยกอ้วนท้วนสมบูรณ์ผู้นี้มากทีเดียว

หู่โถวตอบเสียงใสว่า “ใช่ขอรับ ท่านปู่รอง หู่โถวอยากกลับมาตั้งนานแล้ว แต่มารดาข้าไม่ยอมให้ข้ามา”

“เจ้าสิบห้า บิดามารดาเจ้าไปแสดงความยินดีแก่ท่านตาเจ้าที่สำเร็จระดับสร้างรากฐาน อยู่นานสักหน่อยเป็นเรื่องสมควร” ท่านปู่รองพูดพลางรู้สึกขมขื่น

ผู้บำเพ็ญเพียรหากอายุเลยเจ็ดสิบปีแล้วก็ไม่มีหวังกับระดับสร้างรากฐานอีก วาสนาความเป็นเซียนขาดสะบั้นอย่างสิ้นเชิง ท่านปู่ของหู่โถวสำเร็จระดับสร้างรากฐานด้วยวัยหกสิบกว่าปีนับได้ว่าเป็นเรื่องมงคลสะเทือนฟ้าจริงๆ

และเมื่อนึกถึงตนเองซึ่งถึงวัยไม้ใกล้ฝั่ง เห็นทีทางแห่งอายุยืนยาวต้องรอชาติหน้าแล้ว จึงอดทอดถอนใจลึกๆ ไม่ได้

มั่วชิงเฉินมองดูท่านปู่รองที่นั่งเหม่อลอย จึงกระตุกหู่โถวก้าวเข้าประตูบุปผชาติไปด้วยกัน

“น้องสิบห้า กลับมาแล้วหรือ!” เพิ่งก้าวเข้าประตูมั่วชิงเฉินก็เห็นมั่วหนิงโหรวร้องเรียกอย่างตื่นเต้น

มั่วชิงเฉินสังเกตอยู่เงียบๆ มั่วหนิงโหรวล้อมหน้าล้อมหลังหู่โถว ส่วนเด็กชายอายุเจ็ดแปดขวบสองคนที่เหลือก็ทักทายอย่างกระตือรือร้น แม้แต่มั่วแปดน้อยที่ดูเหมือนอันธพาลเล็กน้อยก็ยิ้มตาหยีแล้วหยิกแก้มหู่โถว ถูกหู่โถวถลึงตาใส่ไปหนึ่งที มีเพียงมั่วเจ็ดน้อยยังคงหลับตาไม่ขยับดุจพระผู้เฒ่าเข้าฌาน ราวกับเรื่องทุกสิ่งล้วนไม่เกี่ยวกับตน มีเพียงหนทางการบำเพ็ญเพียรเท่านั้น

มั่วหร่านอียังคงไม่ปรากฏตัว หลังจากทักทายกันแล้ว ทุกคนต่างเริ่มบำเพ็ญเพียรกัน ไม่คิดเลยว่าที่นั่งของหู่โถวกลับอยู่ติดกับมั่วชิงเฉิน

มั่วชิงเฉินหลับตาลง รวบรวมสมาธิแล้วเริ่มปรับจังหวะการหายใจ จุดแสงนับไม่ถ้วนค่อยๆ ปรากฏขึ้นรอบกาย นางเริ่มทดลองรับพวกมันเข้าร่าง

วันนี้ทั้งวันยังคงไม่สำเร็จอย่างไม่เหนือความคาดหมาย

อวิ๋นจือและเฉินเฟิงบ่าวรับใช้ของหู่โถวรออยู่ข้างนอกด้วยกัน เนื่องจากไปทางเดียวกันระยะหนึ่ง ดังนั้นมั่วชิงเฉินและหู่โถวจึงเดินกลับด้วยกันอีก แต่ไม่เลยว่าคิดว่ามั่วหนิงโหรวก็ตามมา

“พี่สิบสี่ บ้านพี่ไม่ได้มาทางนี้นี่นา” หู่โถวสงสัย

มั่วหนิงโหรวกัดริมฝีปากพูดอย่างน่าสงสารว่า “น้องสิบห้า หนิงโหรวคิดถึงเจ้าแล้วนี่นา ไปถึงศาลาชมจันทร์ข้าค่อยกลับก็อ้อมไม่ไกลเท่าไรหรอก”

“พี่สาวพี่ล่ะ” หู่โถวถาม

“พี่สิบถูกท่านพ่อทำโทษให้เข้าข้างฝาสำนึกผิด ก็เลยไปบำเพ็ญเพียรทุกวันกับหนิงโหรวไม่ได้แล้ว” มั่วหนิงโหรวกล่าวอย่างเศร้าโศก

หู่โถวโบกมือ “ถ้าเช่นนั้นก็ได้ แต่ว่าเมื่อพี่สิบกลับมา พี่ก็ไม่ต้องเดินกับข้าแล้วนะ มิเช่นนั้นนางก็จะเดินกับข้าด้วย ข้าไม่เอาด้วยหรอก”

มั่วหนิงโหรวพยักหน้าอย่างว่าง่าย

มั่วชิงเฉินนึกไม่ถึงว่า ตั้งแต่นั้นวันเวลาแห่งเราสามคนก็ได้เริ่มขึ้น เวลาผ่านไปยี่สิบกว่าวัน ยิ่งนานทั้งสามคนก็ยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้น จนกระทั่งการเข้าข้างฝาสำนึกผิดของมั่วหร่านอีสิ้นสุดลง

ทว่ามั่วชิงเฉินกลับเริ่มสุขุมไม่ไหวแล้ว

นางยังคงดึงปราณเข้าร่างไม่ได้!

ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่ นางรู้สึกถึงพลังปราณวิญญาณในฟ้าดินได้ตั้งนานแล้วแท้ๆ ทว่าเมื่อถึงนาทีสุดท้ายกลับต้องเสียเวลาเปล่า

เมื่อนานวันขึ้นมั่วชิงเฉินก็เริ่มรู้เรื่องราวมากขึ้น มั่วเจ็ดน้อยที่เอาแต่คร่ำเคร่งบำเพ็ญเพียรผู้นั้น มีห้ารากวิญญาณที่ด้อยที่สุด เด็กชายสองคนคือเจ้าสิบสองและเจ้าสิบสาม คนหนึ่งมีสี่รากวิญญาณคนหนึ่งห้ารากวิญญาณ ทว่าแม้แต่พวกเขาก็ดึงปราณเข้าร่างได้สำเร็จในเวลาประมาณหนึ่งเดือน เหตุใดตนซึ่งดื่มสุราทิพย์มาก่อน เห็นอยู่กับตาว่าเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วแท้ๆ กลับยังไม่คืบหน้าเลยล่ะ

หรือว่า พรสวรรค์ของตนจะแย่ว่าที่ถูกตัดสินไว้แต่แรก ตามเวลาที่ผ่านไปทีละวันๆ มั่วชิงเฉินไม่อาจไม่คิดเช่นนี้ ส่วนคนบางคนในโถงเฉาหยางจากสายตาที่มองนางอย่างระแวดระวังเย็นชาในตอนแรกเริ่ม บัดนี้ยิ่งนานยิ่งเปลี่ยนเป็นสายตาดูถูก

“เอ๊ะ ข้ายังนึกว่าใคร ที่แท้ก็เจ้าสิบหกที่จะทำลายสถิติตระกูลมั่วเรานี่เอง” มั่วชิงเฉินเพิ่งก้าวเข้าโถงเฉาหยางก็ได้ยินมั่วอวี้ฉีพูดจากำกวม

หลายวันมานี้มั่วชิงเฉินฟังเรื่องราวประเภทนี้จนชินแล้ว ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบโต้ นางเดินไปถึงที่นั่งของตนแล้วนั่งลงขัดสมาธิ

คำพูดคือความว่างเปล่า มีเพียงความสามารถถึงเป็นการตอบโต้ที่ดีที่สุด

แต่หู่โถวกลับไม่พอใจแล้ว ระยะนี้เขากับมั่วชิงเฉินคบหาเข้ากันได้ดี เวลานี้ฟังมั่วอวี้ฉีพูดเช่นนี้ ก็รีบเอ่ยขึ้นว่า “พี่สิบเอ็ด เหตุใดจึงว่าชิงเฉินเช่นนี้ ต่อให้นางใช้เวลานานสักหน่อยในการดึงลมปราณเข้าร่าง ก็ไม่มีอะไรนี่นา นางเพิ่งจะหกขวบเองนะ ท่านเองเก้าขวบแล้ว ก็ยังอยู่หลอมลมปราณขั้นสองเองมิใช่หรือ”

มั่วอวี้ฉีหน้าดำโกรธว่า “หู่โถว เจ้าสิบหกให้ยาเสน่ห์อะไรเจ้ากิน เพิ่งกี่วันเองเจ้าก็ใส่กางเกงตัวเดียวกับนางแล้ว หึๆ มิน่าท่านอาเจ็ดถึงได้หลงหญิงสามัญจนโงหัวไม่ขึ้น มีมารดาเช่นไรก็มีบุตรสาวเช่นนั้นจริงๆ เลย!”

“ท่านพูดอะไรน่ะ” หู่โถวกะพริบตาอย่างงุนงง

มั่วชิงเฉินลืมตาทันที มองมั่วอวี้ฉีอย่างเย็นชา

“เจ้าสิบเอ็ด!” มั่วหร่านอีตะคอก

“เป็นอะไรไป พี่สิบ?” มั่วอวี้ฉีมองมั่วหร่านอีด้วยความไม่เข้าใจ นางก็เห็นเจ้าสิบหกเกะกะลูกตามาตลอดมิใช่หรือ

มั่วหร่านอีขมวดคิ้วว่า “หู่โถวยังเด็กอยู่นะ เจ้าพูดเรื่องเหลวไหลพวกนี้ทำอะไร”

“อ้อ ทราบแล้วเจ้าค่ะ ข้าโมโหจนเลอะเลือนน่ะ ท่านดูท่าทางนางสิ” มั่วอวี้ฉีรีบเปลี่ยนราวกับเป็นคนละคน

มั่วหร่านอีเหล่มั่วชิงเฉินด้วยหางตาปราดหนึ่งแล้วว่า “คนที่ยังไม่ก้าวเข้าประตูเซียนแม้ครึ่งก้าวก็คุ้มค่าให้เจ้าพูดมากเพียงนี้เชียวหรือ!”

พูดจบสะบัดแขนเสื้อหลับตาเริ่มบำเพ็ญเพียร

ส่วนมั่วอวี้ฉีที่เดิมทีกำลังคิดจะเริ่มบำเพ็ญเพียรนั้นกลับพบว่า มั่วชิงเฉินลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินมาทางนางทีละก้าวๆ

devc-a3b5dd88-33025พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 018 ตอนที่ 18