พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 019 ตอนที่ 19
ตอนที่ 19 ได้เพียงต้องเดิมพัน
เห็นมั่วชิงเฉินค่อยๆ เดินมา แม้ตัวจะเล็กแต่ท่าทางเอาเรื่อง มั่วอวี้ฉีใจเต้นด้วยความตกใจตามมาด้วยโกรธเกรี้ยวเหลือแสน ยิ้มหยันว่า “นี่ เป็นอะไรไป จะสู้กับข้าหรืออย่างไร”
มั่วชิงเฉินราวกับไม่ได้ยินเดินไปถึงหน้ามั่วอวี้ฉี มั่วอวี้ฉีตัวเกร็งโดยไม่รู้ตัว กำลังจะตั้งท่าจู่โจม คิดไม่ถึงว่ามั่วชิงเฉินหยุดอยู่ห่างจากนางไม่กี่ก้าว เงยคางเล็กน้อย พูดด้วยเสียงเย็นชาว่า “มั่วอวี้ฉี หากเจ้าเก่งจริงก็อัดข้าให้ฟันร่วงหมดปากในงานประลองย่อยปลายปีสิ ได้แต่หาเรื่องพูดจาไร้สาระเช่นนี้มีแต่จะทำให้ข้าดูถูกเจ้า!”
เมื่อคำพูดที่มีพลังจบลง ทุกคนในโถงเฉาหยางต่างหันมองมาทางนี้ ราวกับไม่อยากเชื่อว่าเด็กผู้หญิงตัวผอมแห้งคนนั้นจะส่งสารท้ารบให้คนที่สูงกว่านางครึ่งศีรษะและอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสองเช่นนี้
“ดี ดีมาก นางเด็กบ้า เช่นนั้นข้าจะรอเจ้าในงานประลองย่อยปลายปี!” ไม่รู้เพราะเหตุใดมั่วอวี้ฉีถึงรู้สึกอับอายยิ่งนัก นางกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว
“ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนให้เจ้าก่อนจะถึงเวลานั้นอย่าพูดไร้สาระให้มากนัก มิเช่นนั้นข้าจะคิดว่าเจ้าไม่มั่นใจ แล้วอาศัยสิ่งนี้รบกวนการบำเพ็ญเพียรของข้า!”
“ช้าก่อน” มั่วอวี้ฉีจ้องแผ่นหลังมั่วชิงเฉินแล้วจู่ๆ ก็พูดว่า
มั่วชิงเฉินหันมามองนาง
“หากเจ้าแพ้จะทำเช่นไร” มั่วอวี้ฉีถาม
“เจ้าว่าควรทำเช่นไรล่ะ”
มั่วชิงเฉินหัวเราะ “หึๆ หากเจ้าแพ้แล้ว ต้องคุกเข่าโขกศีรษะดังๆ ให้ข้าสามครั้ง พร้อมกับทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเพียรทั้งปีที่ได้ปันส่วนมาหลังจากนั้น ต้องเป็นของข้า!”
“ชิงเฉิน เจ้ารับปากไม่ได้นะ!” หู่โถวและมั่วหนิงโหรวพูดขึ้นพร้อมกัน
มั่วอวี้ฉีกวาดสายตาเย็นชาใส่สองคนปราดหนึ่ง มั่วหนิงโหรวก้มหน้าลงด้วยความเคยชิน หู่โถวกลับพูดเสียงดังว่า “พี่สิบเอ็ด เช่นนี้ไม่ยุติธรรม ชิงเฉินยังไม่ถึงระดับหลอมลมปราณขั้นหนึ่ง และยังเด็กกว่าท่านด้วย”
เห็นท่างทางโมโหโกรธาของหู่โถว มั่วอวี้ฉียิ้มเยาะหนึ่งที “น่าขัน หู่โถว แม้เจ้านับว่ามาโถงเฉาหยางไม่นาน แต่เติบโตในตระกูลมั่วแต่เล็กน่าจะรู้กฎระเบียบดี การประลองย่อยปลายปีของทุกปี ดูกันที่อายุตั้งแต่เมื่อไร ท่านอาสิบเอ็ดไม่ได้สอนเจ้าหรือไรว่าโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรทุกสิ่งล้วนตัดสินกันที่ตบะ”
หู่โถวกะพริบตา อย่างไรก็รู้สึกว่ามั่วอวี้ฉีมีตรงไหนที่พูดไม่ถูก แต่กลับนึกไม่ออก จึงได้แต่พูดแห้งๆ ว่า “พี่สิบเอ็ด ท่านพูดไม่ถูก...”
“พี่สิบเอ็ด ชิงเฉินเพิ่งจะเริ่มบำเพ็ญเพียรนะ ส่วนท่านบำเพ็ญเพียรมาตั้งสี่ปีแล้ว...” มั่วหนิงโหรวรวบรวมความกล้าพูดแทรกขึ้นมา ตั้งแต่เริ่มสนิทกับมั่วชิงเฉิน นางได้เรียกชื่อนางเช่นเดียวกับหู่โถวแล้ว
มั่วอวี้ฉีไม่คิดว่าเพียงสั้นๆ ไม่กี่วันทั้งมั่วหนิงโหรวและหู่โถวจะต่างออกตัวแทนมั่วชิงเฉินเสียแล้ว จึงเอ่ยเสียงเย็นชาว่า “หากพวกเจ้าออกไปข้างนอก พบกับผู้บำเพ็ญเพียร พวกเขาจะยอมให้เจ้าเพียงเพราะเจ้าอายุน้อยและระยะเวลาการบำเพ็ญเพียรสั้นกว่าเขาหรือไม่”
หู่โถวและมั่วหนิงโหรวชะงักนิ่งแม้แต่มั่วชิงเฉินก็ใจสั่นไหว ใช่ มั่วอวี้ฉีพูดไม่ผิด ก้าวเข้าโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดล้วนไม่ใช่ข้อแก้ตัวในความอ่อนหัดของเจ้า เจ้าอ่อนแอ จึงได้แต่ถูกรังแก หรือว่า นี่ก็คือเป้าหมายที่ตระกูลมั่วนำเด็กอายุไม่ครบสิบห้าปีมาบำเพ็ญเพียรด้วยกัน
“พี่แปด พี่สิบ ข้าพูดถูกหรือไม่” มั่วอวี้ฉียักคิ้วถาม
มั่วหร่านอีกวาดตามองมั่วหนิงโหรวปราดหนึ่ง เอ่ยเสียงเย็นเยียบว่า “เจ้าสิบเอ็ดพูดไว้ไม่ผิด ควรเป็นเช่นนี้!”
มั่วแปดน้อยหัวเราะหึๆ ยืนขึ้นมาว่า “โอ้ น้องสิบเอ็ด ไม่คิดว่าพี่ประมาณเจ้าต่ำไปแล้ว”
“ว่าอย่างไร” มั่วอวี้ฉีได้การสนับสนุนจากมั่วแปดน้อยและมั่วหร่านอียิ่งได้ใจถามว่า
มั่วชิงเฉินมองหน้าที่ยิ้มอย่างได้ใจของมั่วอวี้ฉี พูดเสียงเย็นชาว่า “ทำตามที่เจ้าบอก!”
มั่วอวี้ฉีหัวเราะหึๆ ขึ้นมา
“ถ้าเช่นนั้น หากเจ้าแพ้จะเป็นเช่นไร” มั่วชิงเฉินรีบถามต่อทันที
มั่วอวี้ฉีชะงักนิ่ง ตามด้วยหัวเราะเสียงดัง “ฮ่าๆ น่าขันสิ้นดี ข้าจะแพ้เจ้าหรือ”
“เจ้าแพ้แล้วจะว่าอย่างไร” มั่วชิงเฉินถามเสียงดัง
เห็นมั่วชิงเฉินท่าทางแข็งขัน มั่วอวี้ฉีได้แต่รู้สึกน่าขัน ตนยังจะแพ้ให้แก่นางหนูน้อยอายุไม่ถึงหกขวบระดับหลอมลมปราณไปไม่ถึงขั้นหนึ่งเสียทีได้อีกหรือ จึงหลุดปากว่า “หากข้าแพ้เจ้า จะโขกศีรษะสามทีให้เจ้าเช่นกัน สิ่งที่ใช้ในการบำเพ็ญปีหน้ายกให้เจ้าทั้งหมด เช่นนี้ยุติธรรมหรือไม่”
มั่วชิงเฉินยิ้มหยันว่า “ยุติธรรมสิ แต่ว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องโขกศีรษะให้ข้า ข้าไม่ชอบให้คนอื่นมาคุกเข่าให้ข้า ถึงเวลาเจ้าเอาสิ่งที่ต้องใช้ให้ข้าก็พอแล้ว” พูดจบนั่งขัดสมาธิลงที่ที่นั่งของตน หลับตาเริ่มบำเพ็ญเพียร
มั่วอวี้ฉีเห็นท่าทางนางแล้วก็โกรธว่า “เจ้ายังคิดว่าตนจะชนะจริงๆ อย่างนั้นหรือ ถึงเวลาอย่ามาคุกเข่าขอร้องข้าก็แล้วกัน!” พูดจบนางก็หลับตาเริ่มบำเพ็ญเพียรเช่นกัน
บรรยากาศในโถงเฉาหยางประหลาดขึ้นตามการเดิมพันของมั่วอวี้ฉีและมั่วชิงเฉิน ทุกๆ วัน ทุกคนแอบสนใจโดยปริยายว่าเมื่อใดมั่วชิงเฉินจะก้าวเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณขั้นที่หนึ่ง ต่อให้นางจะเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณขั้นที่หนึ่งได้ถึงเวลาความเป็นไปได้ที่จะชนะมั่วอวี้ฉีก็ยังน้อยยิ่งกว่าน้อย ทว่าก็ยังน่าสนุกกกว่าการไร้ซึ่งความหวังเช่นเวลานี้อยู่ดี
หู่โถวและมั่วหนิงโหรว แอบร้อนใจเมื่อเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่ามั่วชิงเฉินยังคงไม่มีท่าทีจะเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณขั้นที่หนึ่ง พวกมั่วแปดน้อยก็หวังให้นางเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณขั้นที่หนึ่งเพื่อที่สถานการณ์จะได้น่าสนใจยิ่งขึ้น ส่วนมั่วหร่านอี ยังคงไม่สนใจความมีตัวตนอยู่ของมั่วชิงเฉิน มั่วชิงเฉินรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่านางดูแคลนตนอย่างแท้จริง
วันนี้ มั่วต้าเหนียนที่จัดการหญ้าทิพย์ที่เก็บมาใหม่ตามสมควรแล้ว ก็โต๋เต๋ไปหาท่านหัวหน้าตระกูลมั่วต้าซาน พอดีมั่วต้าซานบำเพ็ญเพียรถึงคอขวด ตาเฒ่าสองคนจึงเดินหมากขึ้นมา
กึก! มั่วต้าซานวางหมากขาวลงที่หนึ่ง เอ่ยอย่างไม่กระโตกกระตากว่า “ตาเฒ่าห้า เจ้าแพ้แล้ว”
มั่วต้าเหนียนจ้องกระดานหมากอยู่หลายวินาที จู่ๆ ก็ตบมือว่า “ไม่ได้ ไม่ได้ เอาใหม่!”
มั่วต้าซานส่ายศีรษะว่า “พอแล้ว ตาเฒ่าห้า ฝีมือวางหมากห่วยแตกอย่างเจ้า เล่นกี่ตาก็เหมือนเดิม”
“หึ!” มั่วต้าเหนียนสะบัดแขนเสื้อด้วยความโมโห
“ใช่แล้ว ตาเฒ่าห้า ข้าได้ยินว่าหลานสาวเจ้ากับนางหนูบ้านมั่วแปดเดิมพันกันอย่างนั้นหรือ” มั่วต้าซานใช้นิ้วเคาะโต๊ะหินพลางถาม
มั่วต้าเหนียนตกใจว่า “พี่สาม ท่านก็ใส่ใจเรื่องนี้ด้วยหรือ”
“วันก่อนได้ยินเจ้าหลานไม่เอาไหนของข้าพูดถึงน่ะ” มั่วต้าซานเอ่ยนิ่งเรียบ
พูดถึงเรื่องนี้มั่วต้าเหนียนหน้าดำขึ้นมา “หึ นางหนูบ้านมั่วแปดทำไม่ถูกจริงๆ”
มั่วต้าซานยิ้งแผ่วเบาๆ ขึ้นมา “ตาเฒ่าห้าเอ๊ย ไอ้นิสัยชอบเข้าข้างของเจ้าเมื่อไรจะแก้เสียที เจ้าจะทำผิดกฎระเบียบไม่ได้นะ”
“ข้ารู้น่ะ ข้าก็แค่ทนไม่ได้ หลานสาวข้าเพิ่งมากี่วันกันเชียว นางหนูน้อยที่น่าสงสารตัวยังหนักไม่เท่าห่านขาวตัวหนึ่งเลย!”
มั่วต้าซานฟังการเปรียบเปรยของมั่วต้าเหนียนแล้วอดขำไม่ได้ น้องห้าของเขาคนนี้ชอบพูดจาน่าตกใจเช่นนี้เสมอ ไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเพียรสักนิด
“ตาเฒ่าห้า เจ้าอย่าลืมว่าสมัยก่อนพวกเรา สร้างเรื่องไว้ไม่ได้น้อยกว่าเวลานี้เลยนะ นางหนูบ้านมั่วแปดนั่นนิสัยตามผู้เป็นมารดา น่าเสียดายพรสวรรค์ที่มีถึงสามรากวิญญาณ ท่าทางยากจะทำการใหญ่ได้ ส่วนหลานสาวเจ้านั้น นิสัยไม่เลว แต่เสียดาย...”
มั่วต้าเหนียนสะบัดมือว่า “พอแล้ว ข้ามั่วต้าเหนียนก็ไม่ได้คาดหวังนางหนูให้เชิดชูวงค์ตระกูล ขอเพียงนางอยู่อย่างมีความสุขก็พอ บุตรชายข้านั้นมีพรสวรรค์ดีเยี่ยม แต่มิใช่ยังหนุ่มยังแน่นก็...”
เห็นหัวข้อสนทนาเริ่มหนักหน่วง มั่วต้าซานจึงเปลี่ยนเรื่องว่า “ใช่แล้ว ได้ยินว่าหลานสาวเจ้าจนถึงบัดนี้ยังไม่อาจดึงลมปราณเข้าร่างได้หรือ”