พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 020 ตอนที่ 20
ตอนที่ 20 คืนโลกีย์คลาดโอกาสอันดี
มั่วต้าเหนียนหน้าตาขึงขังทันที “ข้าว่าพี่สาม ท่าทางท่านจะใส่ใจหลานสาวข้าไปหน่อยนะ เดิมทีนางก็มีสี่รากวิญญาณอยู่แล้ว และก็ไม่เหมือนเด็กคนอื่นที่โตในตระกูลมั่วตั้งแต่เด็ก บำเพ็ญเพียรคืบหน้าช้าไปบ้างก็ไม่มีอะไรแปลกนี่”
เห็นท่าทางโมโหโกรธาของมั่วต้าเหนียน มั่วต้าซานยกชาบนโต๊ะจิบหนึ่งอึก จะยิ้มก็ไม่ยิ้ม พลางว่า “ตาเฒ่าห้า เจ้าคิดมากไปแล้ว”
“พี่สาม การตายของเซียวเอ๋อร์ข้ายังลืมแล้วเลย ข้าอายุปูนนี้แล้วไม่ขออะไรอีก ก็หวังเพียงนางหนูอยู่ดีมีสุข” มั่วต้าเหนียนไม่มีทีท่าหัวเราะเฮฮาเช่นปกติ สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา
มั่วต้าซานถอนหายใจยาวหนึ่งทีว่า “น้องห้า ข้ารู้สึกมาตลอดว่าการตายของเซียวเอ๋อร์ไม่ธรรมดาเช่นที่เห็น ตอนนั้นเราส่งเขาไปเป็นไส้ศึกที่หุบเขาหุยชุน บัดนี้เซียวเอ๋อร์ตายแล้ว หุบเขาหุยชุนถูกล้างสำนัก เจ้าว่าจะเกี่ยวกับของสิ่งนั้นหรือไม่”
มั่วต้าเหนียนลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าตื่นเต้น ส่ายศีรษะอย่างแรง “เป็นไปไม่ได้ หากว่า หากว่าเซียวเอ๋อร์นำของสิ่งนั้นกลับมาหรือว่ามีเบาะแสของสิ่งนั้นจริง เหตุใดเขาจึงฝืนจนลมหายใจสุดท้ายเพียงเพื่อบอกถึงเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาที่ร่อนเร่อยู่ข้างนอก ต้องรู้ว่าแม้เซียวเอ๋อร์จะมีน้ำใจ แต่ของสิ่งนั้นเกี่ยวพันถึงความรุ่งโรจน์ของทั้งตระกูลมั่วของเรานะ!”
มั่วต้าซานเอนหลังเล็กน้อย หลับตาลงครึ่งหนึ่งว่า “เจ้าพูดถูก เซียวเอ๋อร์น่ะ น่าจะแยกหนักเบาออก เพียงแต่ เดิมเซียวเอ๋อร์เป็นคนที่เด่นที่สุดในรุ่น และมีพรสวรรค์ในการหลอมโอสถอย่างยิ่ง เมื่อตอนเขาบาดเจ็บหนักกลับมา ไม่คิดว่ามีตบะถึงระดับสร้างรากฐานแล้ว ช่างน่าเสียดายจริงๆ!”
มั่วต้าเหนียนสีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา สุดท้ายสะบัดแขนเสื้อว่า “พี่สาม อย่างพูดถึงเรื่องเก่าอีกเลย เวลาไม่เช้าแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน”
เห็นมั่วต้าเหนียนเดินเหมือนมีลมใต้ฝ่าเท้า มั่วต้าซานจู่ๆ ถามว่า “ตาเฒ่าห้า เจ้าให้นางหนูชิงเฉินดื่มสุราทิพย์นั่นใช่หรือไม่”
มั่วต้าเหนียนหยุดเดินทันที หันมาว่า “มีอะไรหรือ”
พิจารณาสีหน้าของมั่วต้าเหนียนแล้วมั่วต้าซานหัวเราะหึๆ ขึ้นมา “ไม่มีอะไร เพียงแต่ ในสุราทิพย์นั่นมีหญ้าคืนโลกีย์อยู่...”
ดวงตาของมั่วต้าเหนียนยิ่งเบิกกว้าง “ท่าน เหตุใดไม่บอกให้เร็วกว่านี้!”
“ใครจะไปคิดว่าเจ้าจะทนไม่ไหวรีบให้หลานสาวสุดที่รักเจ้าดื่มล่ะ” เห็นสายตาที่จะฆ่าคนของมั่วต้าเหนียน มั่วต้าซานรีบพูดอีกว่า “อย่าใจร้อน อย่าใจร้อน ก็เพียงเข้าสู่ระยะหลอมลมปราณช้าหน่อยเท่านั้น ข้อดีก็ยังมีไม่น้อยนะ”
มั่วต้าเหนียนหนวดกระดิกพลันว่า “ข้ารู้อยู่แล้วว่าหญ้าคืนโลกีย์มีข้อดี แต่นางหนูกำลังรีบร้อนจะดึงลมปราณเข้าร่างให้ได้นี่นา ท่านอย่าลืมนะการประลองย่อยปลายปีใกล้จะถึงแล้ว หรือว่าท่านอยากเห็นหลานสาวข้าถูกคนอื่นซ้อมจนฟันร่วงหมดปากหรือไร”
มั่วต้าซานเหล่มั่วต้าเหนียนปราดหนึ่งอย่างไม่รีบร้อน “น้องห้า เจ้าคงไม่คิดจริงๆ นะว่าหลานสาวเจ้าจะชนะนางหนูบ้านมั่วแปดได้น่ะ”
มั่วต้าเหนียนถลึงตาใส่มั่วต้าซานอยู่นาน สุดท้ายสะบัดแขนเสื้อไม่พูดอะไรแล้วหันหลังจากไป
มั่วต้าซานมองด้านหลังของเขาแล้วหัวเราะส่ายศีรษะ
เวลานี้มั่วชิงเฉินกลับถึงที่พำนักแล้วเห็นท่านปู่ไม่กลับมาเสียที นางให้อวิ๋นจือเตรียมข้าวปลาอาหารไว้แล้ว ตนวิ่งไปนั่งบนเก้าอี้โยกในลานบ้านโยกไปโยกมาพลางใช้ความคิด
วันก่อนตนเดิมพันกับมั่วอวี้ฉี ข้อสำคัญคือนางยิ่งพูดยิ่งไม่น่าฟัง ถึงกับลบหลู่ด่ามาถึงมารดานาง หากตนได้แต่ทนเกรงว่าชาตินี้คงโงศีรษะไม่ขึ้นแล้ว
เพียงแต่ไม่คิดว่าเผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปสิบกว่าวัน กระนั้นก็ยังดึงลมปราณเข้าร่างไม่ได้อีก เกรงว่าตนคงเป็นคนที่ใช้เวลาเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณขั้นหนึ่งนานที่สุดในโถงเฉาหยางแล้วสินะ มั่วชิงเฉินยิ้มเยาะตนเอง
มั่วชิงเฉินยื่นมือออกมาดู เพราะว่าระยะนี้อาหารการกินดีขึ้น นางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเนื้อบนร่างกายมากขึ้น ตัวก็สูงขึ้นเล็กน้อย มือก็ไม่เรียวเล็กราวกับจะหักได้ตลอดเวลาเหมือนเมื่อก่อน แต่ดูอ้วนตุ๊ต๊ะขึ้นมา
ตนเป็นคนไร้ค่าจริงหรือ
มั่วชิงเฉินส่ายศีรษะแรงๆ ข้าไม่ยอม แม้ข้ามีสี่รากวิญญาณ ต่อให้เทียบรากวิญญาณคู่ สามรากวิญญาณไม่ติด อย่างน้อยด้านพรสวรรค์ก็ดีกว่าห้ารากวิญญาณ ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาดึงลมปราณเข้าร่างได้ ตนกลับทำไม่ได้!
เพียงแต่ว่า การประลองปลายปีนับวันยิ่งใกล้เข้ามาแล้ว
“คุณหนู สายมากแล้ว ยังจะรอนายท่านห้าไหมเจ้าคะ หรือไม่ท่านก็รับประทานก่อนไหมล่ะเจ้าคะ” อวิ๋นจือเดินออกมาเอ่ยถาม
มั่วชิงเฉินส่ายศีรษะ “ข้ายังไม่หิว รอท่านปู่กลับมากินด้วยกันเถอะ”
“คุณหนู ท่านคิดเรื่องเดิมพันอยู่ใช่หรือไม่เจ้าคะ” อวิ๋นจือลังเลสักครู่ สุดท้ายก็อดถามไม่ได้
มั่วชิงเฉินมองหน้าที่เป็นห่วงของอวิ๋นจือ ยิ้มเฝื่อนว่า “ใช่ พี่อวิ๋นจือ ข้าเกรงว่าจะถูกมั่วอวี้ฉีนั่นอัดจนฟันร่วงหมดปากจริงๆ แล้วล่ะ”
อวิ๋นจือถอนใจว่า “คุณหนู ท่านไม่ควรเห็นแก่ความสะใจชั่วประเดี๋ยวประด๋าวแล้วเดิมพันกับนางเลย”
มั่วชิงเฉินส่ายศีรษะว่า “พี่อวิ๋นจือพี่ผิดแล้ว ต่อให้ข้าไม่เดิมพัน งานประลองย่อยปลายปีนางก็ไม่ปล่อยข้าอยู่ดี พี่ไม่เห็นนางเห็นข้าขวางหูขวางตามาตลอดหรือ ไหนๆ ก็หนีไม่พ้นอยู่แล้ว ข้าขอเดิมพันกับนางอย่างสง่าผ่าเผยดีกว่า”
“แต่ว่าคุณหนูท่าน...” อวิ๋นจืออึกๆ อักๆ
มั่วชิงเฉินนอนหนุนมือไว้ท้ายทอย กล่าวเนิบๆ ว่า “เพียงแต่ข้าไม่คิดว่าจะดึงลมปราณเข้าร่างไม่ได้เสียที ทว่าต่อให้แพ้ในการประลองย่อยข้าก็ยอมแล้ว ยังมีปีหน้า ปีต่อไปอีกไม่ใช่หรือ ข้าไม่เชื่อว่าข้าจะด้อยกว่านางไปตลอด!”
อวิ๋นจือปัดใบไม้ที่ร่วงลงบนตัวมั่วชิงเฉินออก “คุณหนู ไม่ว่าอย่างไรการมีรากวิญญาณก็เป็นสิ่งที่คนเช่นพวกเราใฝ่หาทุกวันคืนอยู่แล้ว ท่านคิดให้ตก บางทีอวิ๋นจือก็คิด ต่อให้มีแค่ห้ารากวิญญาณ แม้อยู่ในฝันอวิ๋นจือก็จะหัวเราะจนตื่น”
“พี่อวิ๋นจือ เด็กๆ ในตระกูลที่มีรากวิญญาณต่างบำเพ็ญเพียรในโถงเฉาหยางตั้งแต่เล็ก เช่นนั้นเด็กธรรมดาปกติทำอะไรกัน มีโรงเรียนประจำตระกูลไหม มั่วชิงเฉินถามไปเรื่อยเปื่อย
อวิ๋นจือพยักหน้าว่า “อืม เด็กๆ ในตระกูลไม่ว่าชายหรือหญิงต่างต้องเข้าโรงเรียนประจำตระกูล อย่างไรเสียก็ต้องร่ำเรียนหาความรู้ไว้อย่างหนึ่ง ต่อไปจะได้หาเลี้ยงชีพได้”
มั่วชิงเฉินยิ้ม “จะว่าไปแล้ว สามารถเกิดในตระกูลมั่วได้ก็ถือว่าไม่เลวนะ
“อืม คุณหนูพูดถูกเจ้าค่ะ ไม่เพียงเท่านี้ เด็กธรรมดาที่หน่วยก้านดียังฝึกวรยุทธ์ได้นะเจ้าคะ!”
“พี่ว่าอะไรนะ” มั่วชิงเฉินรีบลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้โยก จับมืออวิ๋นจือ
อวิ๋นจือชะงักงัน “ไม่ได้พูดอะไรนี่เจ้าคะ อวิ๋นจือแค่พูดว่าเด็กในตระกูลยังร่ำเรียนวรยุทธ์...”
มั่วชิงเฉินตื่นเต้นว่า “ใช่ ประโยคนี้แหละ พี่อวิ๋นจือ พี่รู้หรือไม่ พวกเขาเรียนวรยุทธ์กันอย่างไร”
อวิ๋นจือมองมั่วชิงเฉินด้วยความสงสัย ทำไมปกติคุณหนูที่ใจเย็นควบคุมตนเองถึงตื่นเต้นเช่นนี้ แต่ปากยังคงเอ่ยว่า “มีอาจารย์มาสอนเจ้าค่ะ ในตระกูลยังมีหอคัมภีร์สำหรับเก็บเคล็ดลับวิชาโดยเฉพาะ น้องชายบ่าวก็กำลังร่ำเรียนอยู่นะเจ้าคะ”
“ถ้าเช่นนั้น คนของโถงเฉาหยางเช่นพวกเรา มีคนฝึกวรยุทธ์หรือไม่” มั่วชิงเฉินสูดหายใจเข้าลึกถาม
อวิ๋นจือหัวเราะพรืดว่า “คุณหนู คนของโถงเฉาหยางจะยอมเสียเวลาฝึกฝนวิชาต่ำต้อยพวกนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ”
มั่วชิงเฉินรู้สึกเพียงว่ามีแสงสว่างวาบขึ้นตรงหน้า ถ้าเช่นนี้ ขอเพียงตนหาเคล็ดลับวรยุทธ์ที่เหมาะกับตนได้ อาจยังมีโอกาสชนะระดับหลอมลมปราณขั้นสองของมั่วอวี้ฉีได้ไม่ใช่หรือ