พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 021 ตอนที่ 21
ตอนที่ 21 จัดฉากงานเลี้ยงลูกท้อสวรรค์
มั่วชิงเฉินยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ หรืออาจพูดอีกอย่างว่าอย่างไรเสียนางก็จะลองดูให้ได้
ถ้าเช่นนั้น จะได้เคล็ดลับวิชายุทธ์ได้อย่างไรล่ะ หากไหว้วานให้น้องชายของอวิ๋นจือเอามาให้เล่มหนึ่งก็เกรงว่าจะไม่ถูกใจตนอีก อย่างไรเสียน้องชายของนางเป็นเพียงเด็กธรรมดาเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสิทธิ์เลือกเคล็ดวิชาในหอคัมภีร์ได้ตามอำเภอใจ
อีกเพียงสี่เดือนก็จะถึงการประลองย่อยปลายปีแล้ว ตนจำเป็นต้องหาเคล็ดวิชาที่ฝึกได้อย่างรวดเร็วจึงจะได้ผล
มั่วชิงเฉินปล่อยให้เก้าอี้โยกโยกเยกไปมา ครุ่นคิดเรื่องนี้ขึ้นมา คิดไปคิดมานางนึกถึงคนผู้หนึ่ง ท่านอาสิบสี่!
ท่านอาสิบสี่เป็นผู้ที่มั่วชิงเฉินสนิทที่สุดนอกจากท่านปู่และอวิ๋นจือ เพราะสถานะของท่านปู่เห็นชัดว่าไม่เหมาะจะช่วยตน หากตนขอให้ท่านอาสิบสี่ช่วยน่าจะไม่เป็นอะไร ด้วยสถานะของเขา พาตนไปหอคัมภีร์เลือกเคล็ดวิชาสักเล่มไม่น่าเป็นเรื่องยากแต่อย่างใด
พรุ่งนี้เป็นวันหยุดพักผ่อนพอดี สามารถฉวยโอกาสนี้ไปหาท่านอาสิบสี่ได้เล็กน้อย
กำลังคิดอยู่ก็ได้ยินเสียงหนึ่งลอยมา “นางหนู คิดอะไรอยู่หรือ”
“เอ๋ ท่านปู่ กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ” มั่วชิงเฉินกระโดดขึ้นจากเก้าอี้โยก
มั่วต้าเหนียนมองดูมั่วชิงเฉิน ลังเลครู่หนึ่งว่า “แค่กๆ นางหนูเอ๋ย เจ้าก็กลุ้มใจหรือ หากไม่ไหวจริงๆ เราไม่เข้าร่วมการประลองย่อยปลายปีแล้วกัน”
“ท่านปู่ ท่านพูดอะไรน่ะ มิใช่บอกว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเข้าร่วมการประลองย่อยปลายปีหรือเจ้าคะ” มั่วชิงเฉินเอ่ยอย่างประหลาดใจ
มั่วตาเหนียนหรี่ตาว่า “เจ้าเป็นข้อยกเว้นอย่างไรล่ะ เจ้าเพิ่งถูกรับกลับเข้าตระกูลมั่ว ต่อให้ไม่เข้าร่วมการประลองย่อยครั้งนี้ก็ไม่เป็นไร”
มั่วชิงเฉินก้มศีรษะต่ำลงพูดเสียงเบาว่า “ท่านปู่ ข้าไม่อยากเป็นข้อยกเว้น”
มั่วต้าเหนียนหยุดชะงัก จากนั้นว่า “อืม นางหนู เจ้าช่างมีอุดมการณ์จริงๆ” ในใจด่ามั่วต้าซานจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดีอีกครั้ง แต่กลับกระดากกระเดื่องที่จะสารภาพกับมั่วชิงเฉินถึงเรื่องอลวนที่ตนได้ทำไว้
มั่วชิงเฉินกลับรู้สึกว่านี่ไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์ เพียงแต่หนทางการบำเพ็ญเพียรนั้นยากเย็นแสนเข็ญดุจข้ามเขาหมื่นลูก หากตนจะหลบเลี่ยงแม้กระทั่งก้าวแรกนี้ละก็ คิดว่าวันหลังคงยากจะสำเร็จการใดๆ ได้อีก
มั่วต้าเหนียนเห็นมั่วชิงเฉินอายุน้อยๆ กลับต้องมากลุ้มเพราะการบำเพ็ญเพียร ใจเกิดสงสารจึงเปิดปากว่า “นางหนู ต้นท้อเก่าแก่ในลานบ้านควรเด็ดลูกท้อลงมาได้แล้ว มิเช่นนั้นลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมาเมื่อไร ลูกท้อใหญ่ๆ ฉ่ำๆ นั่นได้ร่วงลงพื้นน่าเสียดายแย่”
“เจ้าค่ะ” มั่วชิงเฉินเงยหน้าให้ความร่วมมือตอบไปคำหนึ่ง ไม่คิดว่าจู่ๆ มั่วต้าเหนียนจะเปลี่ยนเรื่องพูด
“หึๆ นางหนู พรุ่งนี้เจ้าเรียกเด็กๆ ที่เจ้าสนิทด้วยที่โถงเฉาหยางมาเด็ดลูกท้อจัดงานเลี้ยงลูกท้อสวรรค์กันเถิด” จู่ๆ มั่วต้าเหนียนก็เอ่ยขึ้น
“หา?” มั่วชิงเฉินเกือบสะดุดกึก
มั่วต้าเหนียนหนวดกระดิกว่า “เป็นอะไร ปู่ใช้น้ำแช่โอสถทิพย์รดต้นท้อนี้บ่อยๆ ยังไม่คู่ควรเรียกว่าลูกท้อสวรรค์อีกหรืออย่างไร”
มั่วชิงเฉินเหงื่อเย็นไหลว่า “คู่ควรเจ้าค่ะ เพียงแต่ท่านปู่ท่านจัดงานทุกปีหรือเจ้าคะ ชิงเฉินไม่ทราบว่าต้องทำเช่นไร”
มั่วต้าเหนียนโบกมือว่า “เมื่อก่อนต้องยุ่งยากเช่นนี้เสียที่ไหน เมื่อถึงฤดูกาลก็เด็ดลงมาให้หมด ข้าเห็นใครถูกชะตาก็ให้ตะกร้าหนึ่ง ใครขวางหูขวางตาก็ไม่ให้ เก็บไว้หมักสุราหรือเก็บไว้ค่อยๆ กิน”
มั่วชิงเฉินเดินถึงข้างกายมั่วต้าเหนียน ทุบหลังให้อย่างเป็นธรรมชาติ “ท่านปู่ ลูกท้อนี่ยังหมักสุราได้หรือเจ้าคะ”
เห็นมั่วชิงเฉินสองตาเป็นกระกาย มั่วต้าเหนียนน่าขันว่า “นางหนูคนนี้นี่ ทำไมปู่รู้สึกว่าเจ้าชอบดื่มสุราเหลือเกินนะ”
มั่วชิงเฉินแลบลิ้นว่า “มีที่ไหนกัน เพราะวันก่อนสุราทิพย์ที่ท่านปู่ให้ชิงเฉินดื่มเลิศรสเหลือเกิน ตั้งแต่นั้นชิงเฉินก็หลงรักรสชาตินั้น”
มั่วต้าเหนียนใบหน้าเต็มไปด้วยความเคอะเขินว่า “แหะๆ แหะๆ เจ้าพูดถูกแล้ว ลูกท้อพวกนี้จะมากจะน้อยก็พอมีพลังปราณวิญญาณบ้าง สุราที่หมักอาจเทียบสุราทิพย์วันนั้นไม่ได้ แต่ก็เป็นสุราเลิศรสที่หายาก”
“ท่านปู่ ถ้าเช่นนั้นทำเหมือนที่ผ่านมาสิเจ้าคะ ท่านให้คนที่สนิทกันก็พอแล้ว ที่เหลือก็เอาไว้หมักสุรา” มั่วชิงเฉินลองเชิง แม้นางเข้าใจว่าที่มั่วต้าเหนียนทำเช่นนี้เพื่อให้ตนสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนในโถงเฉาหยาง แต่ปัญหาคือพรุ่งนี้นางมีเรื่องที่สำคัญกว่ารออยู่นี่นา จะมีเวลาจัดงานลูกท้อสวรรค์นั่นได้อย่างไร!
มั่วต้าเหนียนยื่นนิ้วมือกวาดจมูกมั่วชิงเฉินเบาๆ ว่า “นางหนู เจ้านี่อายุน้อยๆ ทั้งชอบดื่มสุราทั้งใจแคบนั่นไม่ใช่เรื่องดีเลยนะ ที่ปู่นี่ยังมีสุราลูกท้อเหลืออยู่ไม่น้อย รอกลับมาแบ่งให้เจ้าสักหน่อย ลูกท้อบนต้นนี่เจ้าเอาไปบ้าง รอพรุ่งนี้เจ้ารับรองเด็กๆ เสร็จแล้วให้พวกเขาเอากลับไปบ้าง ถือเสียว่ามาสนุกสนานครึกครื้นกันหน่อย นางหนูตั้งแต่เจ้ามาปู่ยังไม่ได้ฉลองเป็นเรื่องเป็นราวให้เจ้าเลยนะ”
มั่วชิงเฉินฟังแล้วรู้ว่าบ่ายเบี่ยงไม่ได้แล้ว จึงได้แต่ต่อประโยคว่า “ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านปู่ ชิงเฉินไม่ได้ใจแคบเสียหน่อย เพียงแต่รู้สึกว่าปีก่อนๆ ท่านปู่ให้ลูกท้อคนอื่น เมื่อชิงเฉินมากลับไม่ให้แล้ว คนเขาจะคิดว่าเพราะชิงเฉินตะกละตะกลาม”
“อายุแค่นี้ คิดมากจริง” มั่วต้าเหนียนตบศีรษะมั่วชิงเฉินเบาๆ
ทั้งคืนไม่ได้พูดอะไรกันอีก หลังจากอาหารเช้า มั่วชิงเฉินใช้ให้อวิ๋นจือส่งจดหมายไปให้สองสามคนที่สนิทกัน
“เรื่องอะไรกัน แต่เช้าเชียว?” มั่วหร่านอีตวัดม่านขึ้นเดินเข้าข้างใน เห็นท่าทางดีอกดีใจของมั่วหนิงโหรวแล้วอดถามไม่ได้
“พี่สิบ ดูสิ” มั่วหนิงโหรวเอากระดาษสีขาวประทับกลีบดอกท้อจางๆ ใบหนึ่งให้มั่วหร่านอี
มั่วหร่านอีเหล่ทีหนึ่ง ยิ้มเย้ยว่า “นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็เทียบเชิญของเจ้าสิบหก เป็นอะไร หรือนางคิดจะฉวยโอกาสนี้ให้ทุกคนยั้งมือไว้ไมตรีให้ในงานประลองย่อยปลายปี”
มั่วหนิงโหรงกัดริมฝีปากว่า “พี่สิบ ชิงเฉินไม่ใช่คนเช่นนั้น นางก็ให้เทียบพี่เหมือนกันนะ”
“หึ ข้าไม่ไปหรอก!” มั่วหร่านอีพูดจบกำลังจะหันหลังออกไป
“พี่สิบ ลูกท้อบ้านท่านปู่ห้าอร่อยมากเลยนะ ได้ยินมาว่าวันนี้ยังมีสุราลูกท้อให้ดื่มด้วย” มั่วหนิงโหรวเอ่ยเสียงนุ่มนิ่ม
คำพูดนี้ทำให้มั่วหร่านอีที่กำลังจะออกไปหยุดก้าวเท้าทันที ลังเลว่า “เช่นนั้นหรือ...”
มั่วหนิงโหรวเม้มปากยิ้มว่า “พี่สิบ ไปเถอะ ไปเถอะ พวกหู่โถวก็ไปกันหมดเลยนะ”
ทว่าเพิ่งเข้ายามซื่อ[footnoteRef:1]ก็มีคนเริ่มทยอยเดินเข้าลานบ้านมั่วชิงเฉินมาอย่างไม่ขาดสาย [1: ยามซื่อ เท่ากับเวลาเก้านาฬิกาถึงสิบเอ็ดนาฬิกาในปัจจุบัน]
เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู มั่วชิงเฉินว่า “อวิ๋นจือ ไปเปิดประตูที ดูสิว่าใครมาแล้ว”
“เจ้าค่ะ” อวิ๋นจือขานรับเสียงใส หันหลังไปเปิดประตู
มั่วชิงเฉินมองดูแผ่นหลังของอวิ๋นจือแล้วยิ้ม วันนี้อวิ๋นจือใส่กระโปรงผ้าไหมสีขาวนวลตัวใหม่ ขับให้ยิ่งสวยงามสดใสยิ่งขึ้น ไม่ว่าอย่างไร นางก็ยังเป็นสาวน้อยที่เต็มไปด้วยความคาดหวังต่ออนาคต ปกติจะสุขุมเช่นไร ก็ล้วนรักความสนุกสนานครึกครื้น
“คุณชายสิบห้า” อวิ๋นจือเปิดประตูย่อตัวคำนับหู่โถวที่ยืนอยู่ข้างนอก
หู่โถวไม่ได้หยุดยืน เดินตรงเข้าไปปากก็เรียก “ชิงเฉิน ชิงเฉิน ข้ามาแล้ว”
กลับเป็นบ่าวรับใช้เฉินเฟิงที่ตามติดอยู่ข้างหลังมองอวิ๋นจือปราดหนึ่งขณะเดินผ่านอวิ๋นจือไป
มั่วชิงเฉินเห็นชัดเจนว่าแก้มที่ขาวนวลของอวิ๋นจือปกคลุมด้วยสีแดงเรื่อๆ ดูน่าหลงใหล
“หู่โถว เจ้ามาเช้าดีจัง” มั่งชิงเฉินยิ้มเอ่ย
หู่โถวยื่นปากพลางว่า “ทำไมล่ะ เจ้าไม่อยากให้ข้ามาเช้าหน่อยหรือ”
“คิกๆ มีที่ไหนกัน ข้ากำลังบ่นว่าอยู่คนเดียวน่าเบื่อจะตายพอดี มานั่งตรงนี้” มั่วชิงเฉินลากมือหู่โถวเดินไปข้างโต๊ะที่จัดเสร็จนานแล้วกลางลานบ้าน
เวลานี้เอง มีเสียงเคาะประตูลอยมาอีก