พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 022 ตอนที่ 22
ตอนที่ 22 ไม่รู้รสชาติทุกข์
มั่วชิงเฉินคาดไม่ถึงว่า ที่เดินเข้ามาครานี้ไม่เพียงแต่มีมั่วหร่านอีมั่วหนิงโหรวสองพี่น้องแล้วยังมีมั่วอวี้ฉีที่นางไม่ได้เชิญอีกด้วย!
มั่วชิงเฉินอดมองทั้งสามคนอีกคราไม่ได้ เดิมทีนางก็ไม่คิดว่ามั่วหร่านอีจะมาอยู่แล้ว ทว่าเพราะเชิญมั่วหนิงโหรวแต่กลับกันนางออกไปทั้งอย่างนั้นมันไม่ดี มั่วอวี้ฉีก็มาด้วยนี่อยู่นอกเหนือความคาดหมายจริงๆ
ทว่าผู้มาเยือนย่อมเป็นแขก ต่อให้ในใจมั่วชิงเฉินไม่ชอบมั่วอวี้ฉีเพียงใดก็ต้องเข้าไปต้อนรับ ยิ้มว่า “พี่สาวทั้งสามมาแล้ว รีบเข้ามานั่ง”
“ชิงเฉิน เจ้าดีจังเลย ไม่คิดว่าจะนึกถึงเรื่องสนุกๆ เช่นงานเลี้ยงลูกท้อสวรรค์เช่นนี้ได้” มั่วหนิงโหรวหัวเราะคิกคักว่า
มั่วชิงเฉินคิดในใจ ข้าไม่ได้อยากจัดงานลูกท้อสวรรค์นี่สักหน่อย ข้ายังมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำนะ
มั่วหร่านอีกลับไม่แม้แต่จะมองมั่วชิงเฉิน เดินตรงไปยังใต้ต้นท้อ แหงนมองว่า “นี่ก็เรียกลูกท้อสวรรค์ได้หรือ”
มั่วหนิงโหรวรีบเอ่ย “พี่สิบ แม้หนิงโหรวไม่เคยกินลูกท้อสวรรค์ แต่รู้สึกว่าลูกท้อเรือนท่านปู่ห้าอร่อยมากเลยนะ ปีก่อนๆ หนิงโหรวยังกินไม่พอเลย พี่สิบก็ชอบไม่ใช่หรือ”
มั่วหร่านอีถลึงตาใส่มั่วหนิงโหรวทีหนึ่งด้วยความโกรธ หน้าปรากฏความเขินอาย พูดกับมั่วชิงเฉินว่า “ข้าไม่สนใจลูกท้อสักหน่อย ไม่ใช่บอกว่ามีสุราลูกท้อหรือ”
ไม่รู้เพราะเหตุใดมั่วชิงเฉินเห็นท่างทางอาหลักอาเหลื่อของมั่วหร่านอีแล้วกลับรู้สึกว่าไม่น่ารังเกียจดังเช่นทุกครั้งแล้ว รู้สึกตลกเล็กน้อย แล้วว่า “ท่านปู่เหลือสุราลูกท้อไว้ให้ข้าไม่น้อย พอให้ทุกคนดื่มแน่นอน”
มั่วอวี้ฉีเดินไปดูหน้าโต๊ะที่มั่วชิงเฉินจัดไว้อย่างไม่สนใจใคร แล้วก็ต้องชะงัก
โต๊ะนี้ไม่ใช่โต๊ะแปดเซียน[footnoteRef:1]เช่นที่เห็นกันทั่วไป แต่เป็นทรงยาวดูแล้วคล้ายโต๊ะยาว แต่ก็กว้างกว่าโต๊ะยาวเล็กน้อย ด้านบนปูไว้ด้วยผ้าไหมสีขาวโพลน [1: โต๊ะแปดเซียน คือโต๊ะแบบดั้งเดิมของประเทศจีน สีเหลี่ยมด้านเท่า ขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่ละด้านนั่งได้สองคน สี่ด้านนั่งรวมได้แปดคน (เสมือนแปดเซียน)]
บนโต๊ะวางอาหารเย็นหลากหลายชนิด ผลไม้ตามฤดูกาลเต็มไปหมด ที่ดึงดูดความสนใจของนางที่สุดคือชามแก้วใบใหญ่ ข้างในใส่ไว้ด้วยสิ่งที่รูปร่างราวกับผ่านการแช่เย็นมา สีขาวนมแต่กลับให้ความรู้สึกใสเป็นประกาย และยังมองเห็นลูกท้อซึ่งหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ อยู่ตรงกลางชามแก้วด้วย
“นี่มันสิ่งใดกัน” มั่วอวี้ฉีชี้ชามแก้วใบใหญ่นั่นพลางถาม
มั่วชิงเฉินขมวดคิ้ว มั่วอวี้ฉีคนนี้มาโดยไม่ได้รับเชิญ เมื่อเปิดปากก็ไม่ได้ทำให้คนชอบเลย ช่างทำให้หมดสนุกจริงๆ แต่วันนี้นางเป็นเจ้าภาพ จะทำให้สถานการณ์อึดอัดก็ไม่ได้ จึงยิ้มว่า “นี่เรียกว่านมแช่เย็น ชิงเฉินทำเองกับมือ”
ความจริงนมแช่เย็นที่มั่วชิงเฉินพูดถึงก็คือพุดดิ้งที่คนในยุคปัจจุบันกินกันบ่อยๆ เมื่อวานนางให้อวิ๋นจือไปขอนมวัวและน้ำผึ้งจากห้องครัวหลัก เติมสุราลูกท้อและเนื้อลูกท้อสดชิ้นเล็กๆ แล้วทำขึ้นมา เพียงแต่คนในยุคสมัยนี้ย่อมไม่รู้จักพุดดิ้ง เรียกนมแช่เย็นยังพอเข้าใจง่ายหน่อย
การสนทนาของทั้งคู่ดึงดูดให้คนอื่นหันมองมาหน้าโต๊ะยาว เมื่อเห็นนมแช่เย็นที่มั่วชิงเฉินพูดถึงต่างก็ตกใจกันใหญ่
“ชิงเฉิน นมแช่เย็นคืออะไรน่ะ” มั่วหนิงโหรวถามตาเป็นประกาย
หู่โถวตบศีรษะมั่วหนิงโหรวหนึ่งทีว่า “โง่ นี่ก็คือนมแช่เย็นอย่างไรล่ะ”
มั่วชิงเฉินหัวเราะพรืด พลางว่า “นี่เป็นชื่อที่ชิงเฉินตั้งขึ้นมั่วๆ เพราะว่าข้างในใส่นมวัวและทำให้แข็ง จึงเรียกว่านมแช่เย็น”
“นมวัว?” มั่วหร่านอีขมวดคิ้ว
มั่วอวี้ฉีรีบรับว่า “ว้าย นมวัวคาวปานนั้น กินได้อย่างไรกัน อ้อ ข้าลืมไปว่าเจ้าสิบหกเพิ่งมาตระกูลมั่วเรา มีของมากมายที่ไม่เคยกินมาก่อน คิดว่าคงไม่รู้สินะว่าเวลาพวกเราดื่มนมวัวต้องเติมเมล็ดซิ่งเหริน[footnoteRef:2]แล้วต้มรวมกัน เช่นนี้แล้วในบรรดาพี่ๆ น้องๆ ยังไม่ค่อยมีคนยอมดื่มเลย จิ๊ๆ นมแช่เย็นนี่ดูไม่เลวทีเดียว เกรงว่าจะสวยแต่รูปจูบไม่หอมน่ะสิ” [2: เมล็ดซิ่งเหริน หมายถึง อัลมอนด์]
มั่วชิงเฉินเหล่มองนางเล็กน้อยปราดหนึ่งว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องกินก็แล้วกัน”
พูดจบไม่รอมั่วอวี้ฉีตอบ หันไปพูดกับพวกหู่โถวว่า “เราไปเด็ดลูกท้อลงมากันก่อนเถอะ”
“ดีเลย ดีเลย” หู่โถวตบมือ
พวกเขาไปรวมกันใต้ต้นท้อ ถือตะกร้าใบเล็กสานจากเถาวัลย์คนละใบ เขย่งปลายเท้ายื่นมือเด็ดลูกท้อที่อยู่ต่ำสุด เด็ดลูกท้อที่อยู่ต่ำสุดหมดแล้วก็ยกเก้าอี้เหยียบขึ้นไปเด็ดด้านบนต่อ
ถึงสุดท้ายมองดูด้านล่างต้นที่โล้นเลี่ยน ลูกท้อสีแดงสดที่อยู่ด้านบนแล้วอ้าปากค้าง
“พี่สิบ ท่านรู้คาถาเหยียบลมมิใช่หรือ เด็ดลงมาได้ไหม” มั่วหนิงโหรวถาม
หลังจากผ่านความสนุกสนานครึกครื้นที่สองสามคนนี้แย่งกันเด็ดลูกท้อแล้ว มั่วหร่านอีที่ปกติยโสหัวสูงตอนนี้ก็อ่อนลงบ้างแล้ว นางถลึงตาใส่มั่วหนิงโหรวคราหนึ่งว่า “หนิงโหรว ยายเด็กโง่นี่ ข้าเพิ่งฝึกคาถาเหยียบลมสำเร็จ ไม่ใช่เหยียบสิ่งของโบยบิน!”
มั่วหนิงโหรวเห็นพี่สาวโกรธแล้วก็แลบลิ้นอย่างขัดเขิน แต่กลับรู้สึกไม่ได้กลัวนางเหมือนเช่นเคย
“หู่โถว เจ้าปีนต้นไม้ไม่เป็นหรือ” จู่ๆ มั่วอวี้ฉีถามขึ้นมา
หู่โถวถลึงตาใส่มั่วอวี้ฉีด้วยความโมโห เขาเพิ่งจะห้าขวบตัวเล็กนิดเดียว แขนสั้นขาสั้นใครจะมาสอนเขาปีนต้นไม้กัน ทว่าเมื่อเห็นบรรดาเด็กหญิงมองเขาด้วยความหวัง ความทะนงของเด็กน้อยก็ทะยานขึ้นมา ฝืนพูดว่า “แน่นอน ดูข้าปีนขึ้นไปเด็ดลูกท้อลงมาแล้วกัน”
พูดจบหู่โถวก็ยื่นแขนกอดลำต้นต้นท้อเฒ่าไว้ ออกแรงปีนขึ้นข้างบน
มั่วชิงเฉินมองดูหู่โถวก้นบิดไปบิดมา ปีนได้ไม่กี่ฉื่อ[footnoteRef:3]ก็ลื่นลงมา จากนั้นสองขาหกกลับปีนขึ้นไปอีก เป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้งสุดท้ายหมดแรงตกลงมานั่งอยู่กับพื้น [3: คือหน่วยวัดความยาว หนึ่งฉื่อมีความยาวประมาณสามสิบสามเซนติเมตร]
พรืด ทุกคนต่างกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
หู่โถวก็ไม่ลุกขึ้น โกรธจนหน้าแดงเบิ่งตาใส่ทุกคนด้วยความโมโห
มั่วชิงเฉินกลั้นหัวเราะไว้ พลางเข้าไปดึงหู่โถวขึ้นมา ปัดฝุ่นบนตัวเขาออก
“นี่ เกิดอะไรขึ้นน่ะ” มั่วแปดน้อยพาเจ้าสิบสองเจ้าสิบสามผลักประตูเข้ามาพร้อมกัน
“พี่แปด เหตุใดถึงเพิ่งมา” มั่วอวี้ฉีถาม
มั่วแปดน้อยมองดูพระอาทิตย์ว่า “ไม่สายนี่นา ตอนเจ้าสิบหกใช้คนส่งจดหมายไปให้ เดิมข้าออกไปแล้ว ดีที่ไป๋หยางรีบร้อนเรียกข้ากลับมา”
“พวกเจ้านี่...” มั่วแปดน้อยเห็นพวกเขาถือตะกร้าใบเล็กคนละใบข้างในวางลูกท้อลูกใหญ่สีชมพูระเรื่อมากบ้างน้อยบ้าง ได้สติกลับมา พลันว่า “น่าสนุก ที่แท้ยังต้องเด็ดลูกท้อกับมือหรือนี่ ดูข้านะ”
มั่วแปดน้อยเดินไปถึงหน้าต้นท้อ ถูมือแล้วกอดลำต้นไม้ไว้ สองสามทีก็ปีนขึ้นบนต้นไม้แล้ว
“โอ้ พี่แปด ร้ายกาจจริงๆ!” เด็กผู้ชายทั้งหลายไชโยโห่ร้อง เด็กผู้หญิงก็ท่าทางตื่นเต้น
“รับนะ” มั่วแปดน้อยนั่งไขว่ห้างอยู่บนต้นไม้อย่างได้ใจ มือเด็ดลูกท้อโยนลงมาไม่หยุด
“ว้าย เจ้าสิบสอง ทำไมเจ้าโง่เช่นนี้ ลูกท้อหล่นพื้นหมดแล้ว” ระหว่างเฮฮากัน มั่วชิงเฉินฟังไม่ออกว่าใครเป็นคนพูด เพียงแต่เห็นหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แอบถอนใจด้วยรู้สึกว่าอย่างไรเสียก็ล้วนเป็นเด็กอายุสิบกว่าขวบ จิตใจความเป็นเด็กไม่มีทางลบล้างได้
เมื่อใกล้เวลาเที่ยง ลูกท้อเต็มต้นถูกเด็ดจนไม่เหลือสักลูก เหลือเพียงกิ่งโล้นเลี่ยนเตียน ทุกคนถึงหยุดมือทั้งที่ยังไม่หมดสนุก
บ่าวรับใช้ที่ทุกคนพามาภายใต้การนำของอวิ๋นจือต่างปรนนิบัติเจ้านายของตนเอง เช็ดเหงื่อ ทำความสะอาดมือ ทุกคนถึงได้นั่งล้อมวงรอบโต๊ะยาว
“พี่อวิ๋นจือ พี่เจ็ดไม่ได้มาเลยหรือ” มั่วชิงเฉินถาม
วันนี้อวิ๋นจือดูกระฉับกระเฉงเป็นพิเศษ เมื่อได้ยินจึงตอบว่า “เรียนคุณหนู เมื่อสักครู่จิ้งเหยียนบ่าวของคุณชายเจ็ดมาบอกว่า คุณชายเจ็ดติดธุระมาไม่ได้เจ้าค่ะ”
“หือ เขาต้องบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นแน่” มั่วอวี้ฉีพูดเป็นนัย
มั่วแปดน้อยยักคิ้วอย่างเกียจคร้านว่า “ใครไม่รู้บ้างว่าพี่เจ็ดบ้าบำเพ็ญเพียร แม้วันหยุดพักผ่อนก็ไม่เคยผ่อนคลาย ข้าว่าเจ้าสิบหก เจ้ารีบเปิดงานเถอะ พี่หิวจะแย่แล้ว”
มั่วชิงเฉินพยักหน้าว่า “พี่อวิ๋นจือ ขึ้นอาหารได้”