พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 023 ตอนที่ 23
ตอนที่ 23 กากสุราของสุราหมักใหม่
บัดนี้แม้เข้าเดือนแปดแต่อากาศยังคงร้อนอบอ้าว อาหารที่อยู่บนโต๊ะล้วนเป็นอาหารเย็น เมื่อได้ยินคำสั่งของมั่วชิงเฉิน พวกอวิ๋นจือยกอาหารขึ้นมาทีละอย่าง ล้วนเป็นของกินเล่นที่ค่อนข้างเบา เพราะว่าผู้บำเพ็ญเพียรเน้นการอิ่มทิพย์ เวลานี้แม้พวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงธัญพืชแต่ก็พยายามกินของมันให้น้อยที่สุด
“เจ้าบอกว่ามีสุรามิใช่หรือ” มั่วแปดน้อยหัวเราะคิกคักแล้วถาม
“พี่อวิ๋นจือ ยกสุรามา” มั่วชิงเฉินเอ่ย
“เจ้าค่ะ” อวิ๋นจือตอบอย่างกระฉับกระเฉงจากนั้นหันหลังไปห้องครัวเล็ก ไม่นานนักก็ถือกล่องอาหารใบใหญ่ทำจากไม้พุทราแกะสลักลายดอกอวี้หลัน[footnoteRef:1]เดินอ้อนแอ้นออกมา [1: ดอกอวี้หลัน คือ ดอกแมกโนเลีย]
พวกเขาเบิกตาโตด้วยความตกใจ
“ชิงเฉิน สุราใส่ในกล่องอาหารหรือ” มั่วหนิงโหรวอดถามไม่ได้
มั่วชิงเฉินแย้มยิ้มบาง ให้อวิ๋นจือนำกล่องอาหารวางบนโต๊ะ จากนั้นเปิดกล่องอาหารด้วยมือตนเอง เห็นไหสุราสีดำใบหนึ่งอยู่ในกล่องอาหาร ส่วนพื้นที่ที่ว่างอยู่เติมเต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็ง
จากนั้นอวิ๋นจือก็เข้าๆ ออกๆ หลายครั้ง ถือกล่องอาหารออกมาทั้งหมดสี่ใบ ไม่มีสักใบที่ไม่ใช้น้ำแข็งแช่ไหสุราไว้
ก้อนน้ำแข็งนี้ท่านปู่ของมั่วชิงเฉินเป็นผู้สร้างขึ้นมา เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณขั้นเก้า ก็จะฝึกคาถาเสกน้ำแข็งได้ บัดนี้มั่วต้าเหนียนอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสิบ สำหรับเขาแล้วง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
“ว้าย เมื่อเป็นเช่นนี้สุราลูกท้อก็จะเย็นๆ แล้วนะสิ ชิงเฉิน เจ้าฉลาดจังเลย” มั่วหนิงโหรวกล่าวชม
ผ่านการเล่นสนุกเมื่อสักครู่ทุกคนต่างเหงื่อออกทั่วตัว เวลานี้เห็นไหสุรากลางก้อนน้ำแข็ง ยิ่งรู้สึกคอหอยลุกเป็นไฟ รอแทบไม่ไหวที่จะดื่มสักอึก
มั่วชิงเฉินมองดูสีหน้าของทุกคนแล้วอมยิ้มพลางเปิดผนึกปากไหสุราออก กลิ่นสุราหอมหวนเข้มข้นโชยเข้าจมูก และยังปนไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของลูกท้อ
สุรามีสีเขียนมรกตอ่อนๆ มั่วชิงเฉินถือไหสุราค่อยๆ รินใส่จอกแก้วที่เตรียมไว้นานแล้ว จากนั้นให้อวิ๋นจือยกไปให้คุณหนูคุณชายทุกท่าน
มั่วชิงเฉินถือจอกแก้วกวาดตาผ่านทุกคน กล่าวเนิบๆ ว่า “พี่ชายพี่สาวทุกท่าน ในที่นี้ชิงเฉินอยู่อันดับท้ายสุด เดิมควรคารวะพี่ๆ ทุกท่านนานแล้ว เพียงแต่ปกติทุกคนยุ่งอยู่กับการบำเพ็ญเพียรไม่มีโอกาส บังเอิญบัดนี้ได้โอกาสพอดี ชิงเฉินขอคารวะพี่ชายพี่สาวทุกท่านหนึ่งจอก”
มั่วชิงเฉินพูดจบส่งจอกสุราไปไว้ริมฝีปาก แหงนหน้าดื่มสุราเลิศรสในจอกจนหมด
กลิ่นหอมสุราเข้มข้น ในความสดชื่นแซมด้วยรสหอมหวานของลูกท้อ แมงตะกละในตัวมั่วชิงเฉินถูกปลุกขึ้นมาทันที
ไม่ว่าแต่ละคนจะคิดอะไรอยู่ เห็นมั่วชิงเฉินดื่มสุราจนเกลี้ยงจอกจึงดื่มหมดจอกตามบ้าง เมื่อดื่มจนหมดจอกก็ทนไม่ไหวกันเสียแล้ว ต่างจ้องไปที่ไหสุราพร้อมกัน
มั่วชิงเฉินยิ้มว่า “ในลานบ้านพื้นที่คับแคบ ชิงเฉินให้อวิ๋นจือคอยต้อนรับเหล่าผู้รับใช้ไปเปิดโต๊ะอยู่อีกที่หนึ่ง ดังนั้นพี่ๆ ทุกท่าน อยากกินอยากดื่มอะไร ก็เชิญลงมือเอง แถมยังสะใจดีด้วย”
“เจ้าสิบหกพูดถูก ลงมือเองถึงจะสะใจ” มั่วแปดน้อยพูดจบตบมั่วชิงเฉินอย่างแรงทีหนึ่ง ตบเสียจนคนตัวเล็กๆ เช่นมั่วชิงเฉินคะมำ
คนเหล่านี้แม้เกิดในตระกูลมั่ว แต่กลับไม่เหมือนคุณหนูคุณชายของตระกูลใหญ่ในโลกฆราวาสที่ไม่ว่าเรื่องอันใดก็ต้องให้สาวใช้บ่าวไพร่คอยปรนนิบัติ บัดนี้เห็นมั่วชิงเฉินเสนอให้ทุกคนทำตามสบาย กลับเริ่มเป็นกันเองขึ้นมา
แล้วก็เห็นมือหลายข้างยื่นไปหาไหสุราพร้อมกัน เจ้าหนึ่งจอกข้าหนึ่งจอกเริ่มดื่มกันขึ้นมา
เมื่อไหสุราเห็นก้น เห็นทุกคนมองมา มั่วชิงเฉินยิ้มว่า “ดื่มสุราอย่างเดียวเสียสุขภาพ กินอาหารก่อนเถอะ”
มั่วหนิงโหรวคีบผัดดอกไป่เหอ[footnoteRef:2]เข้าปาก กลืนลงไปแล้วว่า “ชิงเฉิน สุราลูกท้อนี่อร่อยจังเลย อืม อาหารก็อร่อย” [2: ดอกไป่เหอ คือ ดอกลิลลี่ ]
“เช่นนั้นเจ้าก็กินมากๆ หน่อย” มั่วชิงเฉินนับวันยิ่งชอบนางหนูน้อยใสซื่อบริสุทธิ์คนนี้มากขึ้นทุกที
“มั่วหร่านอีกล่าวอย่างเย็นชาว่า “สุราไม่เลว ส่วนอาหารก็อย่างนั้นแหละ”
มั่วอวี้ฉีเห็นพ้องว่า “อืม พี่สิบพูดถูก หึๆ แล้วยังนมแช่เย็นอะไรนั่นอีก ไม่เห็นมีใครแตะเลย”
มั่วชิงเฉินกัดฟัน โบราณว่ากินของคนอื่นแล้วพูดไม่ออก ทว่ามั่วอวี้ฉีผู้นี้ เห็นชัดว่าเป็นงูเห่าเลี้ยงไม่เชื่อง นางยื่นมือหยิบจานแบ่งกระเบื้องขาวใบเล็กที่อยู่ข้างชามแก้ววางกระจายออกมาทันทีแล้วหยิบมีดที่เตรียมไว้อยู่ก่อนแล้วหั่นนมแช่เย็น
“นี่คืออะไรน่ะ เจ้าสิบหก” มั่วแปดน้อยมองดูของกินในชามแก้ว รู้สึกว่าช่างน่าเย้ายวนนัก แต่กลับดูไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่
มั่วอวี้ฉีได้ที รีบหัวเราะว่า “นี่คือนมแช่เย็นอะไรที่เจ้าสิบหกทำ ทำจากนมวัว ไม่มีใครกล้ากินเลยนะ”
มั่วชิงเฉินไม่สนใจนาง ไม่นานก็แบ่งนมแช่เย็นใส่จานแบ่งกระเบื้องขาวใบเล็กจานละชิ้น ดันไปไว้หน้าทุกคน “ลองชิมดู”
ทุกคนมองนมแช่เย็นตรงหน้า ในช่วงเวลาหนึ่งไม่มีใครคิดจะลงมือก่อน
มั่วชิงเฉินก็ไม่ฝืนใจ เพียงแต่หยิบชามแก้วใบเล็กออกมาอีกหนึ่งใบตักนมแช่เย็นใส่จนเต็มแล้วเรียก “พี่อวิ๋นจือ เอากล่องอาหารมาให้ข้าสักสองใบ” พูดพลางหยิบชามเล็กออกมาอีกหนึ่งใบแล้วตักใส่ต่อ
อวิ๋นจือมาตามเสียงเรียก พร้อมกล่องอาหารไม่ใหญ่นักมาสองใบ
มั่วชิงเฉินเอาชามเล็กที่ใส่นมแช่เย็นใส่ไว้ในกล่องอาหารแต่ละใบ แล้วใส่ขวดสุราลงไปกล่องละขวด จากนั้นส่งลูกท้อที่นางเด็ดสองตะกร้าให้อวิ๋นจือ พูดเสียงเบาว่า “พี่อวิ๋นจือ พี่บอกว่าพี่เก้าชอบลูกท้อในลานบ้านท่านปู่มิใช่หรือ รบกวนพี่เอาไปให้นางตอนนี้ ส่วนอีกชุดหนึ่ง ก็เอาไปให้พี่เจ็ดเถอะนะ”
อวิ๋นจือชะงัก มองดูทุกคนปราดหนึ่ง เห็นมั่วชิงเฉินสีหน้าสงบดี จึงรีบย่อตัวว่า “เจ้าค่ะ” พูดก็จบหิ้วกล่องอาหารกับตะกร้าเดินจากไป
“ว้าย เจ้าสิบหกรู้จักปฏิบัติตัวจริงๆ ไม่ได้เชิญพี่เก้ามา นี่เลยรีบกุลีกุจอส่งของไปให้” มั่วอวี้ฉีลากเสียงเสียยาว
มั่วหร่านอีก็หน้าบึ้งเหมือนกัน นางทะนงตัวมาตลอด พูดถึงพรสวรรค์ นางมีรากวิญญาณคู่ชั้นยอด พูดถึงรูปโฉม ในตระกูลมั่วรุ่นที่สามไม่มีใครเกินนาง แต่เหตุใดตระกูลมั่วยังต้องมีมั่วเฟยเยียนมาคนหนึ่ง อายุเท่านางแต่กลับมีรากวิญญาณฟ้าที่แม้ในหมื่นคนก็ยังหาไม่ได้สักคนเดียว ทำให้นางสีหมองหม่นในพริบตา และที่ทำให้นางยิ่งไม่พอใจก็คือ จู่ๆ ก็มีมั่วชิงเฉินโผล่มาอีกคน แม้พรสวรรค์ธรรมดาแต่รูปโฉมกลับกดนางสามส่วน สิ่งนี้อัดอั้นอยู่ในใจนางไม่ว่าทำอย่างไรก็ไม่สบายใจ
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรหญิงแล้ว พรสวรรค์และรูปโฉมเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญจริงๆ
พูดได้ว่ามั่วหร่านอีไม่ชอบมั่วเฟยเยียนและมั่วชิงเฉินจากจิตใต้สำนึก เพียงแต่มั่วเฟยเยียนพรสวรรค์ดีกว่านาง ความสามารถสูงกว่านางจึงได้แต่ทน แต่มั่วชิงเฉินกลับไม่เหมือนกัน สำหรับนางที่ไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิง จึงกลายเป็นเป้าหมายให้มั่วหร่านอีหาเรื่องอย่างชัดเจน
ส่วนที่มั่วชิงเฉินยังส่งให้มั่วเจ็ดน้อยชุดหนึ่งย่อมถูกนางที่กำลังถูกไฟโมโหสุมทรวงนั้นมองข้ามไป
จู่ๆ มั่วหร่านอียืนขึ้น โยนจอกแก้วใส่พื้นจนแหลกละเอียด ใบหน้างดงามแฝงด้วยความโกรธว่า “เจ้าสิบหก มั่วเฟยเยียนดูเหมือนจะไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกับเจ้านะ เจ้าทำเช่นนี้ หรือว่าไม่เห็นพวกเราในสายตา รู้สึกว่าพวกเราเทียบนางไม่ได้”
มั่วอวี้ฉีเห็นคำพูดตนหนึ่งประโยคกระตุ้นความโกรธของมั่วหร่านอีสำเร็จ ก็อดเม้มปากยิ้มไม่ได้
มั่วชิงเฉินเหล่จอกแก้วที่แตกละเอียดบนพื้นทีหนึ่ง คิดในใจว่าน่าเสียดายสุราในจอกจังเลย เจ้าไม่ดื่มก็วางไว้สิ จะโยนทำไม!