พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 032 ตอนที่ 32
ตอนที่ 32 ตาสดใสมองรอบด้าน
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา มั่วชิงเฉินก็ไม่ได้ยินผู้อื่นพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับท่านอาสิบสามอีก นางนอกจากกลางวันบำเพ็ญเพียรที่โถงเฉาหยาง เวลาว่างจากนั้นล้วนทุ่มเทให้กับการฝึกฝนเข็มกล้วยไม้ปัดจุด
วันนี้ มั่วชิงเฉินเก็บมือกลับมา มองดูวั่งชวน แล้วก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวกดกลไกบนตัวมันทีหนึ่ง
“วั่งชวน ขยับตัว” มั่วชิงเฉินเอ่ย
จากนั้นก็เห็นวั่งชวนเริ่มเดินไปมาทั่วห้องราวกับคนจริงๆ
ต่อให้หลายวันมานี้เคยชินจนเป็นปกติกับการที่วั่งชวนไม่ใส่เสื้อผ้าใดๆ แต่เมื่อเห็นมันขยับตัวขึ้นมา มั่วชิงเฉินยังคงอดหน้าร้อนเผ่าไม่ได้
เข็มกล้วยไม้ปัดจุดเป็นวิชานิ้ว มั่วชิงเฉินเข้าใจส่วนใหญ่แล้ว เพียงแต่ยังไม่คล่องอยู่บ้าง ส่วนตำแหน่งของทางเดินชีพจร มั่วชิงเฉินท่องจนขึ้นใจหมดแล้ว
บัดนี้เห็นวั่งชวนขยับตัวขึ้นมา มั่วชิงเฉินตะโกนทันทีว่า “จุดจวี้เชวีย[footnoteRef:1]!” [1: จุดจวี้เชวีย ตำแหน่งอยู่บริเวณท้อง บนแนวเส้นกึ่งกลางลำตัว เหนือสะดือ 6 นิ้ว]
จากนั้นขยับตัวก็เห็นมั่วชิงเฉินขยับนิ้วมือดุจกล้วยไม้ ตะโกนอีกว่า “จุดสุ่ยเฟิ่น[footnoteRef:2]!” [2: จุดสุ่ยเฟิ่น ตำแหน่งอยู่บริเวณท้อง บนแนวเส้นกึ่งกลางลำตัว เหนือสะดือ 1 นิ้ว]
“ขอโทษด้วย สกัดผิดแล้ว” มั่วชิงเฉินแลบลิ้นพูดกับวั่งชวน
แม้นางรู้ว่าวั่งชวนเป็นเพียงหุ่นเชิดตัวหนึ่ง ไม่มีความรู้สึกใดๆ แต่ต่อหน้ามันที่สมจริงเหมือนมีชีวิต ยังคงอดเห็นมันเป็นคนจริงๆ พูดเองเออเองกับมันเวลาฝึกวิชาไม่ได้
ฝึกอยู่หนึ่งชั่วยามเต็มๆ มั่วชิงเฉินถึงได้กดกลไกเปลี่ยนวั่งชวนกลับเป็นตุ๊กตุ่นตัวเท่าฝ่ามือ
“วั่งชวนเอ๊ย เจ้าทนอีกสักหน่อยนะ รอข้าเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณขั้นหนึ่งก็ใช้ถุงเก็บวัตถุได้ จะได้เปลี่ยนบ้านใหม่ให้เจ้านะ” มั่วชิงเฉินตบวั่งชวนเบาๆ จากนั้นเก็บมันเข้าลิ้นชักข้างเตียงนอน และล้วงขวดน้ำเต้าสุราออกมาดื่มสองอึกด้วยความเคยชินอีก ถึงสะลึมสะลือหลับไป
ทุกวันล้วนฝึกฝนอย่างมีระเบียบ เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว
มั่วชิงเฉินยังคงไม่อาจดึงลมปราณเข้าร่างได้ แต่เข็มกล้วยไม้ปัดจุดที่ฝึกไม่เว้นแม้แต่วันเดียวกลับค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว บัดนี้นางสามารถสกัดจุดวั่งชวนได้อย่างแม่นยำขณะเขาวิ่งอยู่ ที่ยังขาดอยู่บ้างก็เหลือแต่ความเร็วและความแรง เพียงแต่ข้อนี้เป็นข้อจำกัดทางร่างกาย ชั่วขณะนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะพัฒนาขึ้นได้
วันนี้เมื่อนางรู้ตัวว่าทำได้ถึงขั้นชี้ไหนสกัดนั่น มั่วชิงเฉินตัดสินใจเริ่มฝึกวิชาสกัดจุดในห้องมืด มีเพียงทำได้ร้อยทั้งร้อยในห้องมืด วิชาแขนงนี้จึงนับว่าประสบความสำเร็จเล็กน้อย
คิดจะฝึกสกัดจุดในห้องมืด ก่อนอื่นต้องฝึกสายตา ทุกวันเลิกเรียนกลับมาถึงสวนหย่างอี๋หลังจากกินข้าว มั่วชิงเฉินก็จะกลับเข้าห้อง ไม่จุดตะเกียงเขาขาวอีกต่อไป แต่ฉวยโอกาสที่ยังมีแสงอาทิตย์หลงเหลืออยู่เล็กน้อย เวลาที่ในห้องสลัวเริ่มฝึกเข็มกล้วยไม้ปัดจุด อย่างช้าๆ แสงในห้องยิ่งนานยิ่งมืด จนกระทั่งถึงกลางดึกเงียบสงัดในห้องมีแต่ความมืดมิด มั่วชิงเฉินถึงหยุดฝึกพักผ่อนนอนหลับ
เป็นเช่นนี้วันแล้ววันเล่า มั่วชิงเฉินพบว่านางค่อยๆ มองเห็นในความมืดได้แล้ว แน่นอนอาจมองเห็นไม่ชัดเจนเหมือนตอนกลางวัน เพียงแต่สามารถเห็นรูปร่างโดยประมาณของสิ่งของในความมืดเท่านั้น
หลังจากนั้น นางเริ่มตื่นเช้ากว่าปกติครึ่งชั่วยาม ไปสวนดอกไม้ที่เงียบสงบแห่งหนึ่งใกล้ๆ สวนหย่างอี๋ ลืมตาต่อหน้าพระอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า เริ่มหมุนลูกตาไปซ้ายขวาบนล่างอย่างละเจ็ดสิบสองที จากนั้นหลับตาพักชั่วครู่ ทำตามลำดับหมุนเวียนอีกครั้ง หลังจากฝึกครบหนึ่งชั่วยามถึงกลับสวนหย่างอี๋กินอาหารเช้าค่อยไปโถงเฉาหยางบำเพ็ญเพียร
พริบตาเดียวก็เข้าสู่ฤดูหนาว ห่างจากการประลองย่อยปลายปีไม่ถึงหนึ่งเดือนแล้ว มั่วชิงเฉินฝึกสายตาได้สองเดือนกว่าแล้ว นางเองยังไม่รู้สึกเช่นไรแต่คนรอบข้างกลับค่อยๆ รู้สึกถึงความแตกต่าง
วันนี้ ใบหน้าวงรีเล็กเท่าฝ่ามือของมั่วหนิงโหรวยิ่งเข้ายิ่งใกล้มั่วชิงเฉิน จ้องนางตาไม่กะพริบ
“พี่สิบสี่ ดูอะไรน่ะ” มั่วชิงเฉินถามด้วยความสงสัย
มั่วหนิงโหรวกลับไปนั่งที่ใหม่ เม้มริมผีปากว่า “ชิงเฉิน ข้ารู้สึกว่าเจ้าเหมือนมีอะไรต่างออกไปน่ะ”
“ไม่ใช่กระมัง” มั่วชิงเฉินกะพริบตางุนงง หรือว่าอ้วนขึ้นอีกแล้ว ตั้งแต่มาอยู่จวนมั่วอาหารการกินดีเช่นนี้ นางยิ่งโตยิ่งสวย ไม่หน้าเหลืองตัวผอมเหมือนตอนที่เพิ่งมาอีกแล้ว
เห็นมั่วชิงเฉินกะพริบตา มั่วหนิงโหรวตาเป็นประกาย เอ่ยว่า “ว้าย ข้ารู้แล้ว ชิงเฉิน เจ้าสังเกตหรือไม่ ดวงตาของเจ้าเหมือนยิ่งนานยิ่งใสเป็นประกายขึ้น! อืม...ดูดีมากเลย ราวกับมีดวงดาวมากมายวิ่งเข้าไปอยู่ในนั้นเลยล่ะ”
มั่วชิงเฉินพูดไม่ออก นี่บรรยายสิ่งใดกัน กำลังชมว่าตนสวยใช่หรือไม่ เหตุใดนางจึงรู้สึกเหมือนกำลังพูดว่าตนราวกับปีศาจอย่างไรอย่างนั้นเลย
มั่วอวี้ฉีได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมา สายตาดุจมีดบินตรงมาที่หน้า แสยะปากว่า “ปีศาจจิ้งจอก!”
มั่วหร่านอีที่ทะนงในความสวยของตนมาตลอด ต่อให้ปกติไม่คอยหาเรื่องมั่วชิงเฉินโดยไร้สาเหตุเหมือนมั่วอวี้ฉี เพียงเพราะนางคิดว่าการทำเช่นนั้นเป็นการลดตัวให้ต่ำลง แต่เมื่อได้ยินน้องสาวแท้ๆ ชื่นชมมั่วชิงเฉินเช่นนี้ ในใจจึงไม่พอใจอย่างมาก มองมาทางนี้ปราดหนึ่ง ส่งเสียง หึ อย่างไม่พอใจ
“จุ๊ๆ น้องสิบหก เจ้าต้องสู้เพื่อพี่นะ รีบๆ เติบใหญ่!” จู่ๆ มั่วแปดน้อยพูดแทรกขึ้น
มั่วชิงเฉินชินกับคำพูดบ้าๆ บอๆ ของมั่วแปดน้อยนานแล้ว พอได้ยินก็ไม่ได้พูดอะไร กลับเป็นหู่โถวที่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “พี่แปด เพราะเหตุใดหรือ?”
“ไม่ใช่พูดกันว่าในเมืองลั่วหยางนี้แม่นางตระกูลเฉินสวยที่สุดหรือไร เจ้าบ้าเฉินหมิงนั่นวันๆ เอาแต่อวดเบ่งใส่ข้า หึ! ดังนั้นน้องสิบหก เจ้าต้องรีบๆ เติบใหญ่แล้วเอาคืนให้พี่” มั่วแปดน้อยพูด จากนั้นเห็นหู่โถวท่าทางงุนงง จึงพูดด้วยท่าทางเหงาหงอยว่า “ช่างเถอะ พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ”
แล้วก็ได้ยินมั่วหร่านอียิ้มเยาะว่า “พี่แปด ท่านขลุกอยู่กับสหายเสเพลพวกนั้นให้น้อยหน่อย ตั้งใจบำเพ็ญเพียรจะดีกว่า! เฉินเจียวแห่งตระกูลเฉินเกิดมาสวยแล้วอย่างไรล่ะ มิใช่ถูกผู้อาวุโสระดับสร้างรากฐานแห่งสำนักลั่วสยาท่านหนึ่งขอไปเป็นภาชนะหลอม[footnoteRef:3]ตั้งนานแล้วหรอกหรือ!” [3: ภาชนะหลอม ในที่นี้หมายถึง คำเรียกผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่ตบะไม่แก่กล้าและถูกใช้ในการบำเพ็ญเพียรคู่แบบหนึ่ง ผู้บำเพ็ญเพียรชายมีพลังเป็นหยาง ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงเป็นหยิน ผู้บำเพ็ญเพียรชายจะใช้พลังหยินของผู้บำเพ็ญเพียรหญิงมาเสริมพลังหยางของตน ผลที่ได้คือตบะของผู้บำเพ็ญหญิงจะถดถอยส่วนตบะของผู้บำเพ็ญเพียรชายรุดหน้า ถ้าในปัจจุบันก็เปรียบผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกใช้เป็นภาชนะหลอมเหมือนทาสนั่นเอง]
พูดถึงตรงนี้มั่วหร่านอีจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม เหล่มั่วชิงเฉินปราดหนึ่งว่า “ดังนั้นมีแต่ความสวยไม่มีความสามารถ ยังไม่สู้เป็นผู้หญิงธรรมดาเสียดีกว่า!”
มั่วแปดน้อยคลำจมูกอย่างขุ่นเคืองว่า “น้องสิบ เจ้าโมโหอันใด พี่ก็พูดไปอย่างนั้นเอง”
มั่วหร่านอีส่งเสียง หึ ด้วยความไม่พอใจทีหนึ่งแล้วหลับตาเริ่มบำเพ็ญเพียรขึ้นมา
มั่วชิงเฉินส่ายศีรษะอย่างช่วยไม่ได้ นี่มันภัยตกจากฟ้าชัดๆ ตนเองนั่งเรียบร้อยเตรียมบำเพ็ญเพียรอยู่ดีๆ เพราะคำพูดประโยคเดียวของมั่วหนิงโหรว สองคนนั้นก็พูดจากระแนะกระแหนตนอีกแล้ว พูดไปพูดมาก็เพราะไม่มีความสามารถนั่นแหละ หากว่า...หากว่าตนสามารถมีตบะเท่ามั่วเฟยเยียน พวกเขาจะกล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร!”
มั่วชิงเฉินไม่ยอมเสียเวลากับการยั่วยุประเภทนี้อีกแล้ว นางรีบปรับอารมณ์ของตนอย่างรวดเร็วหลับตาเริ่มบำเพ็ญเพียรขึ้นมา
บางทีนางก็คิด นี่ก็คือจุดประสงค์ที่ในตระกูลนำเด็กๆ มาบำเพ็ญเพียรร่วมกันใช่หรือไม่ นานวันเข้าก็จะต้านทานการรบกวนใดๆ ได้
กลางศาลาคลายร้อน หัวหน้าตระกูลมั่วต้าซานใส่ชุดดำปักลายซ่อนมังการสีทอง เมื่อเทียบกับหิมะขาวโพลนรอบตัวกลับราวกับปกคลุมด้วยกลิ่นอายเซียน
“น้องห้า นางหนูชิงเฉิน จนบัดนี้ยังไม่เข้าสู้ระดับหลอมลมปราณขั้นที่หนึ่งอีกหรือ?” มั่วต้าซานมองมั่วต้าเหนียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะหิน
มั่วต้าเหนียนหนวดกระดิก ยกคิ้วขึ้นว่า “ทำไม รังเกียจที่หลานสาวข้าบำเพ็ญเพียรช้าเช่นนั้นหรือ พี่สาม นี่ไม่ใช่เพราะท่านหรอกหรือ!” เขาพูดพลางทำตาเหลือกอย่างแรงทีหนึ่ง
มั่วต้าซานหัวเราะอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นเปลี่ยนหัวข้อสนทนาว่า “ตระกูลฮวาส่งคนมาบอก การประลองย่อยปลายปี จะพาคนสองสามคนมาชมการประลอง”