พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 031 ตอนที่ 31
ตอนที่ 31 พันปีโปรดวั่งชวน
มั่วชิงเฉินเบิกตากว้าง “ทะ ท่านปู่ ท่านทายได้แล้วหรือเจ้าคะ”
มั่วต้าเหนียนลูบหนวดอย่างได้ใจว่า “ตาเฒ่าอย่างข้ากินเกลือมากกว่าเจ้ากินข้าวเสียอีก ความในใจเจ้าแค่นั้นจะปิดปู่ได้อย่างไรกัน”
“เจ้าค่ะๆ ท่านปู่ร้ายกาจที่สุดเลย” มั่วชิงเฉินเออออตาม ค้นพบว่าหลังจากตนตัวเล็กลงแล้ววิชาประจบประแจงกลับรุดหน้าขึ้น
มั่วต้าเหนียนเห็นมั่วชิงเฉินได้หุ่นเชิดแล้วท่าทางดีอกดีใจกลับพูดอย่างเคร่งครัดว่า “นางหนู ปู่จะบอกให้นะ วิชาสกัดจุดของเจ้านี่ต่อให้ฝึกสำเร็จแล้ว ต่อไปประโยชน์ใช้สอยก็ไม่มากนะ”
“หา?” มั่วชิงเฉินถาม
“เจ้ายังดึงลมปราณเข้าร่างไม่ได้ ยังสัมผัสไม่ได้ถึงความแตกต่างของผู้บำเพ็ญเพียรและคนสามัญ ผู้บำเพ็ญเพียรที่ก้าวเข้าประตูเซียนแล้ว เลือดลมไหลเวียนสะดวก หลังจากเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณระยะกลางแล้ว วรยุทธ์ของโลกฆารวาสก็จะทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ยกตัวอย่างเช่นเจ้าสกัดจุด แม้สกัดได้ถูกจุด แต่ด้วยแรงเช่นนั้นจะไม่ส่งผลใดๆ กับเขาเลย” มั่วต้าเหนียนมองมั่วชิงเฉินพลางพูดเนิบๆ
“ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง” มั่วชิงเฉินถอนใจ แอบคิดว่าตราบใดที่ตนยังไม่เข้าสู่ระดับหลอมลมปราณขั้นที่หนึ่งก็สัมผัสไม่ได้ถึงความแตกต่างของแก่นแท้ระหว่างเซียนและฆารวาส
“นางหนู เจ้ายังคิดจะฝึกต่อไปหรือไม่” มั่วต้าเหนียนถาม
“ท่านปู่ ถ้าเช่นนั้นคนที่อยู่ระดับหลอมลมปราณระยะต้นล่ะเจ้าคะ” มั่วชิงเฉินถาม
มั่วต้าเหนียนพยักหน้า “คนที่อยู่ระดับหลอมลมปราณระยะต้น แม้ใช้กับพวกเขาจะไม่ได้ผลดีเท่าใช้กับคนสามัญ แต่จะมากจะน้อยก็ได้ผลบ้าง”
มั่วชิงเฉินดวงตาเป็นประกาย “ท่านปู่ ถ้าพูดเช่นนี้ ตบะยิ่งต่ำก็จะยิ่งได้ผลใช่หรือไม่” แอบคิดในใจ หากเป็นเช่นนี้ก็คุ้มค่าแล้ว
มั่วต้าเหนียนยิ้มว่า “ถูกต้อง ทว่านางหนู เจ้าก็ไม่ต้องท้อใจ หากเจ้าฝึกสกัดจุดอย่างไรเสียก็ยังมีข้อดีอยู่ข้อหนึ่ง เจ้านึกออกหรือไม่”
มั่วชิงเฉินส่ายศีรษะ หลังจากนั้นราวกับนึกอะไรขึ้นได้ หลุดปากว่า “ท่านปู่ ต่อไปหากข้าใช้ปราณวิญญาณในการสกัดจุดก็จะมีผลต่อผู้บำเพ็ญเพียรใช่หรือไม่เจ้าคะ”
มั่วต้าเหนียนชะงัก จากนั้นยิ้มอย่างพอใจ “นางหนู เจ้าพูดถูกแล้ว ข้อนี้ปู่ยังคิดไม่ถึงเลย ยังมีข้อดีอีกข้อหนึ่ง เจ้ารู้หรือไม่ไม่ว่าจะเป็นการหลอมโอสถ หลอมอาวุธ สร้างค่ายกล หรือแม้แต่เสกคาถา ล้วนต้องการเคล็ดวิชาต่างๆ กัน”
มั่วชิงเฉินส่ายศีรษะ ตอนนั้นมั่วสิบสี่เคยบอกนางแล้วแต่ไม่ได้บอกละเอียดเช่นนี้
มั่วต้าเหนียนพูดต่อว่า “เจ้าฝึกสกัดจุด แม้ปู่ไม่รู้ว่าเจ้าเลือกวิชาสกัดจุดของสำนักไหน แต่อย่างไรก็ต้องฝึกวิชานิ้วแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กลับจะให้ประโยชน์ต่อเจ้าไม่น้อยในการเสกเคล็ดวิชาต่างๆ ในภายภาคหน้า”
ที่แท้ยังมีเรื่องดีเช่นนี้ มั่วชิงเฉินอดดีใจไม่ได้ เดิมทีนางตัดสินใจแล้วต่อให้ไม่ค่อยมีประโยชน์แต่เพื่อการประลองย่อยปลายปีไม่ถึงกับแพ้ไม่เป็นรูปก็จะตั้งใจฝึกฝน ไม่คิดว่าที่แท้ยังมีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรอีกด้วย นี่กลับเป็นเรื่องดีที่เหนือความคาดหมายเสียแล้ว
“นางหนู เจ้าจำไว้ ในโลกนี้ ไม่มีความพยายามที่เสียเปล่า มันจะให้ผลตอบแทนแก่เจ้าในสักเวลาหนึ่งเสมอ เอาล่ะ ดึกมากแล้ว รีบไปพักผ่อนเถอะ” มั่วต้าเหนียนลูบศีรษะมั่วชิงเฉินเบาๆ
มั่วชิงเฉินพยักหน้าอย่างใช้ความคิด นำหุ่นเชิดที่มั่วต้าเหนียนมอบให้กลับเข้าห้องไป
เมื่อถึงห้องมั่วชิงเฉินหยิบหุ่นเชิดขนาดเท่าฝ่ามือดูซ้ายทีดูขวาทีอย่างตื่นเต้น จากนั้นกดลงบนหัวหุ่นเชิดและโยนมันใส่พื้นเหมือนที่มั่วต้าเหนียนทำ
แหงนหน้ามองดูหุ่นเชิดผู้ชายที่เหมือนกับคนจริงๆ มั่วชิงเฉินยื่นมือขาวเนียนเล็กๆ ออกมา ลูบขาของหุ่นเชิดจากนั้นถอนใจว่า “เหตุใดไม่เป็นเด็กผู้หญิงนะ”
“เอ่อ จะอย่างไรก็เถอะ ข้าตั้งชื่อให้เจ้าก่อนดีกว่า อืม...ชื่อวั่งชวนดีไหม?” มั่วชิงเฉินมัวแต่พูดกับหุ่นเชิด แน่นอนหุ่นเชิดตัวนั้นเนื่องจากไม่ได้กดถูกกลไกจึงยืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ไม่ขยับ
มั่วชิงเฉินจำคำพูดของมั่วต้าเหนียนได้อย่างแม่นยำ หากหุ่นเชิดขยับจะต้องสิ้นเปลืองแก่นผลึกแก้ว นางหมุนรอบตัวหุ่นเชิดรอบหนึ่ง จากนั้นไปถึงหน้าเตียงหยิบเคล็ดวิชาออกมาอีก จ้องเสื้อผ้าของหุ่นเชิดวั่งชวนอยู่นาน จึงพูดเสียงเบาว่า “วั่งชวนเอ๊ย ต้องขอโทษด้วยนะ ข้าขอถอดเสื้อผ้าเจ้าก่อนนะ”
พูดจบมั่วชิงเฉินมองดูรอบๆ อย่างไม่รู้ตัว แอบคิดว่าโชคดีที่ตนอยู่คนเดียว มิเช่นนั้นให้ผู้อื่นเห็นตนจะถอดแม้แต่เสื้อผ้าของหุ่นเชิด ได้ไม่มีหน้าพบผู้คนแน่
มั่วชิงเฉินยื่นมือแตะเสื้อผ้าของวั่งชวน ปลายนิ้วกลับสั่นเทาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ อย่างไรเสียภายในตัวนางก็เป็นหญิงสาววัยผู้ใหญ่แล้ว ส่วนวั่งชวนตรงหน้า แม้ขยับเขยื้อนไม่ได้ แต่ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับผู้ชายจริงๆ แม้กระทั่งเส้นขนบนมือก็เห็นได้อย่างชัดเจน
มั่วชิงเฉินกัดฟัน หากแม้แต่อุปสรรคทางใจแค่นี้ตนก็เอาชนะไม่ได้ละก็ ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องเพ้อฝันถึงหนทางแห่งอายุยืนยาวแล้วล่ะ!
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว มั่วชิงเฉินก็ดึงเสื้อผ้าของหุ่นเชิดวั่งชวนออกมา พริบตาเดียว หุ่นเชิดที่เดิมใส่เสื้อตัวยาวสีเขียวก็กลายเป็นผู้ชายร่างเปลือยเปล่า
มั่วชิงเฉินมองฟ้าไร้คำพูด น้ำตานองหน้าว่า “ต้องเป็นตากุ้งยิงแน่เลย มารดาเจ้าสิ นี่มันฝีมือของนักเชิดหุ่นคนใดกัน แค่หุ่นเชิดตัวหนึ่งจำเป็นต้องทำตรงนั้นให้สมจริงปานนั้นไหม!”
มั่วชิงเฉินขยี้ใบหน้าร้อนผ่าว ล้วงขวดน้ำเต้าสุราออกมาดื่มไปหนึ่งอึกใหญ่ สุราทำให้ใจกล้า ถึงได้ใช้ความกล้าเทียบกับเคล็ดวิชาแล้วหยิบพู่กันด้ามหนึ่งวาดจุดชีพจรลงบนตัวหุ่นเชิดวั่งชวน
“จุดจงจี๋[footnoteRef:1]ท้องน้อย...” มั่วชิงเฉินมองตรงนั้นหน้าหูแดงเถือก สุดท้ายใช้ความกล้า ใช้พู่กันทำเครื่องหมายตรงนั้นอย่างละเอียด [1: จุดจงจี๋ ตำแหน่งอยู่บริเวณท้องน้อย บนแนวเส้นกึ่งกลางลำตัว ใต้สะดือ 4 นิ้ว]
“เฮ่อ ในที่สุดก็วาดเสร็จแล้ว!” ก็ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใดกันแน่ มั่วชิงเฉินโยนพู่กันทิ้งถอนใจออกเฮือกหนึ่ง
รอตากรอยหมึกจนแห้ง มั่วชิงเฉินยังอุตส่าห์ออกแรงใส่เสื้อผ้ากลับคืนให้วั่งชวนอีก ไม่มีกะจิตกะใจฝึกอีกแล้ว นางเปลี่ยนวั่งชวนให้กลับเล็กลงเท่าฝ่ามือแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง
มองดูหุ่นเล็กๆ ที่สูงไม่กี่นิ้วที่หัวเตียง มั่วชิงเฉินไม่กล้าเชื่อจริงๆ ว่าตนเพิ่งใช้พู่กันวาดเขาเสียทั่วร่างไปหมด แอบคิดว่าโชคดีที่ไม่มีคนเห็น มิเช่นนั้นจะหาว่าตนเป็นคนลามกได้น่ะ
มั่วชิงเฉินดื่มสุราไปสองอึกตามความเคยชินแล้วพูดเองเออเองว่า “ในที่สุดก็เรียบร้อยเสียที พรุ่งนี้กลับมาก็เริ่มฝึกได้แล้ว แปลกจริง เหตุใดจึงดึงลมปราณเข้าร่างไม่ได้เสียทีนะ...”
วันต่อมา ยังคงไปบำเพ็ญเพียรที่โถงเฉาหยางเช่นเคย ยังคงไม่มีวี่แววว่าจะดึงลมปราณเข้าร่างได้ มั่วชิงเฉินได้เปลี่ยนจากความร้อนรนแต่แรกเริ่มเป็นความชาชินในปัจจุบัน วันนี้มั่วอวี้ฉีก็มาบำเพ็ญเพียรแล้ว และเริ่มเยาะเย้ยถากถางนางตามที่คิดไว้ มั่วชิงเฉินตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะโต้แย้งกับนางให้น้อย ขอเพียงรอถึงการประลองย่อยปลายปี ดูสิใครจะตายก่อนกัน
“หู่โถว เมื่อวาน เจ้าได้ยินบ้างหรือไม่ว่าท่านอาสิบสามเป็นเช่นไรบ้างแล้ว” ระหว่างทางกลับบ้านมั่วชิงเฉินถาม
หู่โถวส่ายศีรษะใหญ่ว่า “ไม่รู้สิ ข้าถามบิดาแล้ว บิดาบอกว่าเป็นเด็กเป็นเล็กอย่าถามมาก ชิงเฉิน เพราะเหตุใดท่านอาสิบสามไม่ชอบพี่เชียนซู่ล่ะ พี่เชียนซู่เป็นคนดีมากๆ เลย”
มั่วชิงเฉินไม่รู้จริงๆ ว่าควรอธิบายเรื่องระหว่างชายหญิงให้เด็กน้อยอายุห้าขวบผู้เต็มไปด้วยความสงสัยเช่นไรดี จึงได้แต่รับมือว่า “ข้าก็ไม่รู้ น่าจะเป็นเพราะท่านอาสิบสามไม่เคยพบพี่เชียนซู่น่ะ หู่โถว เวลานั้นที่เจ้ายังไม่เคยพบข้า เจ้าจะชอบข้าหรือไม่”
หู่โถวเอียงศีรษะลองคิดดูแล้วยิ้มว่า “เช่นนี้นี่เอง ข้าเข้าใจแล้ว!”