พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 039 ตอนที่ 39
ตอนที่ 39 เข็มกล้วยไม้ปัดจุด
มั่วชิงเฉินเห็นท่าทางได้ใจของมั่วอวี้ฉี มุมปากพลันกระดกเล็กน้อย คือโชคไม่ใช่เคราะห์ สิ่งที่ควรมาอย่างไรก็ต้องมา
ต่อมาคือเจ้าสิบสอง เจ้าสิบสาม มั่วหนิงโหรวและหู่โถวต่างอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นหนึ่ง การประลองของเด็กน้อยสี่คนไม่มีอะไรน่าดูนัก หู่โถวแม้อายุน้อยที่สุดแต่กลับได้ที่หนึ่งอย่างสบาย เจ้าสิบสามได้ที่สอง เจ้าสิบสองได้ที่สาม มั่วหนิงโหรวรั้งท้าย เพียงแต่มั่วหนิงโหรวนิสัยไม่ชอบออกหน้าออกตาแต่กำเนิด แม้ได้ที่สุดท้ายกลับไม่มีสีหน้าไม่พอใจแต่อย่างใด
บัดนี้การประลองได้ผ่านไประยะหนึ่ง เท่ากับแบ่งเป็นสามระดับขั้น ระดับขั้นที่หนึ่งคือมั่วเจ็ดน้อยและมั่วหร่านอี ระดับขั้นที่สองคือมั่วแปดน้อยและมั่วอวี้ฉี ระดับขั้นที่สามก็คือพวกหู่โถวสี่คน
คนที่ประลองเสร็จแล้วได้ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของตำหนักใหญ่แล้ว เหลือมั่วชิงเฉินคนเดียวยืนอย่างโดดเดี่ยวอยู่ที่นั่น
มั่วชิงเฉินรู้สึกเพียงว่าสายตาผู้คนในตำหนักใหญ่ต่างมองมาที่นาง มีอยากรู้อยากเห็น มีดูถูก มีสงสาร มีไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย ในพริบตานั้นเอง มั่วชิงเฉินค้นพบว่าไม่นึกเลยว่าตาของคนสามารถแสดงออกได้มากมายเพียงนั้น
ชายชุดเขียวมองดูมั่วชิงเฉิน ลังเลเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อทุกคนของโถงเฉาหยางที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งว่า “บัดนี้เข้าสู่การท้าประลองได้ กฎกติกาเดิม เจ้าสิบสอง พวกเจ้าสี่คนสามารถท้าประลองได้เฉพาะพวกเจ้าแปดสองคน ไม่สามารถท้าประลองข้ามขั้นได้ เจ้าแปด พวกเจ้าสามารถท้าประลองพวกเจ้าเจ็ดสองคนได้ กำหนดเวลาหนึ่งก้านธูป หากไม่มีผู้ท้าประลอง ลำดับการประลองย่อยปลายปีในครั้งนี้ก็ถือตามนี้แล้ว”
มั่วชิงเฉินกัดริมฝีปาก อย่าบอกนะว่าตนถูกมองข้ามไปอย่างโจ๋งครึ่มแล้ว หรือว่าตนสามารถท้าประลองในระดับขั้นของพวกหู่โถวได้ มิเช่นนั้นก็คือยอมรับฐานะที่โหล่ของตนเอง
ความจริงการแบ่งขั้นประลองก่อนหน้านี้ก็ชัดเจนมากอยู่แล้ว ดังนั้นบัดนี้ถึงขั้นตอนการท้าประลองจึงไม่มีคนเคลื่อนไหวเลย เวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป ถึงเห็นหู่โถวก้าวขาสั้นๆ ออกมาว่า “สิบห้าขอท่านพี่สิบเอ็ดชี้แนะด้วย!”
มั่วอวี้ฉีหน้าดำทันที พลางเดินสู่กลางลานประลองพลางพูดว่า “หู่โถว เจ้าคิดดีแล้วนะ อีกสักครู่ทำเจ้าเจ็บตัวเจ้าอย่าร้องไห้ก็แล้วกัน!”
หู่โถวโยกศีรษะใหญ่โตว่า “ข้าไม่มีทางร้องไห้หรอกน่ะ”
แม้หู่โถวอายุยังน้อย แต่ก็มีแผน แอบคิดว่าหากตนสามารถทำให้มั่วอวี้ฉีพ่ายแพ้ได้ อีกสักครู่ถึงขั้นตอนชี้แนะ นางก็ไม่มีหน้าหาเรื่องมั่วชิงเฉินแล้ว
“พี่สิบเอ็ด หู่โถวบ้านท่านไม่เลวเลยนี่ มีความกล้าเช่นนี้ เด็กคนนี้มีอนาคต!” มั่วสิบสองที่ความสัมพันธ์ไม่เลวกับมั่วสิบเอ็ดมาตลอดเอ่ยขึ้น
มั่วสิบเอ็ดแม้ปากจะถ่อมตนกลับปิดความได้ใจบนใบหน้าไม่มิด “น้องสิบสองชมเกินไปแล้ว เจ้าเด็กนั่นมันใจกล้า”
อย่างไรเสียเมื่อเทียบกับตบะของมั่วอวี้ฉีแล้วหู่โถวต่ำกว่าขั้นหนึ่ง อายุก็น้อย ต่อให้ดันทุรังออกมาสุดท้ายก็หนีไม่พ้นการพ่ายแพ้อยู่ดี ต่อให้เป็นเช่นนี้ ก็มีเสียงโห่ร้องไม่น้อยลอยมา
สำหรับเหล่าเด็กๆ ของโถงเฉาหยาง ผู้อาวุโสต่างมีใจให้กำลังใจ
รอไม่มีใครออกมาท้าประลองข้ามขั้นอีก ชายชุดเขียวเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนต่อไป ไม่ว่าใครก็สามารถตามใจชี้ออกมาคนหนึ่งเข้าสู่การศึกษาแลกเปลี่ยนฝีมือซึ่งกันและกันกับเขาได้”
ความจริงแล้วขั้นตอนนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันการไม่มีผู้ใดยอมท้าประลองข้ามขั้นของขั้นตอนก่อนหน้านี้ นานวันเข้าความกดดันก็หายไป
ไม่ว่าตบะจะสูงหรือต่ำ ขอเพียงเจ้ายินยอมก็สามารถเลือกใครก็ได้คนหนึ่งมาประลองกับเจ้า พูดตรงๆ ก็คือให้โอกาสผู้มีตบะสูงเหยียบย่ำผู้มีตบะต่ำครั้งหนึ่ง ด้านหนึ่งเพื่อให้ผู้มีตบะสูงได้สัมผัสถึงความสะใจของการมีความสามารถ อีกด้านหนึ่งก็เพื่อให้ผู้มีตบะต่ำฮึดตามให้ทันเพื่อจะได้ไม่ถูกกดขี่
ชายชุดเขียวเพิ่งพูดจบ ก็เห็นมั่วอวี้ฉีที่ชนะทั้งสองยกออกเสียงทะลุผ่านผู้คนอย่างคึกคะนองเสียงใสว่า “สิบเอ็ดขออนุญาตศึกษาแลกเปลี่ยนฝีมือกับเจ้าสิบหกสักครา”
จากนั้นก็ได้ยินมั่วต้าเหนียนตบโต๊ะดัง ผัวะ ถ้วยชาน้อยใบหนึ่งลอยขึ้น พรึ่บ ตรงหน้าเขา
สายตาของทุกคนมอง ควับ หามั่วต้าเหนียน
“ตาเฒ่าห้า!” มั่วต้าซานถลึงตาใส่มั่วต้าเหนียนปราดหนึ่ง
มั่วต้าเหนียนพลิกฝ่ามือใหญ่กำถ้วยชาไว้ในมือ น้ำชาไม่รั่วออกมาแม้แต่หยดเดียวแล้วกระแอมกลบเกลื่อนว่า “แค่กๆ น้ำชาร้อนเกินไปน่ะ”
ร้อนกับผีน่ะสิ น้ำชานี่วางไว้ตรงนี้ตั้งแต่หนึ่งชั่วยามที่แล้วนะจะบอกให้!
มั่วต้าซานเหล่เตือนเขาปราดหนึ่งไม่ได้พูดอะไร
“แค่กๆ ต่อเลย พวกเจ้าต่อเลย” มั่วต้าเหนียนเอ่ย ในใจกลับบ่นว่า ได้สิ เจ้าสิบเอ็ด นางหนูเจ้านี่มีแต่แผนร้ายเต็มท้องไปหมด กล้ารังแกหลานสาวตัวน้อยของข้าเช่นนี้ โอสถที่จะให้บิดาเจ้าคราวหน้า ข้าต้องเปลี่ยนเป็นของไม่ได้คุณภาพให้จงได้
ต่อให้คิดเช่นนี้ แต่มั่วต้าเหนียนก็แสดงอย่างอื่นออกมาไม่ได้อีก อย่างไรเสียผู้อาวุโสก็แทรกแซงการประลองของอนุชนไม่ได้ นี่คือธรรมเนียมของตระกูลมั่วมาหลายปี เขาไม่อาจไม่เคารพกฎได้
“อนุญาต” ชายเสื้อสีเขียวพ่นออกมาสองคำเบาๆ แต่กลับชัดเจนยิ่งนัก กลางตำหนักใหญ่พลันเงียบสงัด
มั่วอวี้ฉีเม้มปาก มองมาทางมั่วชิงเฉินอย่างได้ใจ
มั่วชิงเฉินกัดริมฝีปาก เดินเข้าสู่ลานประลองทีละก้าว
“น้องสิบสี่ นางหนูนั่นยังไม่เข้าสู่ระดับหลอมลมปราณนี่นา ดูท่าครั้งนี้ต้องถูกนางหนูอวี้ฉีนั่นจัดการเสียแล้ว” มั่วโยวยืนอยู่ข้างมั่วสิบสี่ เห็นเด็กน้อยตัวยังสูงไม่ถึงโต๊ะเดินเนิบๆ สู่กลางลาน อดถามไม่ได้
มั่วสิบสี่ไม่พูดอะไร เพียงแต่จับจ้องเงาร่างเล็กๆ นั้นไม่วางตา
มั่วชิงเฉินหยุดยืนเมื่อเดินถึงกลางลาน หันมองไปที่มั่วอวี้ฉี
เห็นมั่วชิงเฉินท่าทางใจเย็นตามสบาย มั่วอวี้ฉีอดยกคิ้วไม่ได้ ถือดีอย่างไร เป็นคนไร้ประโยชน์แท้ๆ ถือดีอย่างไรนางถึงมีท่าทางมั่นใจเรื่อยมา
ตระกูลมั่ว มีมั่วเฟยเยียนผู้มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง มั่วหร่านอีผู้เย่อหยิ่งจองหองคนหนึ่งก็พอแล้ว! นางคิดว่าตนเองเป็นใครกัน!
“เจ้าสิบหก หากเจ้าคุกเข่าขอร้องข้าตอนนี้ยังทันนะ ส่วนแบ่งการบำเพ็ญเพียรปีหน้าของเจ้า ข้าก็ไม่เอาแล้ว เจ้าว่าเป็นเช่นไร” มั่วอวี้ฉียกคางเอ่ย
มั่วชิงเฉินมองมั่วอวี้ฉีเนิบๆ ปราดหนึ่ง ถึงได้สองมือกอบหมัด พูดฉะฉานว่า “ขอท่านพี่สิบเอ็ดโปรดชี้แนะ!”
“เจ้า! ได้ แล้วอย่าบอกว่าข้าไม่ให้โอกาสเจ้านะ มาเถอะ ข้าให้เจ้าลงมือก่อน” มั่วอวี้ฉีเอ่ยสีหน้าเย็นเยือก
เมื่อได้ยินมั่วชิงเฉินแอบปรับลมหายใจทีหนึ่ง ในเมื่อนางชะล่าใจ ถ้าเช่นนั้นก็อย่าโทษนางไม่เกรงใจแล้วนะ
มั่วชิงเฉินขาซ้ายก้าวไปข้างหน้า มือขวาดูแล้วอ่อนนิ่มไร้เรี่ยวแรงปัดไปที่มั่วอวี้ฉี
“เฮ้อ” มีคนไม่น้อยในตำหนักส่ายศีรษะ
กลับเป็นมั่วตาซานนัยน์ตาเป็นประกาย เหล่มั่วต้าเหนียนปราดหนึ่ง ส่งเสียงทางจิตว่า “ตาเฒ่าห้า หลานสาวตัวน้อยเจ้านี่ ท่าทางไม่ธรรมดานี่นา”
“แค่กๆ พี่สาม ท่านล้อเล่นแล้ว”
“เช่นนั้นหรือ”
“เอ่อ...ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น” มั่วต้าเหนียนได้แต่ปฏิเสธ
มั่วอวี้ฉีใบหน้าเต็มไปด้วยความดูแคลน แค่น หึ เสียงเย็นชา พลางว่า “ช่างไม่ประมาณตนเอาเสียเลย” พูดจบก็ไม่หลบหลีกกลับเปลี่ยนมือเป็นหมัด จู่โจมโดยตรงไปที่แขนของมั่วชิงเฉิน
มั่วชิงเฉินรู้ตัวดี พูดถึงกำลังตนเทียบมั่วอวี้ฉีไม่ติดแน่นอน โอกาสของนางก็คือต้องอาศัยยามที่อีกฝ่ายไม่ทันระวังตัว ใช้ปัญญาเอาชนะ
ที่น่าประหลาดและยากจะสังเกตได้คือ เดิมข้อมือนุ่มนิ่มของมั่วชิงเฉินที่ปัดไปทางมั่วอวี้ฉีไถลเข้าข้างใน ตามด้วยนิ้วมือขาวเนียนห้านิ้วดุจดอกกล้วยไม้ที่กำลังผลิบานสกัดลงติดๆ กัน
เห็นหมัดมั่วอวี้ฉีกำลังจะทุบลงบนแขนทั้งเล็กทั้งสั้นของมั่วชิงเฉิน มั่วหนิงโหรวทนไม่ได้รีบหลับตาร้อง “ว้าย” ทีหนึ่ง
เวลาเดียวกันนี้เอง มีเสียงกรีดร้องอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นจากในตำหนักใหญ่