พันธกานต์ปราณอัคคี

พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 038 ตอนที่ 38

#38Chapter 038

ตอนที่ 38 รู้หน้ายากรู้ใจ

“ลุกขึ้นเถอะ” ท่านหัวหน้าตระกูลมั่วต้าซานเอ่ยนิ่งเรียบ แต่กลับมองดูมั่วเฟยเยียนที่อยู่ข้างๆ แล้วพยักหน้ายิ้ม

ท่าทางมั่วเก้าผู้นี้จะไม่เป็นที่ชื่นชอบของท่านหัวหน้าตระกูลนะ มั่วชิงเฉินคิดในใจ

มั่วชิงเฉินอดมองหญิงสาวข้างกายมั่วเก้าไม่ได้ หญิงสาวเย็นชาทะนงตนเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่าผู้ชายของตน...

ขณะที่คิดอยู่ก็เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งเดินเข้ามาอีก หญิงผู้นั้นใส่ชุดกระโปรงเรียบๆ สีเขียว ผมทรงตั้วหม่าจี้[footnoteRef:1]ที่เกล้าไว้หลวมๆ นอกจากประดับดอกไม้ลูกปัดเงินเรียบๆ สองดอกเรียงกันแล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก แต่กลับขับผิวพรรณดุจหิมะของนางให้กระจ่างใสน่าประทับใจยิ่งขึ้น [1: ตั้วหม่าจี้ ตั้วหม่า หมายถึง ตกม้า จี้ หมายถึง ผมเกล้า ผมทรงตั้วหม่าจี้คือ ผมที่เกล้าเอียงออกมาเพียงข้างเดียว ลักษณะเหมือนคนตกม้า]

“มั่วเฉินซื่อ[footnoteRef:2]ขอคารวะท่านหัวหน้าตระกูล คารวะท่านลุงท่านอาทุกท่าน” หญิงสาวกราบไหว้ลงไปด้วยท่าทางสง่า กระโปรงยาวสีเรียบเปรียบดั่งดอกบัวสีขาวเบ่งบาน ผลิบานออกบนพื้นในพริบตา เสียงนั้นแม้อ่อนโยนกลับแฝงไว้ด้วยหางเสียงแปลกไม่เหมือนใครที่ทำให้ใจคนสั่นไหวได้ [2: ซื่อ ตามธรรมเนียมการเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วของจีนจะใชคำว่าซื่อ (แปลว่านามสกุล) ต่อท้ายนามสกุลเดิมของสตรี บางครั้งอาจเพิ่มนามสกุลของสามีไว้หน้าสุดเพื่อระบุให้ชัดขึ้นก็มี]

มั่วชิงเฉิงเพียงรู้สึกว่าเสียงนั้นเปรียบดั่งขนห่านสะกิดผ่านตัวนางไป อดสั่นสะท้านไม่ได้ เป็นนาง!

มั่วชิงเฉินมองไปทางมั่วเก้าอย่างไม่รู้ตัว กลับเห็นเขาตามองจมูก จมูกมองใจ[footnoteRef:3]ยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับไม่เห็นหญิงสาวที่เดินเข้ามา [3: ตามองจมูก จมูกมองใจ หมายถึง ก้มหน้าก้มตา]

“ท่านอาสะใภ้สิบสวยจังเลย” มั่วหนิงโหรงเอ่ยเสียเบา

ผู้คนในตำหนักไม่ใช่ว่าไม่ออกเสียงเลย หากแต่จับกลุ่มกันคุย ดังนั้นสิ่งที่มั่วหนิงโหรวพูดก็ไม่ได้ดึงความสนใจของผู้อื่นแต่อย่างใด

“ท่านอาสะใภ้สิบ?” มั่วชิงเฉินถามกลับไปหนึ่งคำ

มั่วหนิงโหรวพยักหน้าว่า “ใช่ ผู้ที่เจ้าเห็นว่าเพิ่งเข้ามาก็คือท่านอาสะใภ้สิบ”

มั่วชิงเฉินมองดูหญิงสาวที่ยืนหลุบตาไม่พูดจาอยู่ตรงนั้น รู้สึกเพียงว่าคนไม่อาจตัดสินจากภายนอกจริงๆ หญิงสาวที่ดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อยเช่นนี้ กลับเป็นชู้กับพี่ชายของสามีตนเอง!

“สวยแล้วอย่างไรล่ะ ก็ไม่ใช่ว่าเป็นแม่หม้ายอยู่ดีรึ!” จู่ๆ มั่วอวี้ฉีก็เอ่ยแทรกขึ้นมา

มั่วชิงเฉินชะงักงัน อย่าบอกนะว่ายายหนูนี่ จับผู้ใดได้ก็ด่าผู้นั้น หรือว่าสมัยยังเล็กเคยได้รับความกระทบกระเทือนอะไรมาหรืออย่างไร

มั่วชิงเฉินกลับไม่รู้ว่า ที่มั่วอวี้ฉีโตมามีนิสัยมุ่งร้ายเช่นนี้ล้วนมีสาเหตุมาจากการได้ยินได้เห็นจากมารดาของนาง

มารดาของนาง มั่วโอวหยางซื่อ อาศัยที่บ้านตนเองเป็นหัวหน้าสี่ตระกูล จึงรู้สึกว่าตนสูงส่งกว่าบรรดาสะใภ้ขั้นหนึ่ง เห็นมั่วเฉินซื่อหน้าตาสะสวย ย่อมไม่ยอมอยู่ในใจ ปากจึงพูดสิ่งมุ่งร้ายออกมาไม่น้อยถูกมั่วอวี้ฉีได้ยินเข้า นานวันเข้าคำพูดบางคำก็หลุดปากออกมาเองโดยปริยาย

แม่หม้าย? คำสองคำนี้วนอยู่ในใจมั่วชิงเฉิน ยังสาวยังแส้ก็ต้องเป็นหม้าย มิน่าถึงทนความเปล่าเปลี่ยวไม่ไหว แต่ว่า ก็ไม่ควรนี่นา...

มั่วชิงเฉินสะบัดความคิดเหล่านี้ทิ้งไป แอบว่าอย่างไรเสียก็เป็นเรื่องไม่เกี่ยวกับตน สิ่งที่ตนต้องทำก็คือปล่อยให้เรื่องในวันนั้นเน่าเปื่อยพุพังอยู่ในใจ

ในเวลานี้เอง มั่วโยวเดินเข้ามา ไม่เห็นหลายวัน จากที่มั่วชิงเฉินมอง ท่านอาสิบสามท่านนี้ผ่ายผอมลงไปหน่อย กลับราวกับมีความเป็นผู้ใหญ่เพิ่มขึ้นกว่าวันนั้น

เห็นมั่วโยวที่คุกเข่าคารวะอยู่ มั่วต้าซานเสียงไม่ต่ำไม่สูงว่า “เอาล่ะ สิบสาม ถอยไปข้างๆ เถอะ”

“สิบสามน้อมรับคำสั่ง” มั่วโยวตอบนิ่งเรียบ

รอมีคนเข้ามาติดต่อกันอีกไม่กี่คน มั่วต้าซานมองไปรอบๆ ตำหนัก จึงเอ่ยว่า “คนมาพร้อมแล้ว วันนี้คือวันประลองย่อยปลายปีของตระกูลมั่วเราอีกครา ยังคงหวังให้พวกเจ้าพยายามให้เต็มที่ ห้ามมีใจคิดยอมอ่อนข้อให้กันและห้ามทำร้ายอีกฝ่ายจนถึงแก่ชีวิต”

“น้อมรับคำสั่งท่านหัวหน้าตระกูล” ทุกคนในตำหนักพูดขึ้นพร้อมกัน

มั่วต้าซานพยักหน้าอย่างพอใจ เอ่ยอีกว่า “วันนี้ต่างจากทุกปี อีกสักครู่จะมีคนจากตระกูลฮวามาชมการประลอง พวกเจ้าห้ามทำขายหน้าตระกูลมั่วเราเด็ดขาด เอาล่ะ บัดนี้เริ่มจากโถงเฉาหยางก่อนเถอะ”

มั่วชิงเฉินแอบเหล่มั่วโยวปราดหนึ่ง เป็นตามที่คิดไว้ นางขมวดคิ้วเมื่อได้ยินว่าคนของตระกูลฮวาจะมา

มั่วต้าซานพูดจบก็มีชายชุดเขียวผู้หนึ่งลุกขึ้นมา ถือสมุดเล่นหนึ่งอ่านว่า “วันนี้โถงเฉาหยางเข้าร่วมการประลองทั้งหมดเก้าคน เจ้าเจ็ด เจ้าสิบ ออกมา!”

มั่วเจ็ดน้อยและมั่วหร่านอีได้ยินจึงเดินออกมาหยุดยืนนิ่งอยู่จุดกึ่งกลางตำหนัก

“บัดนี้เจ้าสองคนต่างอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสี่ จึงเริ่มจากพวกเจ้าประลองก่อนหนึ่งยก” ชายชุดเขียวกล่าว

ที่แท้มั่วเจ็ดน้อยที่เอาแต่บำเพ็ยเพียรไม่พูดไม่จามาตลอด ไม่คิดว่าก็อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสี่แล้ว มั่วชิงเฉินตกตะลึงอยู่ในใจ เดิมนางคิดว่าห้ารากวิญญาณของมั่วเจ็ดน้อย อย่างมากก็อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสาม สวรรค์ไม่ละทิ้งคนพยายามจริงๆ

ในโลกการบำเพ็ญเพียร ผู้บำเพ็ญเพียรสามารถเห็นตบะของผู้บำเพ็ญเพียรที่ระดับขั้นสูงกว่าตนหนึ่งขั้นได้ ยกตัวอย่างเช่นคนผู้หนึ่งอยู่ในระดับหลอมลมปราณ เขาก็สามารถเห็นตบะของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานได้ ผู้อยู่ระดับสร้างรากฐาน ก็สามารถเห็นตบะระดับก่อแก่นปราณ แต่หากผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมลมปราณประจันหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับก่อแก่นปราณ เขาก็ดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายอยู่ระดับขั้นใดแล้วกันแน่

แน่นอนหากผู้บำเพ็ญเพียรที่มีจิตสัมผัสที่แข็งแกร่งมาก ก็อาจเห็นตบะของผู้ที่สูงกว่าเขาสองระดับขั้นได้ แน่นอนว่าคนประเภทนี้น้อยยิ่งกว่าน้อยเสียอีก

น่าสงสารที่บัดนี้มั่วชิงเฉินไม่แม้แต่จะอยู่ระดับหลอมลมปราณ ย่อมดูไม่ออกว่ามั่วเจ็ดน้อยตบะเป็นเช่นไร จนกระทั่งถึงเวลานี้ถึงได้รู้ว่าเขาอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสี่

“พี่เจ็ด ไม่คิดว่าท่านอยู่บนสุดยอดของขั้นสี่แล้ว น้องขอเลื่อมใส” มั่วหร่านอีปากพูด แต่ใบหน้ากลับไม่มีสีหน้าเลื่อมใสสักเท่าใด

มั่วเจ็ดน้อยมองมั่วหร่านอีนิ่งเรียบปราดหนึ่ง พยักหน้าแผ่วเบาแล้วตั้งท่าหนึ่งขึ้นมา

ใบหน้าสวยงามของมั่วหร่านอีบึ้งขึ้น “ถ้าเช่นนั้นน้องก็ไม่เกรงใจแล้วนะ!”

มั่วหร่านอีพูดพลางออกแรงกระโดดใส่มั่วเจ็ดน้อย

ความจริงการสู้กันของระดับหลอมลมปราณระยะต้น ไม่ได้มีอะไรน่าดูจริงๆ ผู้บำเพ็ญเพียรต้องถึงระดับหลอมลมปราณระยะกลางจึงจะสามารถเรียนรู้การใช้คาถาจู่โจมได้ ระยะหลังจึงสามารถควบคุมอาวุธเวทได้ ระดับหลอมลมปราณระยะต้น เหมือนคนสามัญต่อสู้กันเท่านั้น แน่นอนว่ายังคงดูออกว่าใครแรงเยอะกว่ากัน ร่างกายคล่องแคล่วกว่ากัน สภาพจิตใจมั่นคงกว่ากันได้ อย่างไรเสียในร่างพวกเขาก็มีพลังวิญญาณกันแล้ว

ต่อให้เป็นเช่นนี้ มั่วชิงเฉินยังดูอย่างออกรสออกชาติ นี่เป็นการชมการต่อสู้กันระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรของนางครั้งแรก ไม่ว่าอย่างไรสำหรับนางที่กำลังจะประลองก็ถือเป็นประสบการณ์ที่หายาก

มั่วหร่านอีนั่นจู่ๆ ก็ตะโกนหนึ่งที ใช้ฝ่ามือเป็นมีด ก่อให้เกิดลมฟู่ๆ ฟันใส่มั่วเจ็ดน้อย มั่วเจ็ดน้อยใช้คาถาเหยียบลมได้ถึงขีดสุด หลบออกข้างๆ อย่างสวยงาม แต่ก็ไม่ไกลนัก หลบฝ่ามือที่แฝงด้วยปราณวิญญาณจางๆ ของมั่วหร่านอีได้พอดี เท้ากลับยื่นออกไป มั่วหร่านอีที่เก็บกระบวนท่าไม่ทันหกล้มบนพื้นทันที

“ดี!” มีผู้ชมการประลองอยู่ข้างๆ ออกเสียงโห่ร้อง มั่วเจ็ดน้อยแม้ใช้เพียงคาถาเหยียบลมหลบหลีก แต่ในสายตาของผู้คนที่มีตบะแก่กล้า กลับสามารถดูออกว่าต่อให้เป็นคาถาเหยียบลมที่ง่ายแสนง่ายเขาก็ใส่ความเพียรพยายามลงไป ถึงใช้ได้ดั่งใจนึกเช่นนี้

“มั่วเจ็ดน้อยชนะ!” ชายชุดเขียวตะโกน

มั่วเจ็ดน้อยก็ไม่พูดอะไร ทำเพียงแค่คารวะให้มั่วหร่านอีที่คลานลุกขึ้นมา

มั่วหร่านอีสีหน้าเขียวคล้ำ ถลึงตาใส่มั่วเจ็ดน้อยอย่างแรงทีหนึ่ง ไม่พูดสักคำเดินออกนอกสนามไป

มั่วชิงเฉินแอบโห่ร้องอยู่ในใจ ด้านหนึ่งมั่วเจ็ดน้อยเหมือนกับนาง ต่างก็มีรากวิญญาณเทียมคุณสมบัติต่ำ นางยากจะไม่รู้สึกเห็นใจเพราะอยู่ในสภาพเดียวกัน อีกด้านหนึ่งมั่วหร่านอีเป็นคนหัวสูงมาแต่ไหนแต่ไร บัดนี้เห็นนางต้องยอมศิโรราบ ในใจอดสะใจไม่ได้จริงๆ

“เจ้าแปด เจ้าสิบเอ็ด ออกมา!” ชายชุดเขียวพูดอีก

มั่วอวี้ฉีอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสอง มั่วแปดน้อยกลับอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสาม แต่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคน ไม่คิดว่ามั่วอวี้ฉีจะชนะมั่วแปดน้อย ไม่เพราะสาเหตุอื่น ในยามคับขันไม่คิดว่ามั่วอวี้ฉีจะใช้ยันต์กระสุนไฟ ระเบิดมั่วแปดน้อยที่หลบหลีกไม่ทันเสียหน้าดำเป็นตอตะโกทันที

ความจริงการประลองปีก่อนๆ ของโถงเฉาหยาง น้อยนักที่จะมีคนใช้ยันต์ อย่างไรเสียราคายันต์ก็ไม่ได้ถูก นำมาใช้ในการนี้ออกจะเป็นการสิ้นเปลืองแล้ว

มั่วอวี้ฉีอารมณ์ดีขึ้นทันที มุมปากอมยิ้มหันมองมาทางมั่วชิงเฉิน

devc-af530e87-33711พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 038 ตอนที่ 38