พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 037 ตอนที่ 37
ตอนที่ 37 การประลองย่อยปลายปี
ใจของมั่วชิงเฉินบีบรัดคราหนึ่ง หรือว่าจะถูกพบแล้ว!
ไม่นึกว่าหู่โถวซึ่งอายุเพียงห้าขวบกลับทำเรื่องที่มั่วชิงเฉินไม่คาดคิดมาก่อน
เพียงเห็นเขาหยิบนกกระเรียนกระดาษที่ตกอยู่บนกิ่งไม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว รีบเป่าลมใส่อึดหนึ่งแล้วลากมั่วชิงเฉินกระโดดขึ้นไป
นกกระเรียนกระดาษสั่นเล็กน้อย บินโซซัดโซเซขึ้นสู่ท้องฟ้า นกกระเรียนกระดาษสีเหลืองเดิมทีก็ไม่เตะตาในยามค่ำคืนอยู่แล้ว ในเวลาไม่นานก็กลายเป็นจุดดำเล็กๆ จุดหนึ่งหายไปในท้องฟ้ายามค่ำคืน
ชายหญิงที่อยู่ใต้ต้นไม้ มัวแต่ลนลานใส่เสื้อผ้าจึงพลาดเวลาไป เมื่อกระโดดออกมามองไปด้านบน กลับพบว่ารอบข้างว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดเลย
“พี่เก้า...” หญิงสาวกระตุกแขนผู้ชายอย่างร้อนรน
ผู้ชายมองไปบนต้นไม้ พึมพำว่า “แปลก ข้าสัมผัสถึงความเคลื่อนไหวของปราณวิญญาณได้ชัดๆ”
“หรือว่ามีคนเห็น” ใบหน้าหญิงสาวขาวซีดลงทันที
ผู้ชายเห็นหญิงสาวใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน ใบหน้าขาวดุจหิมะยิ่งกระจ่างใสภายใต้แสงจันทรา ไฟปรารถนาที่เดิมมอดไปแล้วกลับลุกโชนขึ้นมาใหม่ เขากอดเอวอุ้มหญิงสาวขึ้น กระโดดขึ้นลงเพียงไม่กี่ทีก็จากที่เดิมมาถึงปากถ้ำภูเขาจำลองแล้วก้มเอวมุดเข้าไป ไม่นานนักก็มีเสียงครวญครางถี่ๆ ของชายหญิงลอดออกมา
......
“ชิงเฉิน เมื่อครู่ใต้ต้นไม้มีคนหรือ พวกเขาทำอะไรกันอยู่หรือ” หู่โถวที่กลับถึงห้องของมั่วชิงเฉินแล้ว นอนอยู่ข้างๆ มั่วชิงเฉินมือข้างหนึ่งยันคางไว้แล้วเอ่ย
มั่วชิงเฉินหน้าร้อนผ่าว ถลึงตาใส่หู่โถวไปทีหนึ่งว่า “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร เพราะเจ้าแหละที่บินสูงเช่นนั้นถึงทำให้เราต้องตกไปอยู่บนต้นไม้ใหญ่นั่น”
ถึงปากมั่วชิงเฉินจะพูดเช่นนี้แต่ใจกลับเต้นตึกตักๆ สิ่งที่พวกนางได้ยินเมื่อครู่ มันคือการเล่นชู้อย่างโจ๋งครึ่มชัดๆ!
หญิงสาวคนนั้นเรียกผู้ชายนั่นว่าพี่เก้า หรือว่า...หรือว่าคือมั่วเก้ารุ่นเดียวกับท่านอาสิบสี่
แม้มั่วชิงเฉินมาตระกูลมั่วได้หลายวันแล้ว แต่ยังมีคนมากมายที่ยังไม่เคยพบ มั่วเก้าผู้นี้หน้าตาเป็นเช่นไรก็ไม่รู้ ส่วนหญิงสาวนั่น ก็ยิ่งไม่รู้ว่าเป็นใครแล้ว
มั่วชิงเฉินแอบตัดสินใจแน่วแน่ เรื่องในวันนี้ จะต้องเก็บเป็นความลับให้เน่าตายอยู่ในท้องให้ได้
“หู่โถว เรื่องวันนี้เจ้าห้ามพูดออกไปเด็ดขาดนะ จำได้ไหม” มั่วชิงเฉินกำชับ
แม้หู่โถวจะไม่รู้เรื่อง แต่ก็พอรู้รางๆ ว่าเรื่องที่ได้ยินบนต้นไม้ไม่ใช่เรื่องดี จึงพยักหน้ารับ
“ยังมีอีก ยันต์กระเรียนเหินหาวของเจ้านั่นก็อย่าเอาออกมาให้คนอื่นเห็น” มั่วชิงเฉินกำชับอีก
คราวนี้หู่โถวไม่ยอมแล้ว เบ้ปากว่า “เพราะเหตุใดล่ะ ข้ายังไม่ได้ให้พวกพี่สิบสี่ดูเลยนะ ข้าไม่ยอมซ่อนไว้หรอก”
ชั่วเวลาหนึ่งมั่วชิงเฉินไม่รู้จะพูดเช่นไรดี คิดๆ ดูแล้วยังคงเอ่ยว่า “หู่โถวเอ๊ย มีของดีก็ต้องเก็บไว้เองให้ดี มิเช่นนั้นอาจถูกคนอื่นขอไปได้นะ”
“ข้าไม่ให้หรอก อีกอย่างนะ ข้าก็ให้เจ้าดูแล้วนี่นา” หู่โถวรีบเอ่ย
มั่วชิงเฉินหน้าบึ้งทันที “ไม่รู้แหละข้าบอกเอาออกมาไม่ได้ก็เอาออกมาไม่ได้ มิเช่นนั้นต่อไปไม่เล่นกับเจ้าแล้ว”
หู่โถวหดศีรษะ บ่นว่า “ก็ได้ เจ้าจะตะคอกทำอะไร”
มั่วชิงเฉินแอบรู้สึกละอายใจที่ข่มขู่เด็กเล็กๆ คนหนึ่ง แต่ว่าช่วยไม่ได้ หากชายหญิงใต้ต้นไม้คู่นั้นพบว่าหู่โถวมียันต์เหินหาวแล้วเกิดสงสัยขึ้นมาต้องไม่ดีแน่ๆ อย่างไรเสียทวนในที่แจ้งก็หลบง่ายกว่าธนูในที่ลับนี่นา
“หู่โถว นอนเถอะ” มั่วชิงเฉินเอ่ย
เตียงนอนของมั่วชิงเฉินใหญ่มาก เจ้าตัวเล็กสองคนนอนด้วยกันก็ไม่รู้สึกเบียด ไม่นานนัก ก็ได้ยินเสียงหายใจที่สม่ำเสมอของหู่โถว
มั่วชิงเฉินนึกถึงความอัศจรรย์ดั่งฝันในท้องฟ้า และนึกถึงความระทึกขวัญบนต้นไม้ สงบสติอยู่นานจึงค่อยๆ หลับลง
วันต่อมา มั่วชิงเฉินกับหู่โถวจูงมือกันไปโถงเฉาหยาง ยามเลิกเรียนทำเป็นไม่เห็นความอาลัยอาวรณ์ของหู่โถว ให้เขากลับบ้านไป
วันเวลาผ่านไปตามครรลอง ทุกอย่างสงบไร้คลื่นลม สิ่งที่พานพบในคืนนั้นถูกมั่วชิงเฉินเก็บไว้ในใจ บางเวลานางยังรู้สึกเหมือนได้ฝันไป
ในที่สุด การประลองย่อยปลายปีก็มาถึง
วันนี้ ทุกคนในโถงเฉาหยางรวมตัวกันพร้อมหน้า มุ่งหน้าสู่ตำหนักประลองอย่างสง่าผ่าเผยภายใต้การนำของท่านปู่รองมั่วต้าเหอ
หางตาของมั่วอวี้ฉีกวาดไปมาบนตัวมั่วชิงเฉินบ่อยๆ หน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ยังไม่เข้าสู่ระดับหลอมลมปราณก็เข้าร่วมการประลองย่อย นี่ก็นับว่าเป็นคนประหลาดแล้ว ดูท่าแม้แต่สวรรค์ก็ยืนอยู่ข้างตนเอง
“น้องสิบหก เอาอย่างนี้ อีกสักครู่ข้าบอกท่านปู่หัวหน้าตระกูลให้ เจ้าอย่าเข้าร่วมการประลองครั้งนี้เลยนะ” มั่วหนิงโหรวพิจารณาสีหน้าของมั่วชิงเฉินด้วยความระมัดระวัง ทั้งเป็นห่วงสิ่งที่นางต้องพบเจออีกสักครู่ทั้งกลัวว่าสิ่งที่เอ่ยจะทำร้ายความภูมิใจของนาง
มั่วชิงเฉินยื่นมือบีบมือของมั่วหนิงโหรวว่า “พี่สิบสี่ไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าจะพยายามเต็มที่ ในฐานะคนของโถงเฉาหยาง จะทำตัวเป็นเต่าหดหัวได้อย่างไร”
“แต่ว่า...” มั่วหนิงโหรวเหมือนอยากพูดอะไรสุดท้ายก็หยุดไว้
“เอาล่ะ ถึงตำหนักประลองแล้ว” มั่วชิงเฉินพูดแทรกมั่วหนิงโหรวขึ้นมา
ตำหนักประลองนนี้สง่าน่าเกรงขามกว่าโถงเฉาหยางมาก หลังคากระเบื้องสีเขียวกำแพงสีแดง ระเบียงแกะสลักจิตรกรรมบนเสา ดูภูมิฐานทว่าประณีต มั่วชิงเฉินยังไม่ทันได้ดูอย่างละเอียดก็ถูกพาไปถึงกลางตำหนัก
ท่านหัวหน้าตระกูลมั่วต้าซานนั่งอยู่บนที่นั่งประธานกลางตำหนักแล้ว มั่วต้าเหนียนและตาเฒ่ามั่วหกแยกนั่งด้านซ้ายขวา มีที่นั่งอีกที่หนึ่งอยู่ติดกับมั่วต้าเหนียนว่างอยู่
“ท่านหัวหน้าตระกูล พวกเด็กๆ มาถึงแล้ว” มั่วต้าเหอคารวะมั่วต้าซานคราหนึ่ง
มั่วต้าซานในเวลานี้ ดูน่าเกรงขามกว่าที่มั่วชิงเฉินพบเจอครั้งแรกเสียอีก เขาคารวะกลับคืนเอ่ยว่า “ลำบากพี่รองแล้ว”
มั่วต้าเหอถึงได้ค่อยๆ เดินไปสู่ที่นั่งที่ว่างอยู่
คนจากโถงเฉาหยาง ต่างคารวะผู้อาวุโสทั้งหลายจากนั้นถึงไปยืนอยู่ที่มุมห้อง
ไม่นานนัก ก็มีคนกลุ่มละสองสามคนเดินเข้ามา ต่างคารวะผู้อาวุโสทุกท่านจากนั้นถอยไปอยู่บนที่ของตนเองเช่นกัน
มั่วชิงเฉินยื่นอยู่ในที่ที่ไม่เตะตา เบิกตากว้างเพ่งพิศแต่ละคนที่เข้ามา ยังมีคนไม่น้อยในตระกูลมั่วที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา นางต้องขอยืมโอกาสนี้รู้จักเสียหน่อย
ในเวลานี้เอง ก็เห็นคนสามคนเดินเข้ามา มั่วชิงเฉินมองไป ที่นำมาคือสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา เพียงแต่ขอบตามีเงาเขียวคล้ำ ทำให้รู้สึกเหมือนพักผ่อนไม่พอ หญิงสาวข้างกายเขา รูปร่างสูงโปร่ง แต่หน้าตากลับเย็นชาราวหยกเย็น ให้ความรู้สึกทะนงสูงส่งไม่ใช่คนของโลกฆราวาส
ผู้ที่ตามหลังพวกเขาไม่คิดว่าคือสาวน้อยพรสวรรค์ดีเลิศรากวิญญาณธาตุน้ำแข็งมั่วเฟยเยียน!
มั่วชิงเฉินอดมองมั่วเฟยเยียนหลายๆ ทีไม่ได้ ช่วยไม่ได้ ผู้นี้คือสาวน้อยผู้ได้รับพรจากสวรรค์ที่ทุกคนพูดถึง ด้วยพรสวรรค์เลอเลิศน่าอัศจรรย์และตบะที่น่าตกตะลึงตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ทำให้นางอดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้!
อาจเพราะสายตาของมั่วชิงเฉินร้อนแรงเกินไป มั่วเฟยเยียนราวกับสัมผัสสิ่งใดได้หันมองมาทางนาง เห็นมั่งชิงเฉินจ้องมองนางตาค้าง จึงพยักหน้าแผ่วเบาให้
มั่วชิงเฉินอยากยิ้มให้อย่างไม่รู้สึกตัว ไม่คิดว่ากลางตำหนักมีเสียงดังขึ้นประโยคหนึ่งทำให้นางตัวสั่นสะท้านทันที
“มั่วเก้าพาภรรยาและบุตรีขอคารวะท่านหัวหน้าตระกูล คารวะท่านลุงรอง ท่านลุงห้า ท่านลุงหก” ชายหนุ่มพาภรรยาและบุตรีค่อยๆ คารวะลงไป
มั่วชิงเฉนกัดริมผีปากไว้แน่นถึงบังคับตนไม่ให้ตกใจร้องออกมา เขา! ไม่คิดว่าเขาก็คือคนที่แอบพลอดรักอยู่ใต้ต้นไม้ในวันนั้น!
มั่วชิงเฉินจ้องมองครอบครัวสามคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเขม็ง พี่เก้าผู้นั้น ไม่คิดว่าคือบิดาของมั่วเฟยเยียน!
ถ้าเช่นนั้น ซินเอ๋อร์ผู้นั้นคือใครอีกล่ะ!