ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 001 ตอนที่ 1
ตอนที่ 1 แรกตื่นในครอบครัวชาวนา
ณ หมู่บ้านหวง ตำบลจี้ แคว้นอู่กั๋ว บนเตียงเก่าผุพังหลังหนึ่ง ดวงตาคู่หนึ่งพลันเบิกโพลงขึ้น
สภาพทรุดโทรมที่ปะทะเข้ามาในม่านสายตานั้นทำให้คนที่นอนอยู่บนเตียงตกตะลึงในทันใด รีบผุดลุกขึ้นนั่ง ยังไม่ทันสำรวจโดยรอบให้ชัดเจนก็รู้สึกปวดตุบๆ ที่ศีรษะ ทำให้เธออดที่จะย่นหัวคิ้วไม่ได้
ที่นี่คือที่ไหนกัน แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทำไมถึงได้ปวดหัวแบบนี้ล่ะ เพิ่งคิดได้เท่านี้ก็มีเรื่องราวมากมายผุดขึ้นมาในสมองของเธออย่างฉับพลัน ทำเอาเธอแทบจะทนไม่ไหวจนสลบไปอีกครั้ง ครู่หนึ่ง ความทรงจำสองส่วนในสมองของเธอถึงได้หลอมรวมจนสงบนิ่งลง เธอในฐานะนักฆ่ามือพระกาฬในโลกมืดของศตวรรษใหม่ ได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเมิ่งเชี่ยนโยวหญิงสาวครอบครัวชาวนาคนนี้
พูดถึงเมิ่งเชี่ยนโยวคนนี้นับเป็นหญิงสาวที่โชคดีมากคนหนึ่ง แม้นางจะเกิดในครอบครัวยากจน แต่พ่อแม่รักใคร่ปรองดอง มีพี่ชายด้วยกันสองคน น้องชายอีกหนึ่งคน ในฐานะเด็กสาวเพียงคนเดียวของครอบครัว นางจึงเป็นดั่งสมบัติล้ำค่าของครอบครัวมาโดยตลอด ในยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรีนี้ เรียกได้ว่านางเติบโตมาอย่างไข่ในหิน งานหนักในท้องนาไม่เคยให้นางทำ ในบ้านมีอะไรอร่อยก็จะให้นางกินก่อน ผิดก็ตรงที่เอาใจนางมากเกินไป ทำให้นางมีนิสัยตะกละเกียจคร้าน ชอบเปรียบเทียบ สองสามวันก่อนเห็นหลิวลี่ลูกสาวผู้ใหญ่บ้านใส่ชุดลายดอกตัวใหม่ก็อยากได้บ้าง แต่เพราะครอบครัวยากจน ไหนเลยจะมีเงินเหลือเก็บมาซื้อเสื้อผ้าให้นาง สุดท้ายเด็กสาวก็อาละวาดจนแอบหนีขึ้นเขาไปเอง หวังว่าจะเจอของดีเพื่อเอามาแลกเงินไปซื้อเสื้อผ้า แต่ปกตินางนั้นไม่เคยทำงาน ไม่รู้ว่าที่ไหนคือที่ไหน เพิ่งจะมาถึงบนเขา ไม่ทันระวังก็ล้มลงหัวกระแทกพื้น โชคดีที่ชาวบ้านหมู่บ้านเดียวกันขึ้นเขาไปพบเข้าจึงรีบนำตัวส่งมาที่บ้าน นางถึงรอดจากการถูกสัตว์ร้ายคาบไปได้ ไม่คิดว่านางจะตกใจขนาดหนัก ทำให้เสียชีวิตลงโดยฉับพลัน ในตอนที่วิญญาณหลุดลอยไปนั้น เมิ่งเชี่ยนโยวก็ทะลุเข้ามาอยู่ในร่างของนางแล้ว
หลังจากเข้าใจต้นสายปลายเหตุทั้งหมดเมิ่งเชี่ยนโยวก็หัวเราะออกมา คนในครอบครัวหรือ เป็นคำที่น่าอัศจรรย์พันลึกนัก! ชาติที่แล้วตั้งแต่จำความได้เธอก็ฝึกวิชา ลอบฆ่าคนอยู่ในหน่วยลับแล้ว ทุกวันไม่เคยกล้าหลับเต็มอิ่ม เพราะกลัวว่า ‘คนในครอบครัว’ ข้างกายนั้นจะลอบทำร้าย แล้วตายไปทั้งๆ ที่ยังหลับฝัน ภายหลังเวลาออกไปปฏิบัติภารกิจก็นึกอิจฉาครอบครัวของคนอื่น แต่พอได้เห็นพี่ชายน้องชายทำร้ายกันเอง พ่อลูกไม่ลงรอยกัน พี่สาวน้องสาวใช้มารยาแก่งแย่งกันมากเข้า เธอก็ค่อยๆ หมดความสนใจกับการมีคนในครอบครัว
“อยากรู้นักว่าคนในครอบครัวของข้าจะเป็นยังไง” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดพึมพำเสียงเบา
“พี่ พี่สาว สะใภ้หวังข้างบ้านให้ขนมมาชิ้นหนึ่ง ข้าอดใจไม่ยอมกิน เพื่อที่จะเอากลับมาให้พี่เลยนะ” หลังจากเสียงร้องตะโกนดังขึ้น เด็กชายอายุประมาณห้าหกขวบคนหนึ่งก็ทะยานกายเข้ามา ในมือของเขาประคองขนมที่นางไม่รู้จักชื่อชิ้นหนึ่ง ยื่นมาที่เบื้องหน้าเมิ่งเชี่ยนโยว แล้วมองนางตาปริบๆ
“หึ” เสียงเมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะ พลางลูบหัวเด็กน้อยแผ่วเบา “พี่ไม่กินหรอก เจี๋ยเอ๋อร์กินเถอะ”
“พี่หัวแตก ท่านพ่อกับท่านแม่บอกว่าต้องบำรุงให้มากๆ ขนมของสะใภ้หวังเจี๋ยเอ๋อร์ไม่เคยเห็นมาก่อน แน่นอนว่าจะต้องอร่อยที่สุด กินแล้วพี่จะได้ไม่ปวดหัวอีก” พูดจบเด็กตัวน้อยก็ยื่นขนมไปที่ปากของนาง ราวกับว่ากำลังมอบสมบัติล้ำค่าให้อย่างไรอย่างนั้น
ความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นในจิตใจของเมิ่งเชี่ยนโยว นางหยิบขนมชิ้นเล็กๆ เข้าปาก เคี้ยวไปพลางพูดขึ้นว่า “อืม อร่อย! แต่หวานไปหน่อย พี่กินไม่หมดหรอก เจี๋ยเอ๋อร์ช่วยพี่กินหน่อยนะ”
“อือ ได้สิ” เด็กตัวน้อยรับคำอย่างเชื่อฟัง หยิบขนมขึ้นมากินคำเล็กๆ
“อร่อยจังเลย!”
เห็นท่าทีพึงพอใจของเด็กชายตัวน้อยแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็หัวเราะออกมา รอยยิ้มนั้นทำให้บ้านหลังเล็กทรุดโทรมหลังนี้พลันสว่างไสวขึ้น
ในตอนนั้นเอง บานประตูผุพังด้านนอกก็ถูกเปิดออก ชายหญิงอายุประมาณสามสิบกว่าปีคู่หนึ่งเดินเข้ามา เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่น่าจะใส่มาเป็นเวลานานแล้ว ถึงได้มีรอยปะชุนอยู่ไม่น้อย ผู้ชายร่างกายสูงใหญ่แบกจอบอันหนึ่ง ดูก็รู้ว่าเป็นหนุ่มบ้านนาเอาการเอางาน ส่วนหญิงสาวผู้นั้นรูปร่างเล็กบอบบาง ในมือถือเคียว อาจเพราะเพิ่งกลับมาจากที่นา ทำให้รองเท้าของทั้งสองจึงเต็มไปด้วยดินเลน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านกลับมาแล้ว” พอเด็กตัวน้อยเห็นก็รีบวิ่งเข้าไปร้องตะโกนตรงหน้าคนทั้งสอง
“พี่สาวฟื้นแล้ว ข้าก็ดูแลพี่เป็นอย่างดีเลยขอรับ”
“โยวเอ๋อร์ฟื้นแล้วหรือ” หญิงสาวพูดด้วยความยินดีพลางก้าวเท้าเดินเข้าไปในบ้าน จากนั้นชายหนุ่มก็เดินตามเข้ามา เมื่อเห็นเมิ่งเชี่ยนโยวนั่งอยู่บนเตียง สีหน้าก็พลันฉายเป็นความยินดี
“โยวเอ๋อร์ ลุกขึ้นมาทำไมกัน นอนลงก่อนเถิด ท่านหมอบอกว่าครั้งนี้เจ้าได้รับบาดเจ็บหนัก ต้องนอนรักษาตัวบนเตียงให้ดี เจ้าไม่ต้องกังวลนะ ไว้เสร็จงานรอบนี้แล้วพ่อของเจ้าจะออกไปหางานรับจ้างทำ พอได้เงินค่าจ้างมาจะได้เอามาซื้อชุดใหม่ให้เจ้า”
“ใช่แล้วๆ ไว้พ่อไปรับจ้างทำงานได้เงินมา จะซื้อชุดใหม่ให้เจ้าก่อนเลย” ชายหนุ่มพูดสมทบตาม
เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่ของสองสามีภรรยา อีกทั้งได้ฟังคำพูดพร่ำไม่หยุดนี้ ความรู้สึกประหลาดในใจเมิ่งเชี่ยนโยวก่อตัวขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เจ้าค่ะ” นางเอนกายนอนลงอย่างเชื่อฟัง
เมื่อเห็นท่าทีเชื่อฟังของลูกสาวแล้ว สองสามีภรรยาต่างก็ตกตะลึง ปกติลูกสาวเป็นคนเจ้าอารมณ์ ขี้โวยวาย น้อยครั้งนักที่นางจะเชื่อฟังเช่นนี้ กระนั้นก็พลันนึกได้ว่าอาจเป็นเพราะครั้งนี้บาดเจ็บรุนแรง ยังไม่หายดี หัวใจก็พลันเจ็บปวด จึงรีบพูดว่า “โยวเอ๋อร์นอนให้สบายเถอะนะ แม่จะไปทำกับข้าวให้เจ้ากิน”
“ข้าจะไปขอยืมไข่ไก่สองฟองจากสะใภ้หวังข้างบ้าน ไว้ให้เจ้าทำไข่ตุ๋นให้โยวเอ๋อร์กิน” ชายหนุ่มรีบพูดขึ้น
นอนฟังคำพูดที่อ่อนโยน ความอ่อนล้าก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา เมิ่งเชี่ยนโยวเข้าสู้ห้วงฝันอันแสนหวานในที่สุด
...
แล้วเมิ่งเชี่ยนโยวก็ถูกเสียงร้องยินดีหนึ่งปลุกให้ตื่นอีกครั้ง
“พวกเรามีเนื้อกินแล้ว”
“พี่ใหญ่ พี่รอง ไก่ป่าที่พวกท่านจับได้ตัวใหญ่จัง” เสียงเด็กตัวน้อยเต็มเปี่ยมไปด้วยความปีติ
“เสียนเอ๋อร์ ฉีเอ๋อร์ พวกลูกบาดเจ็บหรือไม่” หญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล
“ไม่ขอรับ ไก่ป่าตัวนี้ติดกับดักที่พวกเราวางไว้ พวกเราเลยจับมา ท่านแม่ไม่ต้องเป็นกังวลนะขอรับ” เสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งตอบกลับ
“น้องสาวเป็นอย่างไรบ้าง” เด็กหนุ่มอีกคนถามขึ้น
เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ เมิ่งเชี่ยนโยวก็ลุกขึ้นจากเตียง หยิบเสื้อมาคลุมร่างแล้วค่อยๆ เดินออกมาถึงหน้าประตูบ้าน
ที่บริเวณลานบ้านนั้นมีเด็กหนุ่มสองคนที่อายุไล่เลี่ยกันยืนอยู่ คนที่ตัวสูงกว่านั้นสวมชุดสีน้ำเงิน หัวไหล่ซ้ายมีรอยปะชุนขนาดใหญ่ สวมรองเท้าผ้าขาดหวิ่นจนเผยให้เห็นหัวแม่เท้า ส่วนอีกคนนั้นเตี้ยกว่า ร่างกายผอมแห้ง สวมชุดสีน้ำตาล กางเกงบริเวณหัวเข่ามีรูขนาดใหญ่
เมื่อเห็นเมิ่งเชี่ยนโยวเดินออกมา ทั้งสองคนก็รีบวิ่งไปตรงหน้าของนางทันที เด็กหนุ่มที่ตัวใหญ่กว่านั้นยกไก่ป่าในมือขึ้น ยิ้มพลางพูดว่า “น้องสาว ไก่ป่านี้ประเดี๋ยวจะให้ท่านแม่เอาไปตุ๋น เก็บไว้ให้เจ้าค่อยๆ กิน ไม่นานแผลที่หัวของเจ้าก็จะหาย กลับมาสวยสดใสเหมือนเดิมแล้ว”
เด็กหนุ่มที่ตัวเตี้ยกว่ายืนเกาหัวไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแต่ส่งรอยยิ้มยินดีให้กับเมิ่งเชี่ยนโยว
“พอเถอะ น้องสาวของพวกเจ้าเพิ่งฟื้น ให้น้องพักผ่อนเสียก่อน เสียนเอ๋อร์ ฉีเอ๋อร์พวกเจ้าเอาไก่ป่าไปถอนขน เจี๋ยเอ๋อร์ ลูกอยู่เป็นเพื่อนพี่เขา”
“ขอรับ” เด็กทั้งสามรับคำพร้อมกัน แต่ละคนแยกย้ายกันไปทำงาน
...
เมิ่งเชี่ยนโยวมีเด็กตัวน้อยอยู่เป็นเพื่อน นางนั่งเท้าคางอยู่บนธรณีประตู มองภาพตรงหน้าทั้งหมดอย่างเงียบๆ
บ้านหลังน้อยที่ดูทรุดโทรม คนในครอบครัวที่แสนอบอุ่น แสงแดดอุ่นยามโพล้เพล้ คล้ายกับว่าทั้งหมดนั้นจะเป็นสัญญาณบอกว่านี่เป็นการเริ่มต้นที่ดี “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกพี่จัดการไก่เรียบร้อยแล้ว หั่นเป็นชิ้นๆ นะ ข้าจะสอนวิธีทำแบบใหม่ให้ท่านแม่” จู่ๆ เมิ่งเชี่ยนโยวก็หันไปพูดกับพี่ชายทั้งสองคนที่กำลังจัดการกับไก่
เมื่อพี่ชายทั้งสองได้ฟังแล้วก็จ้องมองนางอย่างตกตะลึง นานครู่ใหญ่ก็ยังไม่ได้สติคืนกลับมา
“เป็นอะไรไป ไม่ได้หรือเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม
“เปล่า ปกติแล้วน้องสาวไม่ชอบการทำอาหารมากที่สุดไม่ใช่หรือ พอท่านพ่อท่านแม่จะสอนเจ้าทำอาหารก็ร้องโวยวาย วันนี้เกิดอะไรขึ้นกัน ยังจะสอนท่านแม่ทำอาหารอีก เจ้าก็ทำเป็นด้วยหรือ” เมิ่งเสียนถามขึ้นด้วยความสงสัย
“จู่ๆ ข้าก็แค่เกิดอยากจะทำขึ้นมา อยากทดลองดูเท่านั้น เช่นนี้ก็ไม่ดีหรือเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวเอียงคอถามอย่างซุกซน
เมิ่งเสียน เมิ่งฉีก็ไม่เคยเห็นท่าทางเช่นนี้ของน้องสาวมาก่อน เช่นนั้นก็พลันนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
“พรืด!” เมิ่งเชี่ยนโยวเห็นท่าทีนิ่งอึ้งจนดูตลกของทั้งสองคนแล้ว ก็กลั้นไม่ไหวหลุดหัวเราะออกมา
“น้องสาว เวลาเจ้าหัวเราะก็สวยจริงๆ” เมิ่งฉีพูดอย่างประหลาดใจ
“อะไรกัน เดิมทีน้องสาวของพวกเราก็สวยอยู่แล้ว” เมิ่งเสียนพูดกับเมิ่งฉีอย่างไม่สบอารมณ์
“พอแล้ว พวกเจ้าน่ะ ในเมื่อน้องพูดเช่นนี้แล้วพวกเจ้ายังไม่รีบลงมืออีกหรือ” หญิงสาวพูดกับลูกชายทั้งสองคน
“ท่านแม่ ที่บ้านของเรามีเห็ดหอมหรือไม่เจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม
“เห็ดหอม อะไรคือเห็ดหอมหรือ” หญิงสาวมองเมิ่งเชี่ยนโยวด้วยความสงสัย
“ข้าก็ไม่รู้ว่าคืออะไร เพียงแต่เคยได้ยินคนอื่นเขาพูดกันเท่านั้น นึกว่าที่บ้านของเราจะมี” เมิ่งเชี่ยนโยวแลบลิ้นแปลบๆ พูดออกมาอย่างเก้อเขิน
“อ่อ” หญิงสาวรับคำอย่างไม่ใส่ใจนัก บางครั้งที่ลูกสาวของนางติดตามพ่อเข้าไปในเมือง อาจจะไปได้ยินคนอื่นพูดมา เมื่อก่อนยังดีหน่อย ทว่าตอนนี้พอป่วยก็นึกขึ้นได้ พอคิดได้แบบนี้หญิงสาวก็ทอดถอนใจ ปีนี้น้ำน้อย การเก็บเกี่ยวในที่นาน้อยไม่ว่า แม้แต่ผักที่ตัวเองปลูกไว้ก็เติบโตไม่ดี
“ข้ากลับมาแล้ว!” ชายหนุ่มตักน้ำมาหนึ่งหาบ ในมือถือผักสดหนึ่งหัว เดินโงนเงนเข้ามาในบ้าน
“ตอนข้าตักน้ำนั้นเจอย่ารอง ข้าช่วยหาบน้ำให้นางถังหนึ่ง นางเลยยัดผักสดให้ข้าเอามาให้ได้ ข้าจะไม่เอา แต่นางก็วิ่งตามมาเสียแล้ว ข้ากลัวว่านางจะล้ม เช่นนั้นจึงจำต้องรับเอามาเสียแล้ว” ชายหนุ่มเดินไปพลางอธิบายไปพลาง
“ย่ารองอยู่ตัวคนเดียวไม่ง่ายเลยนะ ต่อไปช่วยอะไรได้ก็ต้องช่วย และห้ามรับสิ่งของมาเด็ดขาด เสียนเอ๋อร์ ฉีเอ๋อร์จับไก่ป่ามาได้ อีกเดี๋ยวค่อยเอาเนื้อไก่ไปให้นาง”
“ขอรับ”