ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 002 ตอนที่ 2

#2Chapter 002

ตอนที่ 2 ข้าตีเขาออกไปได้หรือไม่

“ข้าช่วยเจ้าค่ะ!” เมิ่งเชี่ยนโยวลุกขึ้นยืนเดินตรงไปที่เตาไฟ ทว่ายังเดินไปไม่ถึงสองก้าว ความรู้สึกมึนหัวก็จู่โจมเข้ามาในทันที เมิ่งเชี่ยนโยวโคลงศีรษะไปมา แอบคิดว่าร่างของนางในชาตินี้ก็ช่างอ่อนแอเหลือเกิน แค่หัวแตกก็เป็นได้ถึงขนาดนี้ ตนเองในชาติก่อนเคยได้รับบาดเจ็บมากกว่านี้มานักต่อนัก ยังไม่เป็นอะไรเลย ดูท่าร่างกายนี้จะต้องได้รับการฝึกหนักสักระยะเวลาหนึ่ง ถึงจะได้มาตรฐานของตัวเองในชาติก่อน

“โยวเอ๋อร์ ศีรษะของลูกยังบาดเจ็บ ให้แม่ทำเถอะ รอให้หายดีก่อน แล้วลูกอยากจะทำอะไรก็ได้” หญิงสาวโน้มน้าวอย่างรักใคร่

เมิ่งเชี่ยนโยวรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ พูดออกมาอย่างมีความสุข “วันนี้ข้าอยากแสดงฝีมือให้ทุกคนได้ชิมฝีมือของข้า”

“เจ้านี่อย่างไรกัน ลูกอุตส่าห์อยากทำอาหาร เจ้าก็ให้ลูกทำเถอะ” เมื่อชายหนุ่มพูดกับหญิงสาวแล้วก็หันมาพูดกับเมิ่งเชี่ยนโยวต่อ “โยวเอ๋อร์ของพ่อโตแล้ว ทำอาหารเป็นแล้ว ต่อไปพ่อกับแม่จะได้สบาย”

“เจ้าค่ะ ท่านแม่ช่วยข้าจุดไฟทีนะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวเดินไปข้างเตาไฟแล้วพับแขนเสื้อขึ้น ตักน้ำกระบอกหนึ่งเทลงในกระทะ ปิดฝากระทะ จากนั้นก็นำไก่ที่หั่นเป็นชิ้นๆ ใช้น้ำสะอาดล้างอีกครั้ง รอจนน้ำเดือดแล้วก็เทลงไป จากนั้นตักขึ้นมา ทิ้งไว้ข้างๆ จนสะเด็ดน้ำ จากนั้นล้างกระทะให้สะอาด หยิบถังน้ำมันเทออกมาหนึ่งตะหลิวใหญ่ใส่ลงในกระทะ

หญิงสาวเผยอปาก อยากจะพูดอะไรขึ้นอีก แต่ก็กลืนกลับเข้าไปทันที ไม่บ่อยนักที่ลูกสาวของตนจะมีความสุขเช่นนี้ ปล่อยให้นางเล่นไปเถอะ วันข้างหน้าค่อยคิดหาวิธีก็ได้

น้ำมันเดือดแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็ใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อย จากนั้นก็ใช้ตะหลิวค่อยๆ คนจนกระทั่งน้ำตาลกลายเป็นสีแดง แล้วใส่ไก่ชิ้นลงไปผัดให้ทั่ว กลิ่นหอมพลันคละคลุ้งไปทั้งลานบ้าน

“หอมจัง” เด็กตัวน้อยวิ่งมาข้างเตา ใช้จมูกสูดกลิ่นอย่างแรง พฤติกรรมของเขานั้นก็เรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคนในบ้าน

เมิ่งเชี่ยนโยวผัดอาหารต่อจนกระทั่งไก่ชิ้นเปลี่ยนเป็นสีแดงทั้งหมด ถึงได้เติมน้ำลงไปในกระทะ ใส่เกลือแล้วปิดฝากระทะ “ท่านแม่ รอจนน้ำเดือดแล้ว ท่านแม่ก็เบาไฟ แล้วต้มอีกครู่หนึ่งก็ได้แล้วเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวมองเตาดินเผาขนาดใหญ่นี้ ลูบผมเล็กน้อย พูดกับหญิงสาวอย่างเกรงใจ

“ได้สิจ๊ะ” ได้กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบ้าน มองเห็นรอยยิ้มของลูกสาวแล้ว ใบหน้าซีดเซียวของหญิงสาวก็เผยรอยยิ้มชื่นใจออกมา

“แหม บ้านน้องรองทำของอร่อยอะไรกินกัน ได้กลิ่นหอมโชยมาแต่ไกลเลยนะ” เสียงพูดหนึ่งจบลง หนุ่มใหญ่ในชุดผ้าฝ้ายดิบก็หัวเราะร่วนเดินเข้ามา พอเห็นเขาใบหน้าของทุกคนในลานบ้านก็พลันเปลี่ยนสี เด็กตัวน้อยพลันเบียดกายเข้าหาเมิ่งเชี่ยนโยวทันที เมิ่งเสียน และเมิ่งฉีเองต่างก็แสดงสีหน้าแค้นเคืองขึ้นมาพร้อมกัน

“ลุงใหญ่ มาได้อย่างไรเจ้าคะ มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ” หญิงสาวถามขึ้นอย่างระมัดระวัง

“ฟังน้องพูดเข้าสิ พวกเราต่างเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่มีอะไรก็มาไม่ได้หรืออย่างไร โชคดีที่ข้ามา ไม่อย่างนั้นข้าก็ไม่รู้เลยว่าบ้านน้องรองมีชีวิตสุขสบายอย่างนี้ มีเนื้อให้กินกันแล้วนี่” ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าเต็มแรง พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มยินดี

“พี่ใหญ่ เนื้อนี้ไม่ได้ซื้อมาหรอก แต่เป็นเสียนเอ๋อร์กับฉีเอ๋อร์ไปจับไก่ป่าตัวนี้มาได้จากบนเขา จะเอามาตุ๋นบำรุงร่างกายให้โยวเอ๋อร์ นางขึ้นเขาหกล้มหัวกระแทก หมอบอกว่าต้องบำรุงให้มากๆ” เมิ่งเอ้ออิ๋นรีบพูดขึ้น

เมิ่งต้าจินมองศีรษะที่โพกไว้ด้วยผ้าของเมิ่งเชี่ยนโยวคราหนึ่ง สูดลมหายใจเต็มแรงอีกครั้ง แล้วพูดว่า “น้องรอง ข้าก็ไม่ได้จะว่าอะไรเจ้านะ แต่นี่ก็แค่เด็กผู้หญิงไม่เอาไหนคนหนึ่ง เจ้าก็โอ๋นางเกินไปหน่อยกระมัง ได้กินดีอยู่ดีอีกทั้งยังไม่ต้องทำงาน เจ้าจะเลี้ยงดูเทิดทูนขนาดนี้ไปเพื่ออะไร อย่างไรเสียก็เป็นสินค้าขาดทุน ต่อให้เลี้ยงดูอย่างดีเพียงใด อีกไม่กี่ปีก็ต้องตกไปเป็นของคนอื่นแล้ว ถึงตอนนั้นก็จะหาประโยชน์ไม่ได้อีก สู้ฉวยโอกาสตอนที่ยังอยู่ รีบใช้นางทำงานให้หนักจะดีกว่า”

“พี่ของข้าไม่ใช่สินค้าขาดทุนนะ!” เด็กตัวน้อยร้องโวยวายไม่พอใจ

“ไปๆๆ เจ้าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กล้ามาเถียงลุงหรือ อยากโดนดีใช่หรือไม่” เมิ่งต้าจินทำทีเงื้อหมัดขึ้น เช่นนั้นเด็กตัวน้อยก็พลันตกใจรีบหลบไปด้านหลังทันที

“รีบไปเอาถ้วยตักเนื้อไก่มาให้ข้า ข้าจะชิมสักหน่อย” เมิ่งต้าจินพูดไปพลางเดินตรงไปที่ข้างกระทะ เขาเปิดฝากระทะออกก็เห็นเนื้อไก่อยู่ในนั้น พลันกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่

เมื่อเห็นพฤติกรรมของเมิ่งต้าจินแล้ว แววตาของเมิ่งเชี่ยนโยก็วสะท้อนแสงแวววับ ก้าวเท้าเดินไปข้างเตา แล้วหยิบตะหลิวเคาะไปที่มือของเขาดัง ‘โป๊ก’ ฝากระทะพลันหลุดออกจากมือ จากนั้นเสียง “โอ๊ย” ก็ดังขึ้น เมิ่งต้าจินกุมมือข้างที่ถูกตีแล้วร้องโอดโอยออกมาอย่างเจ็บปวด

คนทั้งลานต่างตกใจกับพฤติกรรมของเมิ่งเชี่ยนโยว เมื่อก่อนเมิ่งต้าจินมักจะมาแย่งของเช่นนี้อยู่เสมอ แม้เมิ่งเชี่ยนโยวจะไม่พอใจ แต่นางก็แค่แอบด่าอยู่ในบ้านเท่านั้น ไม่เคยปะทะต่อหน้าแบบนี้มาก่อน อีกทั้งยิ่งไม่เคยเอาตะหลิวเคาะเขาเหมือนเช่นวันนี้ เมิ่งเอ้ออิ๋นได้สติคืนกลับมาเป็นคนแรก เขารีบเดินเข้าไปดึงเมิ่งเชี่ยนโยวเข้ามาที่ด้านหลังตัวเอง ส่วนเมิ่งเสียน เมิ่งฉีก็รีบเข้าไปบังอยู่ด้านหน้า

“นังตัวดี อยากตายใช่ไหม!” พอได้สติเมิ่งต้าจินด้านหนึ่งก่นด่า อีกด้านก็ยกฝ่ามือขึ้นเดินมุ่งหน้าเข้ามาหาเมิ่งเชี่ยนโยว พอเห็นนางหลบอยู่ด้านหลังคนทั้งสาม ก็พูดกับคนทั้งสามอย่างดุดันว่า “พวกเจ้าขวางไปก็ไม่มีประโยชน์ วันนี้ข้าจะตบนังตัวดีนี่ให้ตาย!”

“มีสิทธิ์อะไรมาตีน้องสาว น้องสาวไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย!” เมิ่งเสียนตวาดเมิ่งต้าจินกลับด้วยเสียงสูง

“ผัวะ!” เสียงฝ่ามือตบลงบนใบหน้าเมิ่งเสียน เมิ่งต้าจินด่าทอออกมาอย่างเคืองขุ่น “ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน จะลองดีใช่ไหม! กล้าตวาดใส่ลุง วันนี้ข้าจะสั่งสอนพวกเจ้าให้รู้ว่าการกตัญญูต่อผู้อาวุโสคืออะไร!”

“เสียนเอ๋อร์!” เมิ่งซื่อ[footnoteRef:1]ร้องโวยวาย รีบดึงเมิ่งเสียนมาตรงหน้า เมื่อเห็นใบหน้าที่บวมแดงขึ้นอย่างฉับพลันของลูกชายแล้ว น้ำตาก็เอ่อไหลออกมา “ลุงใหญ่ เสียนเอ๋อร์ยังเป็นเด็ก เหตุใดถึงได้ลงมือรุนแรงเช่นนี้!” [1: เมิ่งซื่อ ในสมัยก่อนหญิงสาวที่แต่งงานออกเรือนแล้ว มักจะเรียกและตามด้วยคำว่า “ชื่อ (氏)” ]

เมื่อเห็นใบหน้าบวมแดงของเมิ่งเสียนแล้ว สายตาของเมิ่งต้าจินก็ส่องแสงประกาย จากนั้นก็โก่งคอพูดต่อว่า “กล้าตวาดเสียงดังใส่ผู้อาวุโสก็ต้องได้รับการสั่งสอน พวกเจ้าฟังข้าให้ดี ถ้าหากยังทำให้ข้าโมโหอีก จะไม่ใช่แค่ฝ่ามือนี้เท่านั้น!”

“ท่านพ่อ ข้าตีเขาออกไปได้หรือไม่เจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวเงยหน้าถามขึ้นเสียงเบา เมิ่งเอ้ออิ๋นตกตะลึง ความรู้สึกประหลาดก่อตัวขึ้น ลูกสาวตรงหน้ายังคงมีสภาพเหมือนเดิม อ่อนแอบอบบาง แต่ทว่าคำที่พูดออกมานั้น เหตุใดถึงให้ความรู้สึกถึงพลังสังหารเข้มข้นถึงเพียงนี้

“เจ้ากล้าหรือ นังตัวดี! หากยังกล้าลงมือกับข้า ข้าจะจับตัวเจ้าไปขาย ไปเป็นทาสรับใช้ให้บ้านอื่น...”

“ปัง!” เมิ่งต้าจินยังพูดไม่ทันจบก็ถูกเก้าอี้ตัวหนึ่งทุ่มใส่ ไม่รอให้เขาได้สติกลับมาก็พลันมีของอีกสิ่งกระแทกถูกใบหน้าข้างซ้ายเขาดัง “ป๊าบ!” เขากำลังคิดจะด่าก็พลันถูกของอีกสิ่งกระแทกที่ใบหน้าด้านขวาดัง “ป๊าบ” อีกครั้ง

“น้องเล็ก หยิบไม้กวาดมา!” เมิ่งเชี่ยนโยวที่ขว้างรองเท้าไปแล้วสองข้างตะโกนไปที่เด็กตัวน้อย

“ขอรับ!” เด็กตัวน้อยหันหลังกลับไปรีบควานหาไม้กวาด แล้ววิ่งตุ๊บๆๆ มาตรงหน้าเมิ่งเชี่ยนโยว “ท่านพี่ นี่ขอรับ!”

“ลุงใหญ่ ลุงจะเดินไปเอง หรือจะให้ข้าตีออกไปเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบไม้กวาด พูดกับเมิ่งเชี่ยนโยวเหมือนยิ้มแต่กลับไม่ยิ้ม

“จะ เจ้า...” เมิ่งต้าจินชี้หน้าเมิ่งเชี่ยนโยว พูดอะไรไม่ออกอยู่เป็นนาน

“ที่แท้ลุงใหญ่ก็อยากให้ข้าตีออกไปนี่เอง เช่นนั้นหลานสาวจะเชื่อฟังแต่โดยดีเจ้าค่ะ” สิ้นเสียง เมิ่งเชี่ยนโยวก็ยกไม้กวาดไล่ตีเมิ่งต้าจินออกไป

“นังตัวดี เจ้า...โอ๊ย...นังตัวดี เจ้า...โอ๊ย...โอ๊ย...โอ๊ย” หลังจากเสียงร้องเจ็บปวด เมิ่งต้าจินก็เดินโซซัดโซเซออกไปจากประตูใหญ่

“ลุงใหญ่ เดินทางระวัง ไม่ส่งนะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวยืนหายใจหอบที่หน้าประตูส่งยิ้มพูดกับเมิ่งต้าจิน

“เจ้าๆๆ...”

“ทำไมหรือเจ้าคะ หรือลุงใหญ่อยากให้ข้าไปส่ง” จับไม้กวาดในมือแน่น เมิ่งเชี่ยนโยวก้าวเท้าไปข้างหน้า

“นังตัวดี กล้าตีข้าเรอะ ฝากไว้ก่อนเถอะ สักวันข้าจะเอาเจ้าไปขายทิ้ง!” เมิ่งต้าจินตวาดเสียงดังไปพลางเดินถอยหลังไปพลาง จากนั้นก็หมุนตัวหนีเอาชีวิตรอด

“ลุงใหญ่ ค่อยๆ นะเจ้าคะ อย่าเดินสะดุดล้มไปล่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวร้องตะโกนให้กับแผ่นหลังเมิ่งต้าจิน ร่างนั้นยิ่งวิ่งเร็วมากกว่าเดิม เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะแล้วหันหลังกลับ พูดกับทุกคนในลานบ้านที่ถลึงตาอ้าปากค้าง “ต่อไปเขาจะไม่กล้ามาบ้านเราง่ายๆ อีกแล้วเจ้าค่ะ”

“โยวเอ๋อร์ ลูก...” เป็นเมิ่งเอ้ออิ๋นที่ได้สติคืนกลับคืนมาก่อน คิดจะพูดออกมาแต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี

“โยวเอ๋อร์ ลูกเป็นสตรี ทำร้ายคนได้อย่างไรกัน หากมีคนรู้เข้า ต่อไปใครเขาจะมาขอลูกแต่งงาน!” เมิ่งชื่อได้สติคืนกลับมาแล้ว ก็พูดขึ้นอย่างเป็นกังวล

“โอ้ ท่านพี่สุดยอดไปเลย! จัดการลุงใหญ่จนเผ่นแน่บไปเลย ต่อไปลุงใหญ่จะได้ไม่กล้ามาหยิบของบ้านเราแล้วใช่หรือไม่ขอรับ” เด็กตัวน้อยถามด้วยความเลื่อมใส

เมิ่งเชี่ยนโยวยิ้มขึ้นบางๆ “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ ใครอยากจะพูดอะไรก็ให้เขาพูดไปเถอะ พวกเราไม่ต้องไปสนใจก็พอเจ้าค่ะ แต่หากมีใครมาหาเรื่องก่อกวนพวกเราถึงในบ้านอีก พวกเราจะยอมกัดฟันทนเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ ต้องจัดการออกไปให้หมดนะเจ้าคะ”

“เฮ้อ! พ่อกับแม่ก็รู้ว่าไม่ควรยอมอ่อนข้อให้ลุงใหญ่ของเจ้าเช่นนี้ ทำให้พวกเจ้าต้องลำบากไปด้วย แต่ท่านปู่ท่านย่าอาศัยอยู่กับเขา หากไม่ยอมให้เขาหยิบฉวยสิ่งของ เขาจะไปโวยวายกับท่านปู่ท่านย่าได้ คนแก่อายุมากแล้ว ทนการรบเร้าไม่ไหวหรอก” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดอย่างแหนงหน่าย

“เหตุใดพวกเราถึงไม่รับท่านปู่กับท่านย่ามาอยู่ด้วยกันล่ะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ

“แต่ไหนแต่ไรคนแก่ต้องอยู่กับลูกชายคนโต หากไปอยู่กับลูกชายคนอื่นจะถูกคนอื่นครหาเอาได้”

“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องยอมให้เขามาหยิบฉวยของในบ้านพวกเราได้ตามอำเภอใจอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”

“พ่อพูดกับปู่ย่าของลูกหลายครั้งแล้วว่าให้สองผู้เฒ่ามาอยู่ด้วยกันกับพวกเรา แต่พวกท่านบอกว่า ตอนที่แยกบ้านกัน ทั้งที่นาและบ้านก็ยกให้ลุงใหญ่หมด หากมาอยู่กับพวกเราอีก จะถูกคนเอาไปพูดติฉินได้”

“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องยอมให้เขามาหยิบฉวยของในบ้านพวกเราได้ตามอำเภอใจ”

“ไม่เพียงแต่บ้านพวกเรา แต่อาสามและอาสี่ของลูกก็เหมือนกัน เพราะเห็นแก่หน้าสองผู้เฒ่า พวกเราถึงได้ยอม แต่การตีของลูกวันนี้ไม่รู้ว่าลุงใหญ่ลูกจะกลับไปอาละวาดกับปู่ย่าอย่างไรบ้าง” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดไปพลางถอนหายใจอย่างเป็นกังวลไปพลาง

“ท่านพ่อกำลังตำหนิข้าหรือเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถามเสียงเอื่อย

“พ่อจะตำหนิลูกทำไมกัน เป็นเพราะพ่อไม่มีความสามารถ หากพ่อหาเงินได้มากกว่านี้ ลูกก็ไม่ต้องขึ้นเขาไปหาเงินล้มหัวกระแทก เสียนเอ๋อร์ก็ไม่ต้องถูกตบเพราะเนื้อไก่ไม่กี่ชิ้น” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดตำหนิตัวเอง

“พอแล้ว พูดเรื่องพวกนี้กับลูกทำไมกัน รีบกินข้าวเถอะ!” เมิ่งชื่อเห็นสามีตำหนิโทษตัวเอง ก็รีบเอ่ยปากขึ้น

“ใช่ๆๆ กินข้าวเถอะ กินข้าว” เมิ่งเอ้ออิ๋นก็รู้สึกว่าตัวเองพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป จึงรีบรับคำทันที จากนั้นพูดกับเมิ่งเสียนว่า “เสียนเอ๋อร์ เจ้ารีบไปเอาน้ำเย็นมาประคบหน้าไป เดี๋ยวพ่อจะไปซื้อยากับหมอเมิ่งให้ ประคบหน่อยก็ไม่ปวดแล้ว”

“ไม่ต้องใช้ยาหรอกขอรับท่านพ่อ ไม่กี่วันก็หายแล้ว พวกเราติดเงินค่ายาหมอเมิ่งไม่น้อยแล้ว อย่าเพิ่มหนี้สินอีกเลยขอรับ” เมิ่งเสียนพูดอย่างรู้ความ

“พี่ใหญ่เจ็บมากหรือไม่” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม

“ไม่มากเท่าไหร่” เมิ่งเสียนตอบ

“เช่นนั้นก็อย่าเพิ่งประคบ พวกเราเอาเนื้อไก่ไปให้ปู่ย่ากันเถอะเจ้าค่ะ”

devc-75d0bbbd-32992