ข้ามกาลบันดาลรัก

ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 033 ตอนที่ 33

#33Chapter 033

ตอนที่ 33 ไปเยี่ยมญาติ

ผ่านไปอีกหลายวัน งานในบ้านก็ล้วนทำเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว อากาศก็ค่อยๆ เย็นลง เมิ่งชื่อจึงอยากจะนำผ้าห่มนวมออกมาผึ่งลม ก็ถึงนึกขึ้นได้ว่าลูกสาวนั้นได้ซื้อผ้าทำผ้าห่มมาใหม่แล้ว แต่ว่าในบ้านยังไม่มีนุ่น นางถึงคิดขึ้นมาได้อีกว่าบ้านเดิมของตนนั้นเมื่อก่อนจะปลูกแต่ต้นนุ่น จึงได้ตัดสินใจจะไปซื้อกับบ้านเดิม เมื่อเมิ่งเอ้ออิ๋นได้ยินจึงเสนอว่าเช่นนั้นก็ฉวยโอกาสนี้กลับไปเยี่ยมบ้านพ่อตากันทั้งครอบครัว เมิ่งชื่อก็เห็นด้วย ตกลงกันอยู่ครู่หนึ่ง ก็ใช้เมิ่งเอ้ออิ๋นบังคับรถไปซื้อเนื้อหมูห้าจินในเมือง ขนมสี่กล่อง แป้งสาลียี่สิบจิน ทั้งครอบครัวกินอาหารเสร็จแต่เช้าตรู่ ก็บังคับรถไปเยี่ยมญาติที่หมู่บ้านหลี่

หมู่บ้านหลี่นั้นอยู่ห่างจากหมู่บ้านหวงประมาณสิบกว่าลี้ได้ เดินทางประมาณครึ่งชั่วยามก็มาถึงจุดหมาย เมิ่งเอ้ออิ๋นก็ไม่ได้รีบร้อน ให้วัวค่อยๆ เดินเอื่อยเฉื่อยไปเรื่อยๆ ทว่าเมิ่งชื่อกลับตื่นเต้นดีใจกว่าใคร แม้บ้านเดิมของนางจะอยู่ไม่ไกล แต่นานๆ ครั้งกว่าที่ตนเองจะได้กลับบ้านสักที นอกจากมีลูกสี่คนต้องดูแลแล้ว ครอบครัวของนางก็ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อสิ่งของกลับไปให้สองผู้เฒ่าอีก ลูกสาวที่แต่งออกมาเวลากลับบ้านเดิม หากไม่มีสิ่งของติดไม้ติดมือไปด้วยจะถูกคนอื่นติฉินนินทาเอาได้ แม้ว่าท่านพ่อท่านแม่ พี่ชายและพี่สะใภ้จะไม่ว่าอะไร แต่ตนเองก็ไม่มีหน้ากลับไป ตอนนี้ดีขึ้นมาแล้ว ในที่สุดตัวเองก็สามารถพาคนทั้งครอบครัวกลับบ้านเดิมอย่างหน้าชื่นตาบานได้เสียที

เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้าน เมิ่งชื่อเห็นคนในบ้านกำลังง่วนอยู่กับการแขวนข้าวโพดบนต้นไม้ในลานบ้าน เมิ่งชื่อลงจากรถ ก็ร้องตะโกนเรียกอย่างดีใจ “ท่านพ่อ ท่านแม่ข้ากลับมาหาพวกท่านแล้วเจ้าค่ะ”

คนทั้งหมดหันหน้ามาพร้อมกัน เมื่อเห็นครอบครัวของเมิ่งเอ้ออิ๋นมากันทั้งหมด จึงออกมาต้อนรับด้วยความยินดี

“ท่านตา ท่านยาย” เหล่าพี่น้องทั้งหมดนั้นต่างร้องเรียกขึ้นพร้อมกัน

สองผู้เฒ่าตอบรับ ท่านแม่ของเมิ่งชื่อนั้นดึงมือของลูกสาวไว้ไม่ยอมปล่อย

“น้องเขย เหนื่อยแล้วใช่หรือไม่ รีบเข้ามาดื่มน้ำก่อนเถอะ” จางจู้พูดกับเมิ่งเอ้ออิ๋นอย่างเป็นกันเอง

เมิ่งเอ้ออิ๋นนำวัวไปผูกไว้กับต้นไม้ใหญ่หน้าประตู แล้วเรียกเมิ่งเสียน เมิ่งฉีมาหยิบเนื้อและขนมไป ส่วนตัวเองนั้นแบกข้าวสาลีเข้ามาในลานบ้าน

ภรรยาจางจู้รีบเทน้ำวางไว้บนโต๊ะ

คนทั้งหมดนั่งลง ท่านแม่ของเมิ่งชื่อยังคงจับมือลูกสาวไม่ปล่อย ส่วนเมิ่งชื่อเองก็ไม่ได้สะบัดหนี พูดกับภรรยาจางจู้ว่า “พี่สะใภ้ รีบเปิดกล่องขนมเถอะ ให้เด็กๆ ได้ลิ้มรสกัน”

“ขนมดีเช่นนี้ จะให้เด็กๆ กินได้อย่างไร เก็บไว้ให้ท่านพ่อท่านแม่กินเถอะ” ภรรยาจางจู้พูด

“พี่สะใภ้ ข้าตั้งใจซื้อมาให้พวกเด็กๆ กิน พี่ให้พวกเด็กๆ กินเถอะนะเจ้าคะ ของท่านพ่อท่านแม่ยังมีอีก”

ภรรยาจางจู้จึงไม่ได้ปฏิเสธอีก นางเปิดกล่องขนมแล้วให้เด็กๆ คนละชิ้น “ขอบพระคุณท่านอาเจ้าค่ะ” พอได้ขนม เด็กๆ ก็พูดขอบคุณขึ้นพร้อมกัน

“กินเถอะ กินหมดแล้วอาจะซื้อมาให้อีก” เมิ่งชื่อพูดด้วยรอยยิ้ม

ภรรยาจางจู้นำขนมมาให้เมิ่งเสียนและน้องๆ ทั้งสี่ด้วยคนละชิ้น ทั้งสี่หันไปมองเมิ่งชื่อ เห็นว่านางพยักหน้ายิ้มก็ต่างพูดขอบคุณ แล้วรับมา

“งานในนายังทำไม่เสร็จหรือเจ้าคะ” เมิ่งชื่อถาม

“แขวนข้าวโพดพวกนี้เสร็จก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ข้ากับพี่สะใภ้เจ้ากำลังปรึกษากันว่าพรุ่งนี้จะไปหางานในเมืองทำ” จางจู้พูด

“พี่ใหญ่ไม่อยู่ช่วยสานตะกร้ากับพ่อหรือเจ้าคะ” เมิ่งชื่อถามขึ้นอีก

“หมดฤดูเพาะปลูกแล้ว ตะกร้าก็ขายได้น้อยลง ท่านพ่อสานแค่คนเดียวก็มีพอให้ขายแล้ว” จางจู้ตอบ

“พี่ใหญ่เตรียมจะไปหางานอะไรทำหรือ” เมิ่งเอ้ออิ๋นถาม

“ยังไม่รู้เลย คงต้องลองเข้าไปในเมืองดู เจองานอะไรก็ทำทั้งนั้น ขอเพียงใช้แรงงานข้าทำได้หมดล่ะ”

ทุกคนพลันเงียบลง

“ท่านพ่อเจ้าคะ เงินครั้งก่อนที่พวกเราช่วยลุงใหญ่ขายตะกร้าสะพายหลังยี่สิบใบให้กับเถ้าแก่ ดูเหมือนว่าเงินจะยังอยู่กับพวกเรานะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดเตือน

“ใช่ๆๆ ข้าก็เกือบลืมไปแล้ว” เมิ่งเอ้ออิ๋นหยิบถุงเงินออกมาจากอกเสื้อวางไว้บนโต๊ะ “ในนี้เป็นเงินสองร้อยอีแปะ เป็นค่าตะกร้าสะพายหลัง ก่อนหน้านี้ยุ่งๆ เลยลืมให้กับเจ้า”

“ครั้งก่อนที่สร้างบ้านเสร็จเจ้าก็ให้เงินข้ามาสองตำลึงแล้ว เงินนี้ข้าไม่เอาแล้ว เจ้าเอากลับไปเถอะ” จางจู้พูด

“พี่ใหญ่ท่านพูดถูก เงินนี้พวกเจ้าเก็บกลับไปเถอะ” ภรรยาจางจู้ก็พูดขึ้นบ้าง

เมิ่งเอ้ออิ๋นร้อนรนขึ้นมาแล้ว “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้เหตุใดถึงพูดเช่นนี้ นี่เป็นเงินที่พวกท่านขายตะกร้าได้ ข้าจะเอากลับไปได้อย่างไร”

“ท่านพ่อ ท่านรับไว้เถอะเจ้าค่ะ ในเมื่อลุงใหญ่ไม่รับเงินนี้ ต่อไปหากได้ราคาสูงกว่านี้อีกพวกเราก็จะไม่ช่วยลุงใหญ่ขายตะกร้าอีกแล้ว และหากบ้านเรามีเรื่องอะไรก็จะไม่มาขอความช่วยเหลือจากลุงใหญ่อีก” เมื่อเห็นว่าจางจู้และภรรยาไม่ยอมรับเงินไป เมิ่งเชี่ยนโยวจึงเอ่ยปากพูดขึ้น

“เจ้าเด็กคนนี้นี่นะ จะให้ลุงใหญ่พูดอย่างไรดี ลุงใหญ่ยอมรับไว้ก็ได้แล้วใช่หรือไม่” จางจู้เก็บถุงผ้าขึ้นอย่างแหนงหน่าย

“ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปไม่แน่ว่าข้ายังต้องมาขอให้ท่านลุงช่วยอีก หากท่านลุงเอาแต่ไม่ยอมรับเงิน แล้วข้าจะกล้ามาหาท่านได้อย่างไรเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้นอีกครั้ง

“หากต้องการความช่วยเหลือเรื่องใด ให้รีบมาหาลุงใหญ่เลยนะ ลุงใหญ่จะช่วยจัดการให้เจ้าเอง”

“ขอบคุณลุงใหญ่เจ้าค่ะ”

“เจ้าเด็กคนนี้ ชักฉลาดทันคนขึ้นทุกทีแล้ว” ภรรยาจางจู้พูด

“ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้น บางครั้งข้าก็ไม่รู้ว่านางไปเอาความคิดประหลาดๆ มากมายพวกนั้นมาจากที่ใด” เมิ่งชื่อพูดสมทบ

“ข้าเป็นคนฉลาดตั้งแต่เกิด เรียนรู้ด้วยตัวเองนะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดอย่างโอ้อวด

ทุกคนพากันหัวเราะอย่างครื้นเครง

ทั้งหมดพูดคุยกันอีกพักหนึ่ง จางจู้ก็พูดกับจางเชาลูกชายคนโตว่า “เชาเอ๋อร์ ไปเรียกอารองของเจ้ามาหน่อย บอกว่าอาผู้หญิงของเจ้ามาแล้ว ให้พวกเขามากินข้าวด้วยกัน”

“ขอรับ” จางเชารับคำ แล้ววิ่งออกไป

ภรรยาจางจู้ถามเมิ่งชื่อขึ้น “น้องสาว เจ้าอยากกินอะไร พี่สะใภ้จะไปทำให้เจ้า”

“พี่สะใภ้ ไม่ต้องลำบากหรอกเจ้าค่ะ อาหารที่กินกันปกติก็พอแล้วเจ้าค่ะ” เมิ่งชื่อพูดขึ้นอย่างเกรงใจ

“น้องสาวนานๆ จะกลับมาสักครั้ง ลำบากลำบนที่ไหนกัน วันนี้ข้าจะทำอย่างสุดฝีมือเลย”

“ขอบคุณพี่สะใภ้เจ้าค่ะ”

ภรรยาจางจู้เข้าครัวเตรียมทำอาหาร เมิ่งเชี่ยนโยวจึงส่งสัญญาณให้เมิ่งเสียนเอาเนื้อไปให้ในครัว เมิ่งเสียนเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตูห้องครัวแต่ก็ถูกภรรยาของจางจู้ออกมาขวางไว้ “เนื้อที่พวกเจ้าให้มาครั้งก่อนยังมีอยู่เลย เนื้อพวกนี้ขากลับพวกเจ้าก็เอากลับไปด้วยเถอะ”

“แต่ท่านป้าสะใภ้ใหญ่เจ้าคะ ข้าก็อยากกินหมูน้ำแดง” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด

ภรรยาจางจู้นิ่งอึ้งไป อาหารนี้แม้แต่ชื่อนางยังไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงได้แต่ถามขึ้นอย่างประหลาดใจ “หมูน้ำแดงทำอย่างไรกัน ใส่น้ำแดงลงไปหรือ”

“พรืด” เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะออกมาอย่างขบขัน “ไม่ใช่ใส่น้ำแดงลงไปเจ้าค่ะ แต่เอาไปตุ๋นในกระทะ”

ภรรยาจางจู้ก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ “เอาใส่กระทะแล้วจะเป็นสีแดงได้อย่างไร”

เมิ่งชื่อเองก็ขำขึ้นมาบ้าง “พี่สะใภ้ ให้โยวเอ๋อร์ทำอาหารนี้เถอะเจ้าค่ะ จะได้ลิ้มรสฝีมือของนางด้วย”

“จะให้เด็กทำอาหารได้อย่างไรกัน เจ้าบอกป้ามาเถิดว่าทำอย่างไร ประเดี๋ยวป้าจะทำให้เจ้าเอง”

“อาหารนี้หากทำไม่ดีแล้วจะทำให้เนื้อเสียหายทั้งหมด ให้โยวเอ๋อร์ทำเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวนี้เจ้าเด็กคนนี้นางก็ทำอาหารอร่อยแล้วนะ” เมิ่งชื่อพูดอีก

พอได้ยินว่าจะทำให้เนื้อเสียหาย ภรรยาจางจู้ก็ไม่ดื้อดึงอีก ปล่อยให้เมิ่งเสียนนำเนื้อไปวางบนเขียง

เมิ่งเชี่ยนโยวเมื่อล้างมือเสร็จแล้วก็นำเนื้อมาหั่นเป็นริ้วใหญ่ ภรรยาจางจู้จึงพูดขึ้นอย่างปวดใจว่า “เหตุใดถึงใช้เนื้อชิ้นใหญ่เช่นนี้ล่ะ ทำน้อยๆ หน่อยเถิด ให้ท่านตาท่านยายเจ้ากินก็พอ”

“ป้าสะใภ้ใหญ่เจ้าคะ อาหารที่ข้าทำน่ะอร่อยมากเลยนะเจ้าคะ ท่านแน่ใจหรือว่าจะให้พวกพี่ๆ ได้แต่นั่งดู” เมิ่งเชี่ยนโยวถามหยอกเย้าขึ้น

เมื่อคิดถึงลูกๆ ภรรยาจางจู้ก็กัดฟันเบือนหน้าหนี ไม่มองเนื้อในมือของนางอีก

เมิ่งเชี่ยนโยวจึงยิ้มหั่นเนื้อในมือจนเสร็จ

“ป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านทำอาหารอย่างอื่นก่อนเถอะเจ้าค่ะ และประเดี๋ยวข้าค่อยทำหมูน้ำแดงเป็นอย่างสุดท้าย”

ภรรยาจางจู้พยักหน้าลง “เช่นนั้นเจ้าออกไปก่อนเถอะ เมื่อทำอาหารเสร็จจนหมดแล้ว ข้าจะเรียกเจ้าเอง”

“ข้าช่วยป้าสะใภ้ใหญ่ติดไฟนะ”

“ไม่ต้องหรอก อีกเดี๋ยวป้าสะใภ้รองของเจ้ามา พวกเราทำสองคนก็พอ เจ้าออกไปคุยกับท่านตาท่านยายเถอะ”

กำลังพูดกันอยู่ ครอบครัวของจางเกินก็เดินพ้นประตูเข้ามาแล้ว

“น้องสาวและน้องเขยมาแล้วหรือ” จางเกินและภรรยาพูดด้วยความยินดี

“พี่รอง พี่สะใภ้รอง” เมิ่งชื่อและเมิ่งเอ้ออิ๋นร้องเรียกขึ้น

เด็กๆ ทั้งหมดต่างก็พากันกล่าวคำทักทายผู้ใหญ่

จางเกินและภรรยาเองก็ทยอยรับคำ

“น้องสะใภ้ รีบมาช่วยข้าทำอาหารก่อนเถอะ วันนี้พวกเราจะต้องทำอาหารเลิศรสให้เต็มโต๊ะ”

ภรรยาจางจู้รีบเดินกลับไป ทั้งสองเข้าครัวลงมือขมีขมัน

จางเกินนั่งลงข้างโต๊ะ คุยเรื่องสัพเพเหระ

เด็กๆ ทั้งหมดก็รวมตัวกันพูดคุยกันเจี๊ยวจ๊าว ไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไรกัน

ภรรยาจางจู้และภรรยาจางเกินวุ่นวายอยู่ในครัวพักใหญ่ ถึงตะโกนเรียกเมิ่งเชี่ยนโยว “โยวเอ๋อร์ เหลือแค่อาหารที่เจ้าจะทำแล้ว”

เมิ่งเชี่ยนโยวเดินเข้าไปในครัว มองดูเครื่องปรุงเล็กน้อย แล้วถามขึ้น “ป้าสะใภ้ใหญ่เจ้าคะ บ้านเรามีน้ำตาลทรายแดงหรือไม่ ข้าต้องใช้ทำอาหาร”

“ที่นี่มีแต่น้ำตาลทรายขาว เจ้าพอจะใช้ได้หรือไม่” ภรรยาจางจู้พูดอย่างรู้สึกผิด

“น้ำตาลทรายขาวก็ได้เจ้าค่ะ รบกวนป้าใหญ่เอาออกมาให้ข้าหน่อย” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด

ภรรยาจางจู้โค้งตัวลงแล้วควานหาในโหลใบใหญ่ใต้ครัวพักใหญ่ ถึงได้ล้วงเอาขวดเล็กใบหนึ่งออกมา เมิ่งเชี่ยนโยวเปิดออกดู เห็นว่าข้างในมีน้ำตาลทรายขาวเพียงเล็กน้อย เมิ่งเชี่ยนโยวพลันทอดถอนใจ ภรรยาจางจู้จะต้องกลัวเด็กๆ มาแอบขโมยกินแน่ ถึงต้องซ่อนน้ำตาลไว้ลึกลับเช่นนี้

“ใช้ไม่ได้หรือ” เมื่อเห็นเมิ่งเชี่ยนโยวถอนหายใจ ภรรยาจางจู้ก็คิดว่าน้ำตาลทรายขาวใช้ไม่ได้

“ใช้ได้เจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวเติมน้ำลงในกระทะ แล้วพูดกับภรรยาจางเกิน “ป้าสะใภ้รอง ติดไฟเถอะเจ้าค่ะ”

ภรรยาจางเกินก้มลงจุดไฟ รอจนน้ำเดือดแล้วเมิ่งเชี่ยนโยวก็เทเนื้อหมูที่หั่นเสร็จแล้วลงไปในกระทะ ลวกให้พอสุก แล้วตักขึ้นมาวางไว้ในกระช้อนทิ้งไว้ในสะเด็ดน้ำ จากนั้นล้างกระทะให้สะอาด บอกภรรยาจางเกินให้ใช้ไฟอ่อน รอจนกระทะแห้งจึงได้นำเนื้อหมูที่ผ่านการลวกแล้วเทลงไป ทอดให้สุกเกรียมทั่วทุกชิ้น เมื่อเห็นผิวเนื้อหมูเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็ใส่น้ำตาลทรายขาวลงไป ผัดด้วยความเร็วสูงไม่หยุด จนเนื้อหมูคลุกเคล้ากับน้ำเชื่อมดีแล้ว ถึงได้เติมน้ำปริมาณพอเหมาะลงไป ให้น้ำไม่ท่วมเนื้อหมู ถึงปิดฝากระทะ ให้ภรรยาจางเกินใช้ไฟอ่อนต่อไป

กระทั่งในกระทะมีเสียงน้ำเดือด “ปุดๆ” ดังออกมา เมิ่งเชี่ยนโยวถึงเปิดฝาออก ใส่เกลือในปริมาณพอเหมาะ พูดกับภรรยาจางเกิน “ป้าสะใภ้รอง ไฟแรงเจ้าค่ะ”

ภรรยาจางเกินรีบเติมเชื้อฟืนเข้าไปในเตา ออกแรงเป่าไฟหลายครั้ง ไฟก็ลุกโหมขึ้นมาทันที

เมิ่งเชี่ยนโยวผัดเนื้อหมูกลับไปกลับมาไม่หยุด ให้น้ำซุปที่เหลือคลุกเคล้าเข้ากับเนื้อหมูทุกชิ้น

“หอมจริงๆ!” เด็กๆ ที่เล่นอยู่ด้านนอกถูกกลิ่นหอมดึงดูดเข้ามา ต่างมาออกันอยู่หน้าประตู มองไปที่เนื้อหมูในกระทะอย่างพร้อมเพรียง กลืนน้ำลายลงเอื๊อกใหญ่

ภรรยาจางจู้พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “พวกเจ้ารีบไปจัดโต๊ะเก้าอี้ให้เรียบร้อยเถิด อีกเดี๋ยวก็จะได้กินแล้ว”

“ดีจังเลย!” เด็กๆ ร้องยินดี วิ่งไปจัดโต๊ะเก้าอี้พร้อมกัน

“เด็กพวกนี้นี่ อยากกินจนน้ำลายจะไหลออกมาอยู่แล้ว” ภรรยาจางจู้หัวเราะพูดขึ้น

“อย่าว่าแต่พวกเขาเลย ข้าเองก็เอาแต่กลืนน้ำลาย ไม่รู้ว่าเหตุใดโยวเอ๋อร์ถึงทำอาหารได้หอมเช่นนี้” ภรรยาจางเกินก็หัวเราะพูดขึ้น

กระทั่งน้ำเหนียวเข้มข้นห่อเนื้อทั้งหมดไว้แล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวถึงให้ภรรยาจางเกินดับไฟ แล้วตักเนื้อใส่กะละมัง ชูมือขึ้น ร้องบอกกับทุกคนว่า “กินข้าวได้แล้วเจ้าค่ะ”

devc-af530e87-33711ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 033 ตอนที่ 33