ยอดหญิงอันดับหนึ่ง

ยอดหญิงอันดับหนึ่ง: Chapter 031 ตอนที่ 31

#31Chapter 031

ตอนที่ 31 กากเดนในปีนั้น

ซย่าโหวซื่อถิงกำลังพร่ำเตือนตนเองในใจว่า กระดาษห่อไฟไม่ได้

ถ้านางส่งหนังสือผูกดวงให้ฉินลี่ชวนด้วยมือนางเอง ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องมีคนรู้ ซึ่งถ้าอวิ๋นเสวียนฉั่งรู้ ย่อมโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่!

และถ้ารู้ไปถึงคนนอก นางผู้มีดวงพิฆาตสามี ยังจะแต่งกับใครได้อีก

สรุปแล้ว การกระทำเช่นนี้ ก็คือการดื่มสุราพิษดับกระหายดีๆ นี่เอง ปฏิเสธตาเฒ่าฉินได้ก็จริง แต่จะเกิดปัญหาตามมาไม่รู้จบ!

นางเองก็ใช่ว่าไม่เคยคำนึงถึงปัญหานี้ ยังเคยคิดให้คนอื่นเข้าไปพูดกับฉินลี่ชวนแทนตัวเองด้วยซ้ำ แต่ฉินลี่ชวนเป็นถึงท่านเจ้ากรม ขุนนางระดับสูง คำพูดของคนประเภทไหนกันเล่าที่จะทำให้เขาเชื่อ

...บุรุษตรงหน้า นับเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมิใช่หรือ

อวิ๋นหว่านชิ่นก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เหตุใดเขาต้องช่วยตน เพราะต้องการตอบแทนบุญคุณที่ริมลำธาร แม้ตนพอจะชัดเจนลักษณะนิสัยของเขา จากพฤติกรรมหลังขึ้นครองราชย์เมื่อชาติที่แล้ว อย่างการแบ่งแยกบุญคุณความแค้น ตอบแทนหยดน้ำในยามยากด้วยน้ำพุ แต่ถ้าแค้นเพียงเล็กน้อย ก็จะใช้หมื่นธนูปักหัวใจท่าน!

พอเห็นนางส่งหนังสือผูกดวงมาให้ ซย่าโหวซื่อถิงก็ขยับ “คุณหนูอวิ๋นจะทำอะไร” หญิงสาวผู้นี้ฉลาดมาก ตนพูดเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเดาความคิดของตนออก

อวิ๋นหว่านชิ่นพลันหัวเราะ “หม่อมฉันรู้ว่าองค์ชายสามมีวิธีแก้ปัญหา เรื่องของหม่อมฉัน ไม่ทราบว่าจะมอบให้องค์ชายสามจัดการได้หรือไม่” เมื่อซย่าโหวซื่อถิงเอ่ยปากเตือนนาง นางก็มั่นใจว่าเขาต้องไม่ปฏิเสธ

และแล้ว เขาก็ลังเลใจไม่นาน เหลือบมองหนังสือผูกดวงแล้วว่า “คุณหนูอวิ๋นเชื่อมั่นในตัวข้า?”

อวิ๋นหว่านชิ่นไม่ตอบ วางหนังสือผูกดวงลงบนฝ่ามือเขา แล้วดันนิ้วเรียวยาวของเขาขึ้น ช่วยเขาห่อฝ่ามือไปในตัว

หลังเดินออกจากเรือนตะวันตกเฉียงใต้เงียบๆ อวิ๋นหว่านชิ่นก็เจอชูซย่า

ชูซย่ายกน้ำมาหนึ่งถังใหญ่ รักแร้หนีบแป้งถั่วเขียวมาหนึ่งถุงผ้า วิ่งพลางหอบหายใจ พอเห็นคุณหนูเดินออกมาอย่างกระฉับกระเฉง ก็ตกใจ “คุณหนูไม่เป็นไรแล้วหรือเจ้าคะ ทำไมไม่รอบ่าว...”

อวิ๋นหว่านชิ่นตีเบาๆ ที่ศีรษะชูซย่า “กว่าจะรอเจ้ามา ก็ตายกันพอดี! ไม่เป็นไรแล้ว วางของลงเถิด!”

ชูซย่าทำอะไรไม่ถูก “คุณหนู อย่าโทษบ่าวเลยนะเจ้าคะ เห็นแป้งถั่วเขียวถุงแค่นี้ แต่หายากมาก! จวนโหววุ่นวายกันใหญ่ ท่านโหวบอกให้บ่าวในจวนเฝ้าดูไปทั่ว ทำให้ทุกที่ล้วนเข้าออกไม่สะดวก”

อวิ๋นหว่านชิ่นคิด งานวันแซยิดยากดำเนินต่อแล้ว เมื่อแขกเหรื่อรู้ว่าจวนโหวเกิดเรื่องอื้อฉาว ตอนนี้ก็น่าจะกำลังจัดการเส้นทางกลับจวนกันอยู่ จึงเดินนำชูซย่าไปที่โถงด้านหน้า

พอเดินเลี้ยว และก้าวเข้าไปในซุ้มประตูวงกลม ก็พบร่างร่างหนึ่งยืนอยู่หน้าซุ้ม เป็นร่างที่คุ้นตายิ่ง อกผายไหล่ผึ่ง แขนขายาว

เฉินจ้าวนั่นเอง

ชูซย่าถอยไปยืนด้านข้างอย่างรู้กาลเทศะ

เฉินจ้าวเห็นรอบข้างไม่มีคน จึงก้าวยาวๆ เข้ามา และหยุดยืนห่างจากอวิ๋นหว่านชิ่นราวครึ่งจั้ง[footnoteRef:1] (ราวหนึ่งเมตรครึ่ง) พลางพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เมื่อครู่ฉินอ๋องอยู่กับเจ้าใช่ไหม” [1: 1 จั้ง = 10 ฉื่อ, 1 ฉื่อ = 10 นิ้ว, 1 นิ้วจีนราว 3.33 cm. ดังนั้น 1 จั้ง ราว 3.33 เมตร]

ครั้งก่อน เขาช่วยตนตอนอยู่จวนสกุลอวิ๋น อวิ๋นหว่านชิ่นรู้สึกดีกับเขา จึงไม่ปิดบัง เงียบแล้วว่า “เรื่องในวันนี้ ขอให้เห็นแก่หน้าจื่อหลิง...แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น”

จำเป็นต้องเห็นแก่หน้าน้องสาวด้วยหรือ เพียงนางเอ่ยปาก เขาก็พร้อมช่วยเต็มที่แล้ว

แต่จะอย่างไร เฉินจ้าวก็ไม่ได้พูดออกมา และเมื่อเห็นเสื้อผ้าของอวิ๋นหว่านชิ่นเรียบร้อย พูดคุยอย่างเป็นปกติ ค่อยเบาใจลง ฉินอ๋องไม่น่าจะทำให้นางลำบากใจ แต่กลับได้ยินนางว่า

“คุณชายเฉิน ชิ่นเอ๋อร์จำได้ว่า ท่านกับฉินอ๋องรู้จักกัน เพราะเคยคุมกองทหารร่วมกันที่ชานเมืองหรือ”

เฉินจ้าวไม่รู้ว่าเหตุใดนางจึงพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ก็ตอบ อืม

ต้องบอกว่า ท่าทีของฉินอ๋องในห้องพักเมื่อครู่ จะมากจะน้อยก็ยังคงทำให้อวิ๋นหว่านชิ่นแปลกใจ

“อ้อ เช่นนั้น...ฉินอ๋องก็ต้องมีวิทยายุทธ์ที่เหนือกว่าใครเพื่อนสิ?”

ต้าเซวียนให้ความสำคัญกับศิลปะการต่อสู้ เหล่าองค์ชายพออายุถึงเกณฑ์ ก็จะถูกส่งตัวไปอยู่กับกองทัพในค่ายทหารประจำเมืองหลวง ประการแรก เพื่อให้เหล่าองค์ชายคุ้นเคยกับหน้าที่รับผิดชอบของทหาร ประการที่สอง เพื่อยกระดับของการเป็นนักสู้ ซึ่งปกติแล้วจะมีคนในบ้านแม่ทัพฝ่ายบู๊ไปด้วย

และครั้งนั้น เป็นเฉินจ้าวที่ประกบฉินอ๋อง

เฉินจ้าวเห็นอวิ๋นหว่านชิ่นให้ความสนใจในตัวฉินอ๋อง ก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา แต่พอเห็นแววตาที่กำลังรอคอยคำตอบของนาง จึงว่า

“การคุมกองทหาร เป็นเพียงธรรมเนียมปฏิบัติของเหล่าองค์ชาย เมื่อไปถึงแล้ว ไม่จำเป็นต้องฝึกขี่ม้ายิงธนูด้วยตัวเองก็ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฉินอ๋องที่สุขภาพไม่แข็งแรงเรื่อยมา พ่อบ้านจวนอ๋องย้ำเตือนพวกเราเสมอว่า อย่าให้ทรงเหน็ดเหนื่อย เช่นนี้ ฉินอ๋องจึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในค่ายทหาร มิได้แสดงวิทยายุทธ์ให้เห็น อีกอย่าง ข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า แต่เล็กจนโต ฉินอ๋องมีอาจารย์คอยสอนวิทยายุทธ์ให้”

อวิ๋นหว่านชิ่นอึ้ง “เอ๋ ได้ยินอยู่แต่ว่าฉินอ๋องสุขภาพไม่แข็งแรง ป่วยเป็นโรคอะไรหรือ”

เฉินจ้าวเหลือบมองนางด้วยความสงสัย ก่อนค่อยๆ พูด “ไม่แน่ใจ แต่ข้าได้ยินมาว่า ตอนพระสนมเอกเฮ่อเหลียนตั้งครรภ์ พระครรภ์เคยได้รับความกระทบกระเทือน ฉินอ๋องจึงคลอดก่อนกำหนด เจ็ดเดือนก็ลืมตาดูโลกแล้ว พออายุสามขวบ ก็ถูกฝ่าบาทส่งออกนอกวัง ขณะเนื้อตัวเป็นสีม่วงคล้ำ หายใจไม่ออก เพื่อนำไปฝากเลี้ยงไว้ที่วัดหลวงเซียงกั๋วระยะหนึ่ง ถึงได้มีอาการดีขึ้น ต่อมาพระสนมเอกเฮ่อเหลียนได้อธิบายอย่างเจ็บปวดว่า ดวงชะตาของฉินอ๋องกับพระราชวังไม่สมพงศ์กัน กู้เทียนซิว นักบวชประจำราชสำนักก็เคยผูกดวงและมอบให้ฝ่าบาทดู พิสูจน์ให้เห็นว่าดวงของฉินอ๋องชงกับพระราชวังจริง เกรงว่าจะเลี้ยงดูในที่ที่เปี่ยมรัศมีมังกรไม่ได้ ฝ่าบาทจึงย้ายให้ฉินอ๋องไปประทับอยู่นอกวัง ตั้งแต่นั้นมา ฉินอ๋องก็ไม่เหมือนองค์ชายท่านอื่นๆ ที่เติบโตขึ้นในวัง และถ้าพูดถึงสุขภาพของฉินอ๋อง บางทีอาจเป็นเพราะคลอดก่อนกำหนด บวกกับผลจากการป่วยในวัยเด็ก ทำให้ร่างกายไม่สู้ดี อ่อนแอกว่าคนปกติอยู่บ้าง”

อ่อนแอ? ถ้ายังไม่เคยพบเจอซย่าโหวซื่อถิง อวิ๋นหว่านขิ่นอาจเชื่อ แต่ตอนนี้ ช่างเหอะ

อดีตนักบวชประจำราชสำนัก กู้เทียนซิว ที่แท้ก็เคยมีบุญคุณอันใหญ่หลวงกับซย่าโหวซื่อถิง มิน่าเล่าซย่าโหวซื่อถิงถึงได้นับถือเขาเป็นอาจารย์ในเวลาต่อมา หรือว่า...แท้จริงแล้ว พระสนมเอกเฮ่อเหลียนต้องการให้พระโอรสออกจากวัง จึงไปขอให้อาจารย์กู้ช่วย แล้วยกพระโอรสให้เป็นศิษย์ เพื่อแลกกับความไว้วางใจ? ขณะอวิ๋นหว่านชิ่นกำลังครุ่นคิด ก็เห็นเฉินจ้าวมีสีหน้าสงสัย จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“เรื่องการเชิญแขกเหรื่อมาที่บ้านเมื่อวันก่อน ชิ่นเอ๋อร์ยังมิได้กล่าวขอบคุณคุณชายเฉิน วันนี้กล่าวขอบคุณตรงหน้า หวังว่าคงไม่สายเกินไป...”

ยังไม่ทันพูดจบ ชูซย่าก็ก้าวเข้ามา “คุณหนู พ่อบ้านม่อกำลังตามหาคุณหนูอยู่ บอกว่าได้เวลากลับจวนแล้วเจ้าค่ะ”

อวิ๋นหว่านชิ่นจึงไม่พูดมากอีก กล่าวอำลาเฉินจ้าว

ทว่าทั้งสองเพิ่งหันกาย ก็ได้ยินเสียงอันสงบนิ่งของบุรุษดังขึ้นที่ด้านหลัง

“คำว่าคุณชายเฉินฟังดูห่างเหินเกิน ต่อไปเรียกข้าว่าพี่ใหญ่ตามจื่อหลิงก็แล้วกัน ตอนเจ้าแปดขวบ...แม้เจ้าลืม แต่ข้ายังจำได้ ไม่มีวันลืม” สิ้นเสียง เฉินจ้าวก็ก้าวยาวๆ จากไป

อวิ๋นหว่านชิ่นชะงักฝีเท้า

ความทรงจำผุดขึ้นในหัวสมอง ตอนนั้นนางยังเยาว์วัยมาก ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินจ้าวพูดขึ้นเมื่อครู่ นางก็จำไม่ได้แล้ว

ท่านแม่จากไป ตอนนางอายุแปดขวบ

สวี่ฮูหยินกระอักโลหิตเป็นครั้งสุดท้าย โมโหที่ถูกหมาป่าตาขาวที่ตนเลี้ยงดูมาระยะหนึ่งอย่างเมตตาปรานี แย่งสามีไป

ในจวนประดับผ้าไว้ทุกข์และโคมขาว

ยังคงเป็นอนุไป๋เสวี่ยฮุ่ยที่จูงมือลูกสาวคนโปรด โดยมีเถามอมอเดินเคียงข้าง หมอบคลานเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าโลงศพญาติผู้พี่ แล้วแสร้งจับผ้าเช็ดหน้าคร่ำครวญเสียงแหบเสียงแห้ง ต่อหน้าแขกเหรื่อที่มาเคารพศพ

“พี่สาวแสนดีของข้า ฮูหยินคนดี...ทำไมถึงต้องจากไปด้วย ท่านจะทำให้นายท่านเสียใจเจียนตาย บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ ต่อไปใครจะดูแลเล่าท่านพี่...”

อวิ๋นจิ่นจ้งยังไม่สี่ขวบดี จึงไม่รู้สึกถึงความเศร้าเสียใจของการสูญเสียมารดา เขาใส่ชุดผ้าดิบไว้ทุกข์และคุกเข่าอยู่ในห้องไว้อาลัยตามอวิ๋นหว่านชิ่น ตอนนี้จึงดึงแขนอวิ๋นหว่านชิ่น แล้วถามแบบเด็กๆอย่างแปลกใจ

“ท่านพี่ ตอนแม่เล็กไป๋ร้องไห้ ทำไมถึง...ไม่มีน้ำตาล่ะ”

ถ้าย้อนกลับไปในวันนั้นได้ อวิ๋นหว่านชิ่นก็อยากบอกน้องชายจริงๆ ว่า ไม่มีน้ำตา? หึ เพราะพี่บอกให้นางเก็บไว้ไหลให้พอใจในอนาคตน่ะสิ!

แต่ตอนนั้นอวิ๋นหว่านชิ่นอ่อนแอ จึงพยายามอดกลั้น กลืนน้ำตาลงไปในท้อง แล้วปิดปากน้องชายไว้

วันนั้น พอไป๋เสวี่ยฮุ่ยกลับถึงเรือน ก็ดึงนายท่านให้เข้าไปในห้องตน

ต่อหน้าผู้คนทำอย่าง ลับหลังทำอีกอย่าง ล้วนแล้วแต่ไม่เกรงใจกระดูกที่ยังไม่ทันเย็นของญาติผู้พี่ นางต้องแข่งกับเวลา ในการพยายามไต่เต้าขึ้นเป็นฮูหยินตามประเพณี

อวิ๋นหว่านชิ่นเห็นทุกสิ่งทุกอย่างขณะมารดาถูกทรมานทางจิตใจก่อนเสียชีวิต เห็นบิดามีความสุขกับอนุขณะไว้ทุกข์ เห็นมารดาผู้ล่วงลับเจ็บปวดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

และในตอนนี้เอง เฉินจื่อหลิงได้มาเยี่ยมสหายรักผู้สูญเสียมารดา...

devc-af530e87-33711ยอดหญิงอันดับหนึ่ง: Chapter 031 ตอนที่ 31