ลิขิตกลกาล

ลิขิตกลกาล: Chapter 030 ตอนที่ 30

#30Chapter 030

ตอนที่ เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai

ผู้แต่ง Damo Qi xi

บทที่ 30 อัดอั้น

น้ำเสียงเช่นนี้ หากได้ยินเพียงอย่างเดียวโดยไม่เห็นหน้าผู้พูด คงจะเข้าใจว่ามีโจรขึ้นบ้านใครเข้าให้แล้ว น้ำเสียงของแม่ทัพใหญ่ผู้ปกป้องประเทศจะเป็นแบบนี้ได้อย่างไร? หากบอกว่าเป็นอันธพาลก็ว่าไปอย่าง

มือของซูมั่วเยี่ยที่กำลังจะคีบอาหารพลันหยุดชะงัก แต่เพียงครู่เดียวก็กลับมีกิริยาดังเดิมมามีปฏิกิริยาตามปกติ ราวกับว่าซูปั๋วชวนไม่ได้เอ่ยสิ่งใดและไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น เขายังคงคีบอาหารขึ้นมาคำหนึ่งแล้วนำไปวางไว้ในชามของซูเหลียนอวิ้น

เมื่อซูปั๋วชวนเห็นซูมั่วเยี่ยเพิกเฉยต่อตนเช่นนี้ จึงผลักเขาอีกทีหนึ่งแล้วเอ่ยว่า "รีบลุกไปเสีย อย่าให้ข้าต้องลงไม้ลงมือ" เขามีเรื่องอัดอั้นอยู่ในใจมากมายที่อยากจะคุยกับลูกสาวแสนสุดที่รักรักของเขา ส่วนเจ้าลูกชายคนนี้ อยากจะไล่ให้ไปเสียไกลๆ ทึ่มทื่อดื้อด้านเสียขนาดนี้ หาได้มีความน่ารักน่าใคร่เหมือนเช่นลูกสาวไม่ ก่อน ถึงอย่างไรก็ทึมทื่อเช่นนี้ จะน่ารักนุ่มนวลเหมือนลูกสาวได้อย่างไร

"ลูกพี่..." หวังฉือหวนวางตะเกียบในมือลง ประนมมือไว้กลางอกแล้วเอาสองมือประนมไว้กลางอก "ตอนนี้มีเพียงแค่คนในบ้านร่วมวงกินข้าวด้วยกันเท่านั้น เจ้าจะวุ่นวายเรื่องที่นั่งทำไมกัน ใครให้เจ้ามาช้าเองเล่า รีบนั่งลงเดี๋ยวนี้ ข้าตาลายไปหมดแล้ว" เมื่อพูดจบก็จ้องไปที่เขาด้วยท่าทีขึงขังไม่ต่างอะไรจากในอดีต

ซูปั๋วชวน "..."

เขาจะผ่านวันนี้ไปได้อย่างไรกัน เด็กไม่กลัวเขา ผู้ใหญ่ก็รังแก จะดีจะร้ายอย่างไรเขาก็เป็นถึงแม่ทัพใหญ่เชียวนะ! จะไม่ไว้หน้าเขาสักหน่อยเลยหรือช่วยไว้หน้าเขาหน่อยมิได้หรือ?

ซูปั๋วชวนจำต้องยอมแพ้ในชะตากรรมแล้วรับเก้าอี้ที่ถูกส่งมาจากผิ่นจู๋ผู้ที่กำลังยิ้มหวานให้เขา จากนั้นจึงนั่งลงด้านข้างหวังฉือหวนแล้วคีบอาหารใส่ปากไม่หยุด ราวกับไม่ได้กินอาหารมาแล้วหลายภพหลายชาติ

นี่ถือเป็นการระบายความเครียดกับการกินอย่างแท้จริง

ทว่ายิ่งอาหารถูกนำนำใส่ปากมากเท่าใด ความคิดที่วนเวียนอยู่ในใจของเขาก็ยิ่งหนักอึ้ง

บ่ายวันนี้เองที่บ่าวรับใช้คนสนิทของเขาเพิ่งจะบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นช่วงสองวันที่เขาไม่อยู่ให้ฟัง เมื่อฟังเรื่องราวจบ เขาทั้งโมโหทั้งภูมิใจไปพร้อมๆ กัน เขาโมโหที่มีคนบังอาจมาหาเรื่องลูกสาวของตนก่อน ช่างไม่รู้ชะตากรรมของตนเองเสียเลยรนหาที่ตายนัก ส่วนเรื่องที่ภูมิใจก็คือ สมแล้วที่นางเป็นลูกของเขา นับได้ว่าเป็นวีรสตรีโดยแท้ ลงมือได้เหมาะสมอย่างยิ่ง คนแบบนั้น...ย่อมต้องได้รับการปฏิบัติแบบนั้นเช่นกันคนเช่นนั้นต้องปฏิบัติอย่างนั้นจึงจะเหมาะสม

ทว่า...แม้ว่าเขาจะรู้เรื่องราว แต่ก็รู้เพียงคร่าวๆ เท่านั้น เขาไม่อาจล่วงรู้รายละเอียดทั้งหมดได้ ดังนั้นเขาจึงต้องวางแผนการว่าจะเริ่มถามในเวลาใดจึงจะเหมาะสมรายละเอียดทั้งหมด เขาจะไปรู้ทุกซอกทุกมุมได้อย่างไร ดังนั้นในท้องของเขาตอนนี้จึงกำลังวางแผนว่าจะเริ่มถามเวลาใดจึงจะเหมาะสม

แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นไปเหลือบมองหวังฉือหวนด้านข้าง คำพูดที่จ่ออยู่กับริมฝีปากกลับเตรียมจะหลุดจากปากก็ถูกกลืนลงไปโดยพลัน

เรื่องเรื่องนี้ไม่ควรพูด หากหวังฉือหวนยังไม่รู้จะทำอย่างไร?

ขืนหากเขาโพล่งถามออกไป ไม่เท่ากับเป็นการหลุดปากพูดหรือ? แต่หากไม่ถามตอนนี้อีกไม่นานประเดี๋ยวซูเหลียนอวิ้นก็คงจะกลับเรือนของตนแล้วเลย อีกประการหนึ่ง...อย่างช่วงนี้ตัวเขาเองก็มีภารกิจรัดตัวที่ค่ายทหาร เกรงว่าคงหาเวลากลับมาได้ไม่บ่อยไม่มากนัก ยิ่งไปกว่านั้นหากตอนนี้เขาไม่ถามให้กระจ่าง เมื่อพอถึงเวลาเข้านอนก็คงยากที่จะข่มตาให้หลับลงได้คงข่มตาให้หลับลงไม่ได้

ซูปั๋วชวนคิดวนไปวนมา จนเผลอกัดตะเกียบของตนเข้าให้จากนั้นจึงเผลอกัดตะเกียบตัวเอง

อันที่จริงแล้วอันเพ่ยอิงเองก็สังเกตท่าทีของซูปั๋วชวนตั้งแต่ตอนที่เขาก้าวเข้าประตูมาแล้ว ตอนนี้พอเห็นเขามีท่าทีว้าวุ่นใจเช่นนี้จึงกระแอมออกมาสองที แม้คำโบราณจะสอนว่า ‘กินข้าวไม่ควรพูด ก่อนนอนไม่ควรตื่นเต้น’ ทว่ามื้ออาหารกับครอบครัว ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดเช่นนั้นก็ได้

"ท่านพี่ มีเรื่องใดไม่สบายใจหรือ?" อันเพ่ยอิงหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนขึ้นมาเช็ดมุมปากพลางเอ่ยถาม

"เอ๊ะ...?" ซูปั๋วชวนรู้สึกตัว มองไปรอบกาย ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าคนอื่นๆ กินข้าวเสร็จกันไปตั้งแต่เมื่อใด?

"อืมอื้ม..." ซูปั๋วชวนเอ่ยอย่างเกร็งๆ แต่เมื่อครุ่นคิดได้ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจเอ่ยปากขึ้นว่า "อวิ้นเอ๋อร์ เจ้าจงพูดกับพ่อมาตามจริง วันนั้นเจ้า...เกิดเรื่องอะไรขึ้นที่ห้องเรียน? พ่อจะไม่ว่าอะไรเจ้าทั้งสิ้น เจ้าไม่ต้องกลัว" ซูปั๋วชวนตัดสินใจเอ่ยปากได้ในที่สุด

หวังฉือหวนยังไม่รู้ก็ช่างปะไร ต่อให้เพิ่งรู้ตอนนี้ก็หาได้เป็นไรไม่ไม่เป็นไร อย่างมากก็คงจะแค่บ่นว่าเป็นเพราะเขาไม่อยู่บ้านเป็นเหตุให้เรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นจึงทำให้เกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้น แล้วอย่างไรเล่า? ถ้าเทียบกันแล้ว แรงกระตุ้นให้เขาอยากรู้ความจริงย่อมมีมากกว่า เรื่องราวอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

ตอนที่ซูเหลียนอวิ้นเห็นซูปั๋วชวนเริ่มกัดตะเกียบก็เดาได้แล้วว่าเขาต้องมีสิ่งใดอยากจะพูด เพียงแค่ยังไม่มีโอกาสพูดเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องนี้เอง นางคิดว่าสายสืบของเขาคงจะเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังโดยละเอียดแล้วเสียอีก

ซูเหลียนอวิ้นจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้ซูปั๋วชวนฟังอีกรอบหนึ่งอย่างไม่มีอคติ แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องตัดส่วนที่มือนางได้รับบาดเจ็บทิ้งไป เพราะถึงอย่างไรก็หายดีแล้ว ไม่รื้อฟื้นให้วุ่นวายจะดีกว่าอย่าได้รื้อฟื้นให้วุ่นวายอีก เรื่องใดที่ผ่านไปแล้วก็ควรให้ผ่านไป

ในขณะที่ซูปั๋วชวนฟังเรื่องราว สีหน้าของเขาก็เริ่มเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีดำ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีขาวอีก ท้ายสุดก็เปลี่ยนกลับมาเป็นสีดำอีกรอบ เขาโกรธจนแก้มทั้งสองข้างสั่นกระเพื่อม จากนั้นจึงตบฉาดไปที่โต๊ะด้วยโทสะแล้วเอ่ยว่า "ช่างกล้าดีนัก! จะมีใครหน้าไหนบังอาจมารังแกตระกูลซูของเราได้?"

หวังฉือหวนฟังเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบอย่างสงบนิ่ง เพราะถึงอย่างไรนางก็รู้เรื่องราวตั้งแต่แรกแล้ว แม้ว่าครั้งแรกที่ฟังจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ก็ตาม แต่ตอนนี้นางเพียงเหลือบมองซูปั๋วชวนคราหนึ่ง

"จะอย่างไรเจ้าก็เป็นถึงแม่ทัพ เหตุใดจึงสงบอารมณ์ไม่ได้? นั่งลงแล้วค่อยพูดค่อยจา เจ้าเดือดดาลเสียจนสารรูปดูไม่ได้แล้ว" เมื่อพูดจบหวังฉือหวนก็ยืดเนื้อยืดตัวแล้วหลับตาลง สีหน้าท่าทางไม่แสดงความรู้สึกใดอีก

ซูปั๋วชวนโดนพูดแทงใจเช่นนี้ก็ชะงักไปทันใด จากนั้นพลันหน้าแดงขึ้น สมแล้วที่เป็นมารดาของเขา ผู้ที่ชีวิตฟันฝ่าคลื่นลมและมรสุมผ่านคลื่นผ่านมรสุมมามากมายอย่างแท้จริง ความสุขุมเช่นนี้...ทำให้เขานับถือในตัวนางยิ่งนัก

แต่ประเด็นจุดสำคัญของเรื่องไม่มิได้อยู่ตรงนี้ หากจุดสำคัญอยู่ที่ บุตรสาวของเขา โดนรังแก! โดนยั่วยุให้โมโห! แม้ว่าในท้ายที่สุดอวิ้นเอ๋อร์จะจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างไร้กังวล ทว่า เท่านี้คงยังไม่พอ เขายังไม่มิได้ลงสนามด้วยเลย จะหยุดเพียงเท่านี้แค่นี้ได้อย่างไร?

“ท่านพ่อ!” แค่ซูเหลียนอวิ้นเห็นแววตาของซูปั๋วชวนก็รู้ได้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “ให้จบเช่นนี้ก็พอแล้วเจ้าค่ะ ถึงจะเรียกได้ว่ารู้จักให้อภัยผู้อื่น วันหลังลูกยังคงต้องไปเรียนหนังสืออีก เราไม่จำเป็นต้องจัดการทุกอย่างเด็ดขาดเช่นนั้นก็ได้ อีกทั้งตอนนี้หยางอวี้หลินเองก็ได้รับบทเรียนแล้ว หากพวกเรากัดนางไม่ยอมปล่อย อีกประเดี๋ยวคงมีข่าวเสียๆ หายๆ หาว่าเราใช้อาวุธรังแกผู้อื่นแพร่ออกไป”

เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แววตาของซูเหลียนอวิ้นก็ปรากฏเงามืดเคลื่อนผ่าน หากตระกูลหยางยังไม่รู้จักบทเรียนแล้วกล้ามายั่วยุนางอีก นางเองคงทำได้เพียงชื่นชมตระกูลนี้ว่ามีพลังชีวิตดีและไม่รู้จักย่อท้อ ถึงขั้นนี้แล้วยังกล้าลงมืออีก

หรืออย่างคำกล่าวที่ว่า ‘ศัตรูมาก็เอาทหารเข้าขวาง น้ำมาก็เอาดินไปกั้น’ นางเองไม่เคยกลัวอะไรพวกเขาอยู่แล้ว อีกอย่างเรื่องน่าสนุกเช่นนี้ ตัวนางเล่นไม่เคยพอ เหตุใดต้องยืมมือผู้อื่นมาช่วยด้วยเล่า?

ซูปั๋วชวนเองเข้าใจเหตุผลข้อนี้ดี แต่โทสะยังคงคับข้องอยู่ในอกและอัดอั้นอยู่เช่นนั้นโดยหาทางระบายออกไม่ได้ นี่ทำให้เขารู้สึกว้าวุ่นใจนัก!

ท้ายที่สุดเขาเงยหน้าขึ้นไปมองซูมั่วเยี่ยที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามแล้วกล่าวว่า “เจ้าเด็กหน้าเหม็น ช่วงนี้เจ้าไม่ต้องมาที่กรมทหารแล้ว เจ้าไปเข้าเรียนเป็นเพื่อนน้องสาวก่อน หากยังมีพวกรนหาที่มาอีก เจ้าคงรู้วิธี” กล่าวพูดจบก็ส่งสายตาที่สื่อความว่า ให้เจ้าหาวิธีจัดการเองได้เลย ไปที่ซูมั่วเยี่ย

devc-88b8c9ff-33080ลิขิตกลกาล: Chapter 030 ตอนที่ 30