ลิขิตกลกาล: Chapter 029 ตอนที่ 29
ตอนที่ เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai
ผู้แต่ง Damo Qi xi
บทที่ 29 รีบกลับ
"มาแล้วหรือ..." หวังฉือหวนเอ่ยขึ้น แม้เสียงอาจจะแข็งกระด้างอยู่บ้าง ทว่ารอยยิ้มที่อยู่ในดวงตาจะปิดบังอย่างไรก็ปิดไม่มิด
"พวกเราต่างหากที่มาเร็ว ส่วนอวิ้นเอ๋อร์มาตรงเวลาพอดี" อันเพ่ยอิงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาบดบังริมฝีปากที่เปื้อนรอยยิ้มเอาไว้ "อย่าไปเบียดท่านย่าเช่นนั้นที่ตั้งกว้างขวาง ตอนนี้ตัวเจ้าก็ใหญ่มากแล้ว ขืนยังไปเบียดท่านย่าอยู่คงไม่ดีกระมัง"
หวังฉือหวนเบะปาก พอหลานๆ เติบใหญ่ขึ้นมักจะไม่ชอบเข้ามาใกล้ชิดนางเท่าไหร่นัก ดังนั้นการที่หลานจะเข้ามาชิดใกล้นางอย่างในวันนี้จึงเป็นเรื่องยาก เพียงแค่นี้คนเป็นแม่อย่างอันเพ่ยอิงก็ทนดูไม่ไหวแล้วหรือ? หวาหวังฉือหวนเม้มปากกำลังจะเอ่ยบางสิ่งออกมา ทันใดนั้นกลับมีเสียงผลักประตูโครมครามเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน นางจึงอดไม่ได้ที่จะใช้สายตาเชิงตำหนิจ้องไปยังผู้ที่กำลังเดินเข้ามา
คนผู้นี้คือใครกัน? ถึงได้เลือกเข้ามาเวลานี้พอดิบพอดี คำพูดที่นางเตรียมจะกล่าวจึงเลยต้องถูกขัดจังหวะไปด้วย
เป็นซูปั๋วชวนนั่นเอง ดูจากท่าทางแล้วเห็นได้ชัดว่ารีบร้อนกลับมาอย่างยิ่ง
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ซูปั๋วชวนพำนักอยู่ที่ค่ายทหารมาตลอด จึงไม่มีโอกาสได้กลับมาที่จวนเลย บัดนี้รีบร้อนกลับมาตอนนี้รีบร้อนกลับมาเช่นนี้ อาหารมื้อนี้คงมีความสำคัญกับเขาไม่น้อย ใบหน้ากร้านลมของเขาดูไปแล้วจะแดงเสียยิ่งกว่ากุ้งที่โดนต้มจนสุกเสียอีกดูท่าแล้วการทานอาหารกับครอบครัวมื้อนี้คงมีความสำคัญกับเขามากเลยทีเดียว ใบหน้าที่โดนลมโกรกมาของเขา เมื่อมองดูแล้วแดงเสียยิ่งกว่ากุ้งที่โดนต้มจนสุกเสียอีก
"ท่านพ่อเจ้าคะ" ซูเหลียนอวิ้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อนใช้น้ำเสียงออดอ้อนเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มหวานเชื่อม
พ่อของนางคงมีธุระสำคัญเร่งด่วนจะพูดกับซูมั่วเยี่ยถึงได้ร้อนรนกลับมาเช่นนี้รีบร้อนกลับมาเช่นนี้กระมัง? เร่งรีบเสียจนไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อผ้าก็รีบผละมาเสียแล้ว ต่อให้เป็นการร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัว ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบขนาดนี้มิใช่หรือท่าทางร้อนรนถึงขนาดไม่ทันเปลี่ยนเสื้อผ้าก็รีบผละออกมาเช่นนี้ แม้ว่าจะเป็นการทานอาหารร่วมกับครอบครัว แต่ก็มิจำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนี้
อีกอย่างเสื้อผ้าชุดนี้...ซูเหลียนอวิ้นยื่นจมูกเข้าออกไปดม นางยังคงได้กลิ่นไออายดินกรุ่นบางๆ ติดมาอยู่เลย
"ลูกพี่ นับวันเจ้าก็ยิ่งไร้มารยาทนะ" หวังฉือหวนกระแอมในลำคอ กลิ่นไออายดินนี้... ขนาดนางนั่งอยู่ตรงนี้ยังได้กลิ่น จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าจากในอกออกมาปิดจมูกไว้พลางเอ่ยว่า "ต่อให้เจ้ามีธุระด่วนสักเพียงใดมากแค่ไหน ก็ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยออกมา สักพักอีกประเดี๋ยวที่นี่ก็จะเริ่มกินข้าวกันแล้ว ท่าทางลนลานของเจ้าจะทำให้ที่นี่มีแต่ฝุ่น แล้วทีนี้จะกินข้าวกันอย่างไรเล่า"
ซูปั๋วชวนเกาศีรษะ เขาไม่ได้คิดอะไรมากมายปานนั้น...พอเขารู้ข่าวก็รีบร้อนกลับมาทันที เพราะกลัวว่าจะสายเกินไป ผู้ใดจะรู้ว่าระหว่างที่เขาไม่อยู่ที่จวนเพียงสองวัน จะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น?
"ท่านแม่ ลูกขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แต่ว่าต่อไปท่านก็อย่า..." ซูปั๋วชวนกระแอมคราหนึ่ง จากนั้นจึงเหลือบมองไปที่ซูเหลียนอวิ้นและซูมั่วเยี่ยแวบหนึ่ง
ลูกทั้งสองคนของเขานั่งอยู่ตรงนี้ แต่หวังฉือหวนกลับตำหนิเขาซึ่งหน้าอย่างไม่สนใจไม่มีเยื่อใย ไม่ว่าจะดีจะร้ายอย่างไรเขาก็เป็นพ่อคนแล้ว จะให้พวกเขาทั้งสองเห็นพ่อของตนถูกโดนตำหนิต่อหน้าเช่นนี้ต่อตาเหมาะสมแล้วหรือได้อย่างไร? ซูปั๋วชวนรู้สึกว่าเขาเริ่มรักษาหน้าของตนเอาไว้ไม่ได้แล้ว
หวังฉือหวนเมื่อพอได้รับสัญญาณเตือนดังนี้จึงก็เพิ่งจะตระหนักได้ นางคุ้นชินกับนิสัยเช่นแบบนี้ไปเสียแล้ว...ครั้นแต่เมื่อหันไปมองซูเหลียนอวิ้นที่อยู่ด้านข้างกับซูมั่วเยี่ยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ คนหนึ่งยังคงจิบชาด้วยทีท่าสงบนิ่งคล้ายกับไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวใดๆ ในโลกอย่างนิ่งสงบด้วยท่าทีเยือกเย็นคล้ายเรื่องราวใดๆ บนโลกนี้ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเขา ขณะที่ส่วนอีกคนหนึ่งยังคงเกาะเกี่ยวอยู่รอบตัวนางพร้อมสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเบิกบานใจ
เห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่ได้ใส่ใจเรื่องเมื่อครู่เท่าไหร่นัก
หวังฉือหวนแอบพอใจ สมแล้วที่เป็นหลานของนาง ผู้ที่เข้าใจสถานการณ์เช่นนี้ได้...นับว่าหาได้ไม่ง่ายนัก รู้จักเข้าอกเข้าใจสถานการณ์เช่นนี้ถือว่าหาได้ไม่ง่ายเลย
"เอาละๆล่ะๆ" หวังฉือหวนโบกมือ ราวกับทนไม่ได้อีกต่อไปพลางแล้วเอ่ยขึ้นว่า "เจ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด พวกเราจะตั้งสำรับรอ จะเริ่มตั้งสำรับเอาไว้ก่อน แล้วค่อยเริ่มกินกันตอนเจ้ากลับมาก็ยังทัน"
"ขอรับ" ซูปั๋วชวนตอบรับ ตอนนี้เขาต้องรีบกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เพราะเกรงว่าหวังฉือหวนจะพูดเรื่องที่ไม่คาดคิดออกมาอีก เขาจึงรีบก้าวเท้ายาวๆ รวบสองก้าวไว้ในก้าวเดียวออกไปจากนั้นเขาจึงรีบสาวเท้าสองก้าวรวบหนึ่งก้าวออกไป
นางมีซูปั๋วชวนเป็นตัวอย่างมาก่อนแล้ว ดังนั้นตอนนี้พอหวังฉือหวนหันกลับไปมองซูเหลียนอวิ้นที่อยู่ข้างกาย จึง ก็รู้สึกว่าไม่ว่าจะมองตรงไหนก็รู้สึกพอใจไปหมด
บนตัวของหลานสาวไม่มีกลิ่นไออายดินคอยกวนใจ แถมยังมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของดรุณีน้อย อีกทั้งช่วงนี้การพูดการจาของหลานสาวยังหวานและช่างเอาอกเอาใจราวกับกินน้ำเชื่อมเข้าไป ทำเอาคนแก่อย่างนางรู้สึกกระชุ่มกระชวย เพราะเมื่อเทียบกับลูกชายจอมซื่อบื้อของนางแล้ว หวังฉือหวนลอบแอบถอนใจ ถือว่าห่างไกลกันจนแทบจะไม่เห็นฝุ่นเลย
ทว่าขณะที่ซูปั๋วชวนเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าวนั้นก็ได้ยินเสียงหวังฉือหวนพูดขึ้นมาว่า "ผิ่นจู๋ รีบตั้งสำรับเถิด ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะต้องรอเจ้าลูกไม่ได้เรื่องคนนั้น ข้าคงเริ่มกินไปตั้งนานแล้ว และข้าก็หิวมาสักพักใหญ่แล้วด้วย”เพราะข้าหิวมาสักพักใหญ่แล้ว"
ผิ่นจู๋อยู่กับหวังฉือหวนมานานปี นางจึงได้ฝึกท่าทางไร้อารมณ์เช่นนี้มานานแล้วมาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว แน่นอนว่าสำหรับนาง หวังฉือหวนชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ หากถามนางถึงประโยคที่หวังฉือหวนบอกให้รอซูปั๋วเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เสร็จก่อนจึงค่อยเริ่มกินข้าว...ใช่หรือไม่ กระทั่งหากถามนางว่าประโยคเมื่อครู่หวังฉือหวนบอกว่าให้รอซูปั๋วชวนเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วแล้วค่อยเริ่มทานข้าวด้วยกันมิใช่หรือ? ผิ่นจู๋ก็คงจะหันมาด้วยสีหน้าว่างเปล่า
ฮูหยินพูดอะไรไปหรือ?... ทำไมนางไม่เห็นรู้เรื่อง?
อันเพ่ยอิงเองก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรมากนัก การเคารพผู้ใหญ่เป็นสิ่งสำคัญ หากหวังฉือหวนบอกว่าหิว ทุกคนก็ต้องยึดตามนางเป็นหลัก
"ท่านย่าเชิญนั่งเจ้าค่ะ" ซูเหลียนอวิ้นลุกขึ้นแล้วลากเก้าอี้ออกมาอย่างใส่ใจเพื่อให้หวังฉือหวนเขยิบเข้าไปนั่งได้สะดวก การกระทำอย่างเอาใจใส่เช่นนี้ ขนาดตัวนางเองยังรู้สึกตื้นตันใจและไม่รู้สึกว่าลำบากใจอะไร เพราะถึงอย่างไรชาติที่แล้วนางก็ติดหนี้เอาไว้มาก ชาตินี้ขอให้นางได้ดูแลในสิ่งที่นางสามารถทำได้ นางจะได้ค่อยๆ ชดใช้กลับคืนไปบ้าง
เมื่ออันเพ่ยอิงเห็นท่าทางเอาใจใส่ของซูเหลียนอวิ้น ในใจของนางพลันเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะบรรยาย การมีใจกตัญญูเป็นเรื่องที่ดี แต่ตัวนางเองอดรู้สึกน้อยใจขึ้นมาไม่ได้
"อวิ้นเอ๋อร์ เจ้าไม่เคยดีกับแม่เช่นนี้เลย..." เช่นการเชิญให้นั่งเช่นนี้...
บรรยากาศภายในห้องเสียงพูดอันคับข้องใจปนความน้อยใจของอันเพ่ยอิงดังขึ้น
ซูเหลียนอวิ้นได้ยินเช่นนี้ รอยยิ้มจึงเจื่อนเฝื่อนไปบ้างแล้วเอ่ยว่า "ต่อไปลูกต้องจะทำเช่นนี้แน่ ต้องทำแน่นอนเจ้าค่ะ พอดีวันนี้ลูกอยู่ใกล้ท่านย่า ครั้งหน้านะเจ้าคะ ครั้งหน้า"
ซูมั่วเยี่ยกลับไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เขายกเก้าอี้มาตัวหนึ่งวางไว้ใกล้ๆ ซูเหลียนอวิ้นแล้วนั่งลง
เวลานั้นเอง เสียงฝีเท้าของซูปั๋วชวนก็ดังขึ้นมาจากด้านนอกประตู เขาผลักประตูเดินเข้ามา จากนั้นมองไปที่โต๊ะ เขาไม่ได้รู้สึกว่าแปลกประหลาดแต่อย่างใดอะไรที่อาหารได้ที่ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เขาคาดเดาไว้ไม่มีผิด ถึงอย่างไรอาหารก็ยังคงอยู่ตรงนั้น เหมือนกับยังไม่มีผู้ใดลงมือกิน ซึ่งก็นับว่าไม่เลวนัก ราวกับว่าเขาได้เดาผลที่จะเกิดไว้เรียบร้อยแล้ว ถึงอย่างไรก็ยังมีอาหารอยู่ ดูรูปการแล้วคล้ายว่ายังไม่มีผู้ใดลงมือกิน นั่นก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
สำหรับผู้ที่โดนกดขี่มาตั้งแต่เล็กจนโตอย่างซูปั๋วชวนนั้น เขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรมาตั้งนานแล้ว เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้
ยังมีอาหารให้กินก็ดีถมไป
ทว่า.....สายตาของซูปั๋วชวนจับจ้องไปยังซูมั่วเยี่ยที่นั่งอยู่ด้านข้างซูเหลียนอวิ้น จากนั้นจึงขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ เจ้าเด็กคนนี้ชิงลงมือก่อนได้อย่างไร รู้จักเลือกตำแหน่งดีๆ ไว้ก่อนเสียด้วย
ด้านขวามือของซูเหลียนอวิ้นคือหวังฉือหวน ส่วนซ้ายมือคือซูมั่วเยี่ย สำหรับหวังฉือหวนแล้ว ซูปั๋วชวนย่อมมิกล้าพูดอะไรมากนักมากอะไร แต่สำหรับซูมั่วเยี่ยแล้ว...
ซูปั๋วชวนเดินไปสะกิดซูมั่วเยี่ยแล้วเอ่ยว่า "พ่อหนุ่มน้อย เจ้าลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ แล้วขยับไปนั่งตรงนั้นแทนซะ"