ลิขิตกลกาล: Chapter 028 ตอนที่ 28
ตอนที่ เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai
ผู้แต่ง Damo Qi xi
บทที่ 28 โกรธแค้น
"คุณหนูเจ้าคะ?" เมื่อหลีมู่เห็นซูเหลียนอวิ้นเบือนหน้าไปเช่นนั้นจึงกระอึกกระอัก โบกมือปฏิเสธว่า "นี่เป็นสิ่งที่บ่าวพูดเองเออเองเท่านั้น! หากคุณหนูไม่เก็บไปใส่ใจก็ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ"
"ไม่มีอะไร" น้ำเสียงของซูเหลียนอวิ้นแสดงถึงความรู้สึกขุ่นมัว "ข้าแค่เมื่อยคอเลยหันไปอีกด้านเปลี่ยนด้านก็เท่านั้น เจ้ามาช่วยนวดให้ข้าหน่อยเถอะ" กล่าวจบก็หันหน้ากลับมาแล้วหลับตาลง ราวกับกำลังครุ่นคิดพิจารณาเรื่องราวบางอย่าง
ตั้งแต่เล็กซูเหลียนอวิ้นก็เกิดมาในตระกูลนักรบ กล่าวได้ว่าในตระกูลนักรบ มิได้เคร่งครัดในกฎระเบียบยิบย่อยอันมากมายของสตรีสูงศักดิ์นัก
ตระกูลซูเองก็เช่นกัน สำหรับซูเหลียนอวิ้นแล้ว นางมิได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อจำกัดเหล่านั้นเคร่งครัดนัก ที่ผ่านมานางเองก็ถูกฝึกฝนมาอย่างทั่วๆ ไป คือเรียนแค่ให้ปฏิบัติได้ก็เพียงพอแล้ว
แม้กระทั่งอันเพ่ยอิงผู้เป็นมารดาของนาง ตอนที่ยังอยู่ในวังหลวงก็ขึ้นชื่อว่ามีนิสัยรักอิสระไม่เคร่งครัดสักเท่าไรมากอยู่แล้ว หลังจากแต่งงานออกเรือนนานปีหลายสิ่งหลายอย่างที่นางเคยปฏิบัติก็ค่อยๆ เลือนหาย ดังนั้นธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ตัวอันเพ่ยอิงเองเพียงแค่ปฏิบัติตามใจตนเป็นหลักเท่านั้น หากจะให้นางอันเพ่ยอิงถ่ายทอดให้ซูเหลียนอวิ้น เกรงว่าซูเหลียนอวิ้นก็คงจะไม่ได้ต่างจากปัจจุบันนี้มากนักหลังจากที่เรียนกับนางแล้ว
อีกทั้งตั้งแต่เล็กจนยันโต ซูเหลียนอวิ้นเองก็ขาดความสนใจในเรื่องราวเหล่านี้ หากนางทำคะแนนได้ถึงห้าคะแนนก็ถือว่าดีมากแล้ว แต่สุดท้ายนางก็ฝืนทำได้เพียงสามคะแนนเท่านั้น
เมื่อผู้อื่นเห็นนางเป็นเช่นนี้ แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดเยาะเย้ยถากถางนางซึ่งหน้า แต่ลับหลังคงจะเต็มไปด้วยคำพูดที่ยากจะทนฟังได้อย่างแน่นอน
ลูกสาวคนเดียวของตระกูลใหญ่ นอกจากจะรูปโฉมงดงามเหนือธรรมดาแล้ว ยังได้ความรักความทะนุถนอมจากบิดามารดาและพี่ชาย ทั้งยังไม่มีบุคคลใดเป็นภาระให้รบกวนจิตใจอีกด้วย ความสมบูรณ์แบบของครอบครัวและโชคชะตาเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นต่างไม่มิอาจห้ามใจไม่ให้เกิดจิตริษยาได้
มนุษย์มักจะชื่นชมและริษยาสิ่งของที่ตนไม่มิได้ครอบครองเสมอ สิ่งของที่สวยงามสมบูรณ์ทุกคนล้วนใฝ่ฝันอยากจะครอบครอง แต่หากครอบครองไม่ได้จะทำอย่างไรเล่า? คงจะทำได้เพียงอธิษฐานให้ผู้ที่ได้ครอบครองสูญเสียของเหล่านั้นไปในเร็ววัน หรือไม่ก็คอยจับตาดูจุดอ่อนของคนเหล่านั้นทุกรายละเอียดแล้วเฝ้าคอยเยาะเย้ยถากถาง เพราะคงมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้จิตใจมีความสุขขึ้นบ้าง
ในทางเดียวกันแม้วันหนึ่งพวกเขาโชคร้ายถึงคราวตาย หากสามารถขอให้ผู้ใดตายตกตามกันไปได้ แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องอยากยากให้คนทั้งแผ่นดินมลายสิ้นไปด้วยกัน
แต่การที่สตรีวัยกลางคนต่างพากันอิจฉาอันเพ่ยอิงเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เพราะแม้ว่านางจะมีความคิดอ่านที่ไม่ค่อยเฉียบแหลมและไม่เคยคิดแผนการใดๆ ได้ แต่นางกลับได้สามีที่รักนางมากกว่าใครในแผ่นดินรวมทั้งมีลูกชายที่รู้ใจ
เหตุใดบรรดาสตรีเหล่านั้นถึงพูดจาตามใจปากได้ไม่น่าฟังเช่นนั้น? เมื่อชาติก่อนซูเหลียนอวิ้นไม่เข้าใจเท่าไรนักและไม่เคยไตร่ตรองมาก่อน
นางในตอนนั้น นางคิดเพียงว่าการที่ตนนางติดตามต้วนเฉินเซวียนคงทำให้สตรีสูงศักดิ์ในเมืองต้องพลอยอับอายและรู้สึกด้อยค่าไปด้วยแทน เพราะถึงอย่างไรก็เกิดบนแผ่นดินเดียวกัน เมื่อมีสตรีนางหนึ่งเสื่อมเสียชื่อเสียง สตรีนางอื่นๆ ย่อมต้องรู้สึกขายหน้าไปด้วย เมื่อมีสตรีคนหนึ่งชื่อเสียงเสื่อมเสีย คนอื่นๆ คงรู้สึกว่าหน้าขายหน้าไปด้วยกระมัง
แต่ว่าในชาตินี้...
ซูเหลียนอวิ้นขยับคอเล็กน้อย พลางคิดถึงสิ่งที่หยางอวี้หลินเคยได้ลงมือทำทุกอย่างในอดีต บัดนี้นางเข้าใจแล้ว คงเป็นเพราะท่าทางของนางเอง ที่ไปขัดหูขัดตาพวกนางเข้า
ไม่ใช่สตรีทุกนาง ที่จะกล้าไล่ตามบุรุษไปทั่ว
อีกอย่างแม้นางจะมีพฤติกรรมไล่ตามผู้ชายไปทั่ว แต่นางกลับไม่โดนคนในตระกูลขับไล่ออกมา ที่สุดของที่สุดคือตระกูลซูยังมีท่าทีเพิกเฉยต่อพฤติกรรมนี้ของนางอีกด้วย
ตอนนั้นในเมืองหลวงนอกจากนางแล้ว คงมีสตรีจำนวนไม่น้อยที่แอบมอบใจของตัวเองให้กับต้วนเฉินเซวียน แต่การแอบหวัง แอบชอบ จะมีประโยชน์อันใดอะไร? พวกนางไม่มิอาจทำให้ต้วนเฉินเซวียนรู้ได้ และยังไม่มิอาจปล่อยให้ผู้อื่นรู้ได้แม้แต่คนเดียว เพราะหากมีข่าวลือแพร่ออกไป นั่นเท่ากับคนผู้นั้นไม่รู้จักระวังตัว ไม่รักนวลสงวนตัวแถมยังทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลอีกด้วย
แต่ซูเหลียนอวิ้นในตอนนั้นกลับดื้อรั้นและเพิกเฉยต่อกฎระเบียบประเพณีทุกอย่างราวกับไม่มีอยู่ ดังนั้น พวกนางจึงโกรธและเดือดดาล
ราวกับว่าพฤติกรรมของตนได้ทำให้จิตใจอันใสบริสุทธิ์และยากจะสัมผัสของพวกนางต้องแปดเปื้อน ดังนั้นแน่นอนว่ายิ่งซูเหลียนอวิ้นทำเรื่องน่าขายหน้ามากเท่าไหร่ พวกนางก็จะยิ่งสะใจมากขึ้นเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น นับแต่อดีตเป็นต้นมา สายตาของสตรีคือสิ่งที่ร้ายกาจหาใดเปรียบ หากต้องการจับผิดใครสักคนหนึ่งแล้ว แม้เส้นผมเส้นเดียวก็มิอาจรอดพ้นได้ อย่างไรเสียต้องพบเจอข้อด้อยและแต่จะต้องหาข้อด้อยออกมาให้จงได้ และจะนำมันมาตั้งไว้กลางแสงอาทิตย์ ก่อนจากนั้นก็จะใช้สายตาที่เบิกกว้างกว่าเดิมหลายร้อยเท่าจ้องมองและจับผิด
ดังนั้นเมื่อซูเหลียนอวิ้นถูกสายตาอันร้ายกาจรุมจับจ้องอยู่ท่ามกลางสายตาอันร้ายกาจจับจ้อง นางจึงจำเป็นต้องรวบรวมข้อเสียทั้งหมดที่ทั้งที่อยู่ในความสนใจและนอกความความสนใจของบรรดาฮูหยินรวมถึงและคุณหนูให้สนใจและไม่ให้ความสนใจเอาไว้ จากนั้นจึงค่อยๆ หาวิธีปรับตัวเองไปทีละจุด จนกระทั่งไม่มีใครหาข้อเสียของนางได้อีก สุดท้ายคนเหล่านั้นก็จะทำได้เพียงส่งเสียงฟึดฟัด แล้วกล่าวชมนางตามมารยาทสองสามคำ แม้ว่าน้ำเสียงอาจจะไม่ยินดีนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านั้น
ที่ด้านหลัง หลีมู่ที่กำลังนวดลงน้ำหนักมือไม่หนักไม่เบาจนเกินไปหนัก เมื่อคิดตามคำพูดที่หลีมู่เพิ่งจะเอ่ยไปเมื่อครู่ ความทรงจำและคำพูดในชาติที่แล้วคล้ายดังขึ้นในหูของซูเหลียนอวิ้นอีกครั้ง
ตอนนั้นเองซูเหลียนอวิ้นลืมตาขึ้นกะทันหัน มีเงามืดฉายผ่านดวงตาของนาง แม้ว่าชาติก่อนจะผ่านไปแล้ว แต่ความแค้นเหล่านั้นเล่า? นางไม่มีทางลืมอย่างแน่นอน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซูเหลียนอวิ้นเริ่มบิดเนื้อบิดตัว ในชาตินี้เรื่องราวมากมายเริ่มเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบเฉียบตั้งแต่วันที่นางไปเข้าเรียนวันนั้นกระมัง แม้ว่าเวลานี้ในชาติก่อนจะยังไม่เกิดเรื่องราวอะไรมากนัก ทว่าซูเหลียนอวิ้นเชื่อว่า ศัตรูเก่าก็คือศัตรูเก่า คู่อริก็ยังเป็นคู่อริ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเป็นร้อยเป็นพันปีก็คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก
งานฉลองวสันตฤดูหรือ? เมื่อถึงเวลานั้นเกรงว่าจะมีการต่อสู้ที่น่าหวาดหวั่นรออยู่เป็นแน่
"หลีมู่" ซูเหลียนอวิ้นเอ่ยขึ้นพลางหันหน้าไปมองหลีมู่ที่ยืนอยู่ด้านหลัง "เจ้าบีบนวดให้ข้ามานานขนาดนี้คงจะเหนื่อยแล้วกระมัง ข้าขอนอนพักสักหน่อยก็แล้วกัน เมื่อถึงเวลาอย่าลืมปลุกข้าให้ตื่นด้วย วันนี้ท่านย่ารอพวกเราไปร่วมโต๊ะด้วย ข้าจะไปสายไม่ได้" พอพูดจบนางก็ขยี้ตา
ช่วงนี้มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น นางจึงต้องพักผ่อนสักหน่อย อย่างไรเสียการสันนิษฐานต่างๆ อย่างน้อยๆ ต้องเริ่มต้นจากการที่นางมีสุขภาพดีก่อนเป็นสำคัญ
"เจ้าค่ะ" หลีมู่ตอบรับเสียงดังฟังชัด จากนั้นจึงหยิบผ้าห่มมาห่มให้ซูเหลียนอวิ้นอย่างเบามือ แล้วค่อยๆ เปิดประตูอย่างเบามือแล้วเดินออกไป
...
ยามซวี[1]*
ซูเหลียนอวิ้นไปถึงเรือนฉืออันตรงเวลา แต่กลับคิดไม่ถึงว่านางจะไปถึงเป็นลำดับที่สอง เพราะตอนนี้มีแค่ซูปั๋วชวนเท่านั้นที่ยังมาไม่ถึง นางนึกว่าตนไม่ได้มาสายเสียอีก
"ท่านแม่ ท่านพี่ ท่านย่า"
ซูเหลียนอวิ้นเอ่ยทักทายอย่างสดใส นางก้าวเข้าไปข้างในแล้วไปหยุดยืนอยู่ด้านหน้าหวังฉือหวน จากนั้นจึงเอ่ยทำเสียงออดอ้อนขึ้น "ท่านย่าเจ้าคะ หลานมาสายแล้วหรือ? ท่านพี่กับท่านแม่มาเร็วยิ่ง"
คนอายุมากเช่นนี้ โดยทั่วไปแล้วต่างชอบใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มสดใส ตอนนี้ซูเหลียนอวิ้นยิ้มให้อย่างหวานเชื่อมเช่นนี้ ต่อให้นางทำความผิดใหญ่หลวงมาก็คงทำใจดุด่านางไม่ลงกระมัง ยิ่งไปกว่านั้นนางเองก็ยังไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแค่อันเพ่ยอิงกับซูมั่วเยี่ยมาเร็วกว่า จึงทำให้ดูเหมือนว่านางมาช้าก็กว่าเท่านั้น
*ยามซวีคือเวลาประมาณ 19:00น. - 21:00น.
^1 ยามซวี คือ เวลาประมาณ 19.:00น. -– 21.:00น.