ลิขิตกลกาล

ลิขิตกลกาล: Chapter 027 ตอนที่ 27

#27Chapter 027

ตอนที่ เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai

ผู้แต่ง Damo Qi xi

บทที่ 27 การเปลี่ยนแปลง

“เอาล่ะ เดี๋ยวพวกเราจะลงไปเดี๋ยวนี้เลย” ซูเหลียนอวิ้นส่งเสียงกระแอม จากนั้นรีบนำตำราซ่อนเอาไว้แล้วค่อยสะกิดอันเพ่ยอิง “ท่านแม่ พวกเราถึงจวนกันแล้ว ท่านแม่ตื่นเถิดเจ้าค่ะ”

“อืมอื้ม...เร็วขนาดนี้เชียว” อันเพ่ยอิงขยี้ตาที่ยังคงพร่ามัวของตนแล้วลุกขึ้นนั่ง จากนั้นมองไปรอบด้านจึงพบว่าถึงจวนแล้วจริงๆ

“คุณหนูเจ้าคะ” เมื่อมองออกไปด้านนอกหน้าต่างก็เห็นหลีมู่ยื่นมือรอไว้อยู่แล้ว เพื่อเตรียมพยุงนางลงจากรถ

“อืม” ซูเหลียนอวิ้นพยักหน้าตอบรับ และเมื่อนางหันกลับไปมองจึงเห็นว่าชือฉิงก็กำลังประคองอันเพ่ยอิงลงจากรถอย่างช้าๆ เช่นกัน

“ท่านแม่เจ้าคะ” ซูเหลียนอวิ้นเห็นภาพดังนั้นจึงรีบรุดเดินไปข้างหน้าแล้วยื่นมือประคองทางด้านซ้ายของอันเพ่ยอิง “ท่านแม่เพิ่งจะตื่น ด้านนอกนี้มีลมพัด ท่านรีบให้ชือฉิงประคองท่านกลับไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ อย่าตากลมอยู่นานเลย”

“ได้” อันเพ่ยอิงยื่นมือมาลูบผมซูเหลียนอวิ้นเบาๆ “อวิ้นเอ๋อร์เองก็รีบกลับไปพักผ่อนเถิด เย็นนี้อย่าลืมแวะไปทานข้าวเย็นที่เรือนท่านย่าด้วยล่ะ เจ้าคงไม่รู้หรอกว่ามีคนแก่บ่นหาเจ้านานแล้ว”

“เจ้าค่ะ อวิ้นเอ๋อร์ทราบแล้ว”

ด้านหน้าประตูไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมแก่การพูดจาปราศรัยกันมากนัก ด้วยเหตุนี้จึงพูดคุยกันอยู่เพียงไม่กี่คำ ซูเหลียนอวิ้นก็จึงบอกลาอันเพ่ยอิงแล้วกลับไปยังเรือนของตน

“หลีมู่”

ด้านในห้อง ซูเหลียนอวิ้นเอนกายอยู่บนเก้าอี้ นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายว่า “เจ้าปิดประตูเสีย ข้ามีเรื่องอยากพูดกับเจ้า”

“เจ้าค่ะ...” เมื่อหลีมู่ได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้ของซูเหลียนอวิ้น ขาทั้งสองก็เริ่มอ่อนปวกเปียก เพราะความรู้สึกนี้ทำให้นางนึกย้อนถึงเหตุการณ์ช่วงเช้าวันนี้ที่ซูเหลียนอวิ้นใช้มีดข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ยอมรามือ ตอนนี้คุณหนูคงไม่ได้ต้องการจะฆ่าปิดปากนางกระมัง!”

“คุณหนู...” หลังจากหลีมู่ปิดประตูเรียบร้อยแล้วจึงรีบวิ่งเหยาะๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้าซูเหลียนอวิ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “คุณหนูมีเรื่องอะไรจะคุยกับบ่าวหรือเจ้าคะ”“คุณหนูจะพูดกับบ่าวเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”

“ดูท่าทางหวาดผวาของเจ้าสิ” ซูเหลียนอวิ้นกลั้นไม่อยู่จึงหัวเราะพรวดออกมา “เจ้าวางใจเถิด หากข้าต้องการฆ่าคนปิดปาก เจ้าคิดว่าตอนนี้เจ้าจะยังได้อยู่ที่ห้องนี้อีกหรือ? วันหนึ่งๆ หัวของเจ้าคิดสิ่งใดอยู่บ้าง” เมื่อพูดดังนี้แล้วซูเหลียนอวิ้นก็นั่งตัวตรงแล้วยื่นมือไปเขกเบาๆ ที่หน้าผากของหลีมู่ทีหนึ่ง

หลีมู่รู้สึกเจ็บนิดหน่อยจึงยกมือขึ้นมาบังหน้าผากพร้อมถอยหลังไปครึ่งก้าวแล้วลูบหน้าผากที่โดนเขกไปเมื่อครู่ จากนั้นจึงเบะปากแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงคับข้องว่า “คุณหนู! ช่วงนี้คุณหนูแปลกไปมาก เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”

“ไม่มีอะไรนี่” ซูเหลียนอวิ้นนั่งนิ่งๆ บนเก้าอี้ครู่หนึ่งจึงกลับตัวแล้วเหยียดกายอยู่บนเก้าอี้ จากนั้นจึงหันหน้ากลับมา ในแววตามีประกายวิบวับแล้วเอ่ยต่อว่า “เจ้าคิดว่าคุณหนูของเจ้าในตอนนี้เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน เป็นอย่างไรบ้าง?”

พอหลีมู่โดนเอ่ยถามถึงคำถามที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ก็หยุดครุ่นคิดไป “คุณหนูเหตุใดจึงถามคำถามเช่นนี้เจ้าคะ?”

หากมองในมุมมองของหลีมู่ ช่วงนี้ซูเหลียนอวิ้นได้เปลี่ยนไปแล้วแถมยังเปลี่ยนไปเยอะเสียด้วย แม้แต่บ่าวรับใช้ข้างกายมานานปีอย่างนางเองบางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้าใช่คุณหนูของตนหรือไม่

แต่คำพูดเช่นนี้หากพูดออกไปคงเป็นการไม่ให้ความเคารพอย่างยิ่ง อีกทั้งแม้ช่วงนี้คุณหนูเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และความเคยชินต่างๆ ก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ หากผู้ใดคิดจะเลียนแบบก็คงยากจะทำได้ ดังนั้นนางจึงเก็บเรื่องราวต่างๆ ไว้ในใจ บังคับไม่ให้ตัวเองคิดมากเกินไป แต่ตอนนี้คุณหนูกลับถามออกมาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ นางก็เริ่มลังเล เพราะเรื่องๆ นี้ยากจะกล่าวถึงอย่างยิ่ง

เมื่อซูเหลียนอวิ้นเห็นหลีมู่ที่กำลังแกะปลายเล็บของนางอยู่ก็รู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใด หลีมู่มีนิสัยติดตัวเช่นนี้มาตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อครุ่นคิดสิ่งใดมักจะชอบแกะปลายเล็บตัวเอง ยิ่งใช้ความคิดมากเท่าไหร่อาการนี้ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น

"หลีมู่ หากเจ้ายังแกะปลายเล็บต่อไปเรื่อยๆ เช่นนี้ อีกประเดี๋ยวเล็บของเจ้าคงจะไม่เหลือแน่" ซูเหลียนอวิ้นกลอกตาทีหนึ่ง "เจ้าพูดออกมาตามจริงก็พอ ข้าแค่อยากฟังความในใจของเจ้า อีกทั้งตอนนี้ก็ปิดประตูหมดแล้ว จะไม่มีใครรู้นอกจากพวกเราสองคน ขอแค่เจ้ากล้าพูดความจริงเท่านั้น”เจ้าแค่กล้าพูดความจริงหน่อยก็พอ"

นางเพียงต้องการรู้ว่าในสายตาผู้อื่นนางเป็นเช่นไร หากมีข้อบกพร่องจะได้แก้ไขทัน สิ่งที่นางทำไปทั้งหมดก็เพื่อเตรียมพร้อมไว้สำหรับคืนวันฉลองวสันตฤดูที่กำลังจะเกิดขึ้น นางก็มีด้านที่สมบูรณ์แบบที่ต้องการแสดงให้ผู้อื่นเห็นเช่นกัน และไม่จำเป็นต้องทุ่มเทสุดกำลังเพื่อให้โดดเด่นเหนือผู้อื่น นางก็ทำให้ใครต่อใครรู้สึกทึ่งในตัวนางได้ ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็ได้กลับมาเกิดใหม่อีกคราแล้ว นับจากนี้ไปนางจึงตั้งใจจะใช้พลังในด้านที่ดีที่สุดขับเคลื่อนชีวิตต่อไปนางเพียงอยากรู้ว่าตอนนี้ในสายตาของผู้อื่นเห็นนางเป็นคนอย่างไร หากมีจุดใดไม่ดีหรือบกพร่อง นางจะได้แก้ไขทัน เพราะเรื่องที่ทำทั้งหมดในตอนนี้ก็เพื่อเตรียมตัวสำหรับคืนงานฉลองวสันตฤดูที่อาจจะเกิดขึ้น นางจะต้องแสดงด้านที่สมบูรณ์แบบที่สุดของตนออกไป! แม้ไม่ได้ต้องการที่จะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อให้ตนเปล่งประกายโดดเด่นเหนือผู้อื่น แต่จะต้องมีอะไรที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกทึ่งในตัวนางให้ได้ จะดีร้ายอย่างไรนางก็ได้กลับมาเกิดใหม่รอบนี้แล้ว ทั้งหมดต่อจากนี้ นางวางแผนจะใช้พลังด้านที่ดีที่สุดของนางเพื่อขับเคลื่อนตัวเองต่อไป

หลีมู่เอามือของตนเองไพล่หลังไว้ เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้แกะนิ้วเล่นอีก ตอนนี้นางมีท่าทางราวกับกำลังรวบรวมคำพูด จากนั้นจึงก้มหน้าเอ่ยขึ้นว่า "คุณหนูเจ้าคะ ช่วงนี้ความกล้าหาญ...ของคุณหนูเพิ่มขึ้นมากทีเดียว" กล้าจนถึงขั้นขึ้นใช้มีดสั้นทำร้ายผู้อื่นเชียวนะ! ช่วงนี้ความกล้าหาญของคุณหนูเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลีมู่เลียริมฝีปาก สุดท้ายก็พูดประโยคนี้ออกมาเพียงประโยคเดียว

"อืม...อื้ม ยังมีอีกหรือไม่? หลักๆ ลองพูดถึงข้อเสียดูสิ แน่นอนว่าอย่าลืมเอ่ยถึงข้อดีด้วย!"

การพูดถึงข้อเสียนั้นช่วยให้ผู้อื่นรู้ตัวและแม้ว่าการพูดข้อเสียจะทำให้ผู้อื่นรู้ตัวจนนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ก็จริง แต่ซูเหลียนอวิ้นกลัวว่าหลีมู่จะเอ่ยถึงข้อเสียของตนมากเกินไป จนทำให้นางสิ้นหวังหมดหวังในตัวเอง ถ้าเป็นเช่นนั้นคงไม่เป็นผลดีแย่แน่ ดังนั้นจึงควรพูดข้อดีและข้อด้อยคู่กัน ไม่แน่ว่าจะช่วยให้บางทีอาจสามารถทำให้นางรู้สึกภูมิใจในตัวเองขึ้นมาบ้างก็ได้?

"ยังมี..."

หลีมู่เอามือเกาหัวตนเอง "ยังมีเรื่องที่...ช่วงนี้คุณหนูไม่อ่อนแอดังเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นคนสู้คน! เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องดี ทั้งการแต่งกายทั้งรูปแบบการแต่งตัวก็ไม่เหมือนเดิม แล้วก็...แล้วก็......และก็ และก็ รู้สึกว่าช่วงนี้คุณหนูสง่าผ่าเผยมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย?" เมื่อหลีมู่เห็นสายตาของซูเหลียนอวิ้นที่จ้องนางเขม็ง ก็พยายามพูดถึงเรื่องราวดีๆ ให้ ออกมามากขึ้น

ความเปลี่ยนแปลงของคุณหนูในระยะช่วงนี้ ทำให้นางรู้สึกว่าคุณหนูงามสง่าขึ้นอย่างมาก แม้ว่าจะไม่ค่อยได้ระมัดระวังตัวก็ตาม ถึงอย่างนั้นการเคลื่อนไหวทั้งมือและเท้าก็ยังมีท่วงท่าที่สง่างามมากขึ้น หากไม่อาจรับรู้ได้ด้วยการจับตาดู แต่ต้องใช้ใจสัมผัสและเป็นช่วงที่ไม่ได้ระวังตัวก็ตาม การเคลื่อนไหวของมือและเท้ามีท่วงท่าที่สง่างามมากขึ้น แต่หากพยายามสังเกตอย่างละเอียดดูกลับไม่สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกเหล่านั้นได้ เพราะคงเป็นสิ่งที่ต้องใช้ใจสัมผัส ยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้

เมื่อซูเหลียนอวิ้นได้ยินคำพูดนี้ก็หันหน้ากลับไป ไม่ยอมสนใจหลีมู่ที่อยู่ด้านหลังตนอีก พลางคิดว่าสมแล้วที่หลีมู่เป็นสาวรับใช้ข้างกายของนาง ถึงได้รู้ว่าควรใช้มีดแทงเข้าไปที่ใด นางจึงจะเจ็บปวดที่สุด

หลีมู่กล่าวไม่มิผิดเกี่ยวกับเรื่องบุคลิกท่าทางของนาง ในตอนนั้นนางทุ่มเทความพยายามอย่างบ้าคลั่ง ทำไมนางถึงต้องพยายามอย่างหนักหน่วงเช่นนั้นด้วย ไม่ต้องถามให้มากความ นั่นเป็นเพราะนางยอมทำทุกอย่างเพื่อต้วนเฉินเซวียน

สิ่งที่หลีมู่เอ่ยขึ้นเมื่อครู่ ทำให้ซูเหลียนอวิ้นอดคิดถึงเรื่องราวไร้ค่ามากมายที่นางทำไปเพื่อต้วนเฉินเซวียนไม่ได้ พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็ทำให้นางหัวเสียยิ่งนัก!

devc-9236096f-33069ลิขิตกลกาล: Chapter 027 ตอนที่ 27