ลิขิตกลกาล: Chapter 026 ตอนที่ 26

#26Chapter 026

ตอนที่ เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai

ผู้แต่ง Damo Qi xi

บทที่ 26 เตรียมตัว

เมื่อซูเหลียนอวิ้นเห็นว่าบทสนทนานี้ยิ่งจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ นางจึงรีบเอ่ยปากขัดขึ้น รอยยิ้มของนางกลับมาปรากฏอยู่บนใบหน้าอีกครั้ง "ท่านแม่ ตอนนี้ลูกยังไม่มิได้ปักปิ่นออกเรือนเลยไม่มิใช่หรือเจ้าคะ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องอาศัยท่านแม่อยู่เลยเจ้าค่ะ” ท่านแม่ยังคงต้องช่วยลูกอีกหลายเรื่องเลยเจ้าค่ะ" พูดจบก็คว้ากำไลที่ถูกห่ออยู่ในอกออกมา แล้วเอ่ยต่อว่า "ดังเช่นเรื่องในวันนี้สิ่งนี้ พวกเรายังไม่ได้คืนกำไลข้อมือวงนี้ให้กับฮองเฮาเลยนะเจ้าคะ นั่นเท่ากับว่าครั้งนี้เราไปเสียเที่ยวแล้ว"

ซูเหลียนอวิ้นเป็นคนที่ไม่ชอบการสนทนาที่เคร่งเครียดมากนัก ดังนั้นน้ำเสียงที่ใช้พูดในตอนนี้จึงเป็นน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วผ่อนคลาย เพื่อเป็นการขับไล่บรรยากาศที่หนักอึ้งเมื่อครู่

เมื่ออันเพ่ยอิงเห็นกำไลที่อยู่ในมือของซูเหลียนอวิ้น นางพลันเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมา นางลืม...เฮ้อ นางลืมเรื่องสำคัญที่ทำให้ต้องเข้าวังหลวงในวันนี้ อีกทั้งยังและก็จากมาเรียบร้อยแล้ว อันเพ่ยอิงจึงได้รู้สึกว่าตนเองเริ่มชรา ว่าตนคงเริ่มแก่แล้ว ความคิดอ่านจึงใช้การได้ไม่ดีนัก

"อวิ้นเอ๋อร์..." อันเพ่ยอิงยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาเท้าศีรษะเอาไว้แล้วเอ่ยเสียงค่อยว่า "เช่นนั้นเก็บกำไลวงนี้ไว้ที่เจ้าสักระยะหนึ่งกำไลวงนี้เจ้าเก็บไว้ที่เจ้าระยะหนึ่งก่อนเถิด ช่วงนี้แม่คงไม่เข้าไปที่วังหลวงสักพักหนึ่ง แต่หากเจ้าเป็นกังวล พรุ่งนี้เจ้าจะไปเข้าเฝ้าฮองเฮาเองก็ได้"

อันเพ่ยอิงรู้สึกว่าตนต้องพักผ่อนให้มากสักหน่อยแล้ว อายุก็มากแถมขี้โมโห ความจำก็ใช้การได้ไม่ดี หากไม่รักษาสุขภาพร่างกายหากไม่บำรุงดูแลร่างกายให้ดี วิญญาณของตนคงถูกพรากไปก่อนเวลาแน่

ซูเหลียนอวิ้นเห็นท่าทางของอันเพ่ยอิงก็แน่ใจว่าท่านแม่คงเหนื่อยแทบแย่แล้ว จึงไม่พูดให้มากความอีก จากนั้นนางจึงดึงผ้าห่มจากอีกทางด้านหนึ่งขึ้นมาแล้วค่อยๆ ห่มให้อันเพ่ยอิงอย่างใส่ใจพร้อมเอ่ยว่า "ท่านแม่ ในเมื่อท่านเหนื่อยก็นอนพักผ่อนสักครู่เถิดเจ้าค่ะ อย่างไรยังไงเสียกว่าจะถึงจวนคงต้องใช้เวลาอีกครู่ใหญ่" พูดจบก็ค่อยๆ ดึงมุมผ้าห่มขึ้นมาห่มให้อันเพ่ยอิงอย่างใส่ใจ เมื่อได้ทำเช่นนี้นางถึงจะหมดกังวล

"อืมอื้ม..." อันเพ่ยอิงตอบรับคำหนึ่ง เมื่อซูเหลียนอวิ้นห่มผ้าห่มเอาผ้าห่มห่มให้ตนแล้ว นางจึงได้ถึงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าตัวเองเหนื่อยแล้วจริงๆ

มุมที่อบอุ่นแถมยังโยกเหยกโยกเยกไปตามจังหวะของรถม้า จะไม่ให้ความง่วงเข้ามาครอบงำได้อย่างไร? อันเพ่ยอิงเอาแขนที่ใช้เท้าหน้าผากอยู่เมื่อครู่ลง แล้วพูดอู้อี้ว่า "อย่างนั้นนั้นแม่ขอพักสักหน่อย หากได้เวลาอวิ้นเอ๋อร์ปลุกแม่ด้วยก็แล้วกัน"

"เจ้าค่ะ" ซูเหลียนอวิ้นยิ้มรับแล้วรอจนเห็นอันเพ่ยอิงหลับสนิทไป นางถึงจะขยับตัวเบาๆ ไปเปิดกล่องใส่ตำราที่วางอยู่บนพื้น แล้วหยิบตำรารวบรวมบทกวีออกมาพลิกอ่านอย่างละเอียด

หากตอนนี้อันเพ่ยอิงตื่นขึ้นมาจะต้องงงเป็นไก่ตาแตกแน่งุนงงเป็นแน่ ซูเหลียนอวิ้นหยิบตำรามาอ่านเอง! ทั้งยังอ่านหนังสือที่นางคิดมาตลอดว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ แถมยังน่าปวดหัวกับอย่างคำกลอนหรือบทกวีเช่นนี้อีก วันนี้จะต้อง*มีฝนแดงตก​[1]​ มาจากฟากฟ้าเป็นแน่

เหตุที่ซูเหลียนอวิ้นหยิบตำรามาอ่านครั้งนี้ก็มิใช่ต้องการคำชื่นชมแต่อย่างใด ดังนั้นนางจึงใช้โอกาสตอนที่อันเพ่ยอิงหลับไปแล้วอ่านตำรา หากอันเพ่ยอิงและคนในครอบครัวของนางเห็นเข้า คงจะโดนซักไซ้ไล่เลียงจนถึงขั้นจับไหล่นางเขย่าแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น และแน่นอนว่านางคงย่อมตอบออกไปไม่ได้ว่าเตรียมตัวสำหรับงานฉลองวสันตฤดูที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้!

เหตุผลก็เป็นเพราะว่าในช่วงนี้ยังไม่มีผู้ใดทราบข่าวนี้ ซูเหลียนอวิ้นเองก็เพียงคะเนเวลาโดยเทียบกับชาติที่แล้วและประมาณกะเวลาโดยประมาณออกมาเอาเท่านั้น ตัวนางในตอนนี้จึงไม่ต่างจากถ้อยคำที่ว่าจึงตรงกับคำที่ว่า**เกาะขาพระอ้อนวอนเมื่อไฟลนก้น​[2]​ องค์พระท่านคงรับรู้ได้ถึงจิตใจอันแน่วแน่ของนาง ถึงได้บันดาลให้นาง แล้วบันดาลให้นางจดจำขึ้นได้มากหน่อยกระมัง?

ซูเหลียนอวิ้นพลิกดูตำรารวมบทกวีในมือ เมื่อนางยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าหากให้นางต้องท่องเนื้อหาในนี้ทั้งหมดคงจะยากกว่าให้นางฝึกวรยุทธ์หนึ่งกระบวนท่าให้สำเร็จภายในหนึ่งวันอีกกระมัง ในขณะที่มือทั้งสองของซูเหลียนอวิ้นกำลังจะวางตำรารวมบทกวีลงพลางคิดว่ากลับไปถึงจวนแล้วค่อยอ่านก็ได้อยู่นั้น จู่ๆ ในหัวของนางกลับมีภาพของต้วนเฉินเซวียนเคลื่อนผ่าน ใบหน้าของคนอวดดีโอหังพร้อมหมางเมินใส่ทุกเรื่องบนโลกใบนี้

ช่างเป็น...ใบหน้าที่ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ทำให้คนมองรู้สึกราวกับโดนยุแหย่หาเรื่องอยู่ร่ำไป

ซูเหลียนอวิ้นกัดฟัน ก้มหน้ามองตำรารวมบทกวีในมือ พลางนึกถึงใบหน้าเยาะเย้ยของต้วนเฉินเซวียนขึ้นมาอีก จากนั้นร่างกายของนางพลันมีแรงสูบฉีดบางอย่างเกิดขึ้น

คืนงานฉลองวสันตฤดูในชาติก่อน แม้ว่าจะมีผู้คนมากมายเข้าร่วม แต่กลับมีนางเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เขียนและท่องอะไรไม่ได้สักอย่าง ด้วยเหตุนี้คุณหนูทุกจวนต่างหัวเราะเยาะนางกันอย่างสนุกสนาน นางจึงกลายเป็นตัวตลกของงานนี้ไป แต่ไม่ว่าคนอื่นจะพูดหรือจะว่าอย่างไร นางกลับไม่นำมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เพราะสายตาของนางในเวลานั้นสนใจเพียงต้วนเฉินเซวียนผู้เดียว คนผู้อื่นจะมีค่าอะไรในสายตาของนาง?

ตอนนั้นในใจของซูเหลียนอวิ้นยังคงแอบคาดหวังต่อเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในวันนั้น ก้นบึ้งของหัวใจนางเพรียกหาความหวังเพียงหนึ่งเดียว นางคิดว่าหากต้วนเฉินเซวียนเห็นภาพนางถูกคนอื่นรุมหัวเราะราวกับนางเป็นตัวตลก เขาจะต้องใจอ่อนแล้วก้าวออกมาช่วยปกป้องนางให้พ้นวิกฤตตรงหน้าได้

เนื่องจากฉากต่างๆ ในบทละครล้วนเขียนเอาไว้เช่นนี้มิใช่หรือ?

แต่ความจริงที่เกิดขึ้นกลับเป็นดั่งฝ่ามืออันโหดเหี้ยมที่ตบฉาดใส่หน้านาง ต้วนเฉินเซวียนเพียงมองมาที่นางด้วยสายตารังเกียจแล้วเบือนหน้าหนีนางไปทันที และต่อจากนั้นนางก็ไม่เห็นเขาปรากฏตัวในงานอีกเลย

หากกล่าวถึงสิ่งที่ทำให้ซูเหลียนอวิ้นเจ็บปวดที่สุดในวันนั้น คงมิใช่เสียงซุบซิบนินทาหรือสายตาดูแคลนของคนพวกนั้นที่มองว่านางสติไม่สมประกอบและมองนางอย่างเวทนาสงสาร แต่กลับเป็นเพียงสายตาของต้วนเฉินเซวียนคู่นั้นที่ทำให้นางรู้สึกหนาวเหน็บจนมิอาจจะขยับเขยื้อนตัวไปไหนได้

เวลานั้นลมเบาๆ พัดเข้ามาจากด้านนอกรถม้า ทำให้ม่านปลิวไสว จากนั้นแสงอาทิตย์จึงสาดส่องตามเข้ามา แสงสว่างที่แยงสายตานั้นทำให้ซูเหลียนอวิ้นที่กำลังจมอยู่ในห้วงแห่งความคิดในอดีตรู้สึกว่าตาทั้งสองของนางพร่ามัวยากที่จะแยกแยะสิ่งใดได้

ซูเหลียนอวิ้นเปิดแง้มผ้าม่านออกดู ด้านนอกรถม้าแสงอาทิตย์ยังคงเจิดจ้าแยงสายตา นางยื่นมือของนางไปสัมผัสกับขอบหน้าต่างรถ นางคิดไม่ถึงว่าจะสัมผัสได้ถึงริ้วรอยแตกมากมายทั้งที่เมื่อวานนางยังไม่เห็นว่ามันจะปรากฏอยู่ตรงนี้...รอยแตกขรุขระมากมาย ทั้งๆ ที่เมื่อวานนางยังไม่เห็นมันปรากฏอยู่ตรงนี้...

ซูซุเหลียนอวิ้นหรี่ตาขึ้นมองไปยังดวงตะวันที่ลอยอยู่กลางนภา ทุกอย่างคล้ายมีการเปลี่ยนแปลง ทว่าก็คล้ายไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ตะวันก็ยังคงเป็นตะวันดวงนั้น ไร้การเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมีเพียงแค่รถม้าเท่านั้นที่คงจะทนความร้อนแรงจากแสงอาทิตย์ที่แผดเผาลงมาไม่ไหว จนทำให้เกิดร่องรอยแตกเหล่านี้จากการแผดเผาของแสงอาทิตย์ไม่ไหว จึงปรากฏรอยแตกขึ้น?

มุมปากของซูเหลียนอวิ้นโค้งเป็นรอยยิ้ม นางปล่อยผ้าม่านลงแล้วมองไปยังตำรารวมบทกวีที่ยังคงถือกำอยู่ในมือแน่น ดวงพระอาทิตย์ไม่มีวันทางเปลี่ยนแปลง หากสิ่งอื่น...ย่อมมีวันเปลี่ยนแปลงได้ แต่ของสิ่งอื่น? มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้

"คุณหนู ฮูหยินถึงจวนแม่ทัพแล้วขอรับ" เสียงของคนขับบังคับรถดังขึ้นมาจากด้านนอกหน้าต่าง

ซูเหลียนอวิ้นเงยหน้าขึ้นแล้วขยับคอของตัวเองที่เริ่มแข็ง จากนั้นจึงบิดเนื้อบิดตัว ตลอดทางที่ผ่านมานางเพิ่งจะท่องบทกลอนไปได้เพียงห้าตอนเจ็ดบทเท่านั้น แถมยังเลือกบทที่ค่อนข้างง่ายอีกด้วย ไม่รู้ว่าหากตนรวบรัดตัดเวลาอาศัยความเร็วเช่นนี้จะทันคืนวันงานฉลองวสันตฤดูหรือไม่

"คุณหนู...? หลับอยู่หรือเจ้าคะ?" หลีมู่ที่รออยู่ด้านนอกรถม้าเอ่ยเร่งขึ้น คุณหนูหลับไหลใหลไปในนอนหลับไปบนรถม้าเช่นนั้นคงจะหนาวแย่แล้วกระมัง เป็นเพราะเนื่องจากตนเห็นว่าคุณหนูกับฮูหยินมีทีท่าท่าทางอยากจะเจรจาเรื่องสำคัญกันพูดเรื่องราวสำคัญด้วยกัน นางจึงไม่ได้เข้าไปข้างในรถ ตอนนี้นางจึงไม่รู้ว่าสถานการณ์ในรถม้าเป็นอย่างไรบ้าง

* ฝนแดงตก หมายถึงว่า เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย ยากที่จะเกิดขึ้นได้

**เกาะขาพระอ้อนวอนเมื่อไฟลนก้น หมายถึง หากยังไม่ถึงเวลาจะไม่ทำ แต่จะลุกขึ้นมาทำอะไรเมื่อจวนเวลา

* หมายถึงเกิดเหตุการณ์เหนือความคาดหมาย ยากคาดเดา

^1 ฝนแดงตก หมายถึง เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย ยากที่จะเกิดขึ้นได้

^2 เกาะขาพระอ้อนวอนเมื่อไฟลนก้น หมายถึง หากยังไม่ถึงเวลาจะไม่ทำ แต่จะลุกขึ้นมาทำอะไรเมื่อจวนเวลา

devc-9236096f-33069ลิขิตกลกาล: Chapter 026 ตอนที่ 26