ลิขิตกลกาล

ลิขิตกลกาล: Chapter 025 ตอนที่ 25

#25Chapter 025

ตอนที่ 25 เติบโต

“ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรือ?” เกาอู่เตี๋ยเลิกคิ้ว “นี่เจ้าคงเห็นว่าอาอย่างข้าแก่แล้วกระมัง” สายตาของนางเต็มไปด้วยความไม่เชื่อใจ

“จะเป็นไปได้อย่างไร” ต้วนเฉินเซวียนเอ่ย จากนั้นจึงรีบเดินกลับมาหยุดอยู่ด้านหลังเกาอู่เตี๋ยแล้วทำประจบประแจงนางด้วยการบีบนวดไหล่ให้ “เสด็จอาในตอนนี้ ผู้ใดจะกล้าพูดว่าท่านชราได้เล่า หากใครว่าท่านว่าชรา คนผู้นั้นคงจะเป็นคนตาบอดแน่”

เกาอู่เตี๋ยเปิดปากเตรียมจะพูดบางสิ่ง แต่เมื่อหยุดคิดอยู่พักหนึ่งก็เลือกที่จะหลับตาลง แล้วยอมให้ต้วนเฉินเซวียนบีบนวดไหล่ของตน และไม่เอ่ยถึงคำถามเมื่อครู่อีก เพราะดูจากนิสัยของต้วนเฉินเซวียนแล้ว หากยอมเปิดปากง่ายๆ ก็คงจะไม่พูดจาเลี่ยงไปเลี่ยงมาเช่นนี้ และแม้ว่าเขาจะโดนไล่ต้อนถามมากเท่าไรก็ยังไม่ยอมจนมุมบอกเล่าถึงปัญหา ดูท่าแล้วคงมิใช่เรื่องง่ายที่จะง้างปากคนผู้นี้

“เอาล่ะ” เกาอู่เตี๋ยรับรู้ได้ถึงแรงบีบนวดบนหัวไหล่ จึงเริ่มทนไม่ไหวและพูดออกไปว่า “หากเจ้าไม่ยอมพูด ก็ไม่ต้องพูด แต่คนอย่างเจ้าหาก ไร้เรื่องร้อนใจ คงไม่ดั้นด้นไปวัด​[1]​ เหตุใดวันนี้ถึงมาเข้าเรียนได้ เจ้ามาด้วยเรื่องใดกันแน่?” กล่าวจบเกาอู่เตี๋ยก็ค่อยๆ ขยับหัวไหล่ให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายพลางลอบถอนใจ

เจ้าเด็กนี่นับวันแรงจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ หัวไหล่ของนางโดนนวดจนเริ่มรู้สึกเจ็บไปหมด

“เสด็จอา” ต้วนเฉินเซวียนไม่ได้สนใจเรื่องอื่น เมื่อเขาได้ยินว่าเกาอู่เตี๋ยไม่ให้ตนนวดต่อไปแล้วก็รีบหมุนตัวมานั่งอยู่บนเก้าอี้นุ่มด้านข้างอย่างว่องไว ก่อนจะเอ่ยถามว่า “เช่นนั้นข้าขอถามเสด็จอา เหตุใดเมื่อวานท่านจึงเรียกคุณหนูซูมาที่นี่? ท่านเรียกนางมาด้วยเหตุใด?”

ดวงตาคู่งามของเกาอู่เตี๋ยเหลือบมองมาทางเขาด้วยความฉงน “เจ้ามาหาข้าถึงที่นี่ด้วยเหตุนี้? ผิดด้วยหรือหากข้าจะเรียกคุณหนูซูมาอยู่เป็นเพื่อนคุยกับข้า? เหตุใดเจ้าจึงถามเช่นนี้?” เกาอู่เตี๋ยนั่งยืดตัวตรงแล้วจ้องต้วนเฉินเซวียนอย่างพินิจพิเคราะห์ เพราะการที่เขาเป็นฝ่ายเริ่มถามถึงสตรีก่อนนั้น ช่างเป็นเรื่องที่ผิดธรรมดานัก

“เอ่อ ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร” ต้วนเฉินเซวียนนั่งยืดตัวขึ้นเช่นกันแล้วรีบเอ่ยตอบ “เป็นเพราะท่านที่ทำให้ข้ากลัวไปหมด คุณชายน้อยอย่างข้ายังอยากเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่ แต่ท่านกับท่านแม่เอาแต่บังคับข้าทุกวันให้ข้าแต่งงานกับคนนั้นทีคนนี้ที ดังนั้นข้าจึงกลัวพวกท่านจะแย่แล้ว” ต้วนเฉินเซวียนยักไหล่ น้ำเสียงของเขาไร้ความหวาดกลัวใดๆ

“เจ้าลิงดื้อ” เกาอู่เตี๋ยรู้สึกขบขันในน้ำเสียงและท่าทางของเขาเสียแล้ว “ข้าแค่อยากรู้ว่าเมื่อครู่อันเพ่ยอิงโมโหด้วยเรื่องใดเท่านั้น เจ้าจะคิดมากไปไย ดูจากท่าทีของอันเพ่ยอิงแล้ว เจ้ายังอยากแต่งงานอยู่อีกหรือ? นางไม่ได้อยากยกลูกสาวให้เจ้าสักหน่อย”

“หากจะพูดไป...คุณหนูซูก็เป็นเด็กดีเสียขนาดนั้น เหมาะสมกับเจ้าแล้วหรือ? ถือว่าไม่ยุติธรรมกับนางเอาเสียเลย” เมื่อพูดจบนางก็ส่ายหน้า และคร้านจะเหลือบไปมองต้วนเฉินเซวียนอีก จากนั้นจึงกล่าวต่อขึ้นว่า “แม้ว่าข้าจะมีเจตนาเป็นแม่สื่อให้เจ้ากับนาง ครั้นได้เห็นพวกเจ้าทั้งสองเป็นเช่นนี้ ข้าขอล้มเลิกเสียดีกว่า เพราะการชิงสุกก่อนห่ามคงไม่ส่งผลดีเป็นแน่” เกาอู่เตี๋ยพูดถึงตรงนี้ก็ถอนใจอีก

ต้วนเฉินเซวียนกลัวถึงเพียงนี้เลยหรือ?

นางแค่อยากหาเพื่อนคุยด้วย แต่เขากลับคิดไปไกลถึงขั้นนี้? เกาอู่เตี๋ยแทบจะลืมเรื่องที่นางคิดจะยัดเหยียดซูเหลียนอวิ้นให้กับต้วนเฉินเซวียนไปสนิท และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เกาอู่เตี๋ยกับต้วนเฉินเซวียนคิดเห็นเช่นเดียวกัน

ช่างเถิดๆ เกาอู่เตี๋ยส่ายศีรษะ ปล่อยให้ลูกหลานหาความสุขด้วยตัวเองเสียบ้าง ต่อไปตนจะไม่ยื่นมือเข้าไปก้าวก่ายจะดีที่สุด

................................

บนรถม้า

“ท่านแม่?” ในรถม้าเสียงหวานๆ ของซูเหลียนอวิ้นดังขึ้น “ท่านแม่เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ? มีเรื่องใดไม่สบายใจหรือเปล่า?” ซูเหลียนอวิ้นมองไปยังแม่ของนางที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งราวกับกำลังโมโหตนเองอยู่ ด้วยเหตุนี้นางจึงแอบยิ้ม แม่ของนางยังคงเป็นเช่นนี้ มีเรื่องอะไรก็มักจะนั่งเงียบๆ อยู่คนเดียว ราวกับต้องนั่งอยู่ชั่วนิรันดร์ถึงจะขจัดความหมองใจนี้ออกไปได้

“เจ้ายังเห็นเป็นเรื่องสนุกอีก!” เมื่ออันเพ่ยอิงหันมาจึงเห็นภาพซูเหลียนอวิ้นยกแขนเสื้อขึ้นมาบดบังรอยยิ้ม นางจึงหงุดหงิดแล้วเอ่ยว่า “เจ้าเด็กผู้นี้ นี่แม่เจ้าแท้ๆ ยังแอบหัวเราะ แม่กำลังเป็นกังวลเรื่องของเจ้าอยู่นะ ยังจะยิ้มอีก”

อันเพ่ยอิงกล่าวจบก็หันตัวไปอีกด้านหนึ่งของรถม้า ไม่สนใจซูเหลียนอวิ้นอีก

“ท่านแม่ ลูกเข้าใจดีเจ้าค่ะ” ซูเหลียนอวิ้นยื่นมือทั้งสองข้างออกไปจับแขนเสื้อของอันเพ่ยอิงไว้ จากนั้นจึงเอื้อมมือเข้าไปด้านในเพื่อจับมือของนางพลางเอ่ยว่า “สิ่งที่ท่านแม่พูดข้าเข้าใจดี ความห่วงใยของท่านย่าและท่านพี่ข้าก็รับรู้ แต่ท่านแม่เจ้าคะ ลูกสาวของท่านแม่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ฉะนั้น ท่านวางใจเถิด” ซูเหลียนอวิ้นกะพริบตาปริบๆ ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ไม่อาจเข้าใจ

ซูเหลียนอวิ้นคล้ายกำลังหัวเราะให้กับตัวเอง

อันเพ่ยอิงเป็นคนเช่นนี้เสมอ นางมักจะแบกเรื่องราวต่างๆ ของตนเองไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว แต่ไม่เพียงนางเท่านั้นที่เหนื่อยล้า ซูเหลียนอวิ้นเองก็พลอยเหนื่อยล้าตามไปด้วย ซูเหลียนอวิ้นเข้าใจว่าทุกอย่างที่อันเพ่ยอิงทำล้วนเป็นความหวังดีต่อตนทั้งสิ้น แต่บางครั้งความรักที่ไร้รูปร่างก็ผูกมัดพวกนางเข้าไว้ด้วยกันแน่นจนเกินไป เพราะในบางครั้งนางก็อยากหายใจหายคออย่างเต็มที่เช่นกัน

อันเพ่ยอิงได้ฟังดังนั้นร่างกายของนางก็พลันแข็งเกร็ง ชะงักอยู่ครู่หนึ่งจึงได้หันหน้ากลับมา

นางหันมามองซูเหลียนอวิ้นที่นั่งอยู่ด้านข้างนางด้วยสีหน้าตกตะลึง ลูกสาวของนางยังคงมีหน้าตาเหมือนเดิม ไร้เดียงสาและอ่อนโยน แต่วาจาที่เอ่ยออกมานั้นทำเอานางไม่อาจทำใจให้สงบได้

"อวิ้นเอ๋อร์..." อันเพ่ยอิงอ้าปากเอื้อนเอ่ย แต่กลับไม่รู้ว่าจะพูดคำใดต่อจากนั้น จึงพูดเพียงแค่สองคำนั้นออกไป ก่อนจะหยุดเพราะหมดสิ้นถ้อยคำ

"ท่านแม่ อย่าคิดมากไปเลยเจ้าค่ะ" ซูเหลียนอวิ้นก้มหน้าลง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงได้เงยหน้าขึ้นมาใหม่แล้วเลิกคิ้วขึ้น "ลูกไม่ได้มีความหมายเป็นอื่น เพียงแค่อยากบอกว่า ลูกโตเป็นผู้ใหญ่แล้วและสามารถช่วยท่านแม่คลายความทุกข์ใจได้ หากท่านแม่ยังคงแบกทุกเรื่องไว้คนเดียวเช่นนี้ ใจของลูกคงเจ็บปวดไม่แพ้กัน"

ซูเหลียนอวิ้นรู้ว่าหากพูดเรื่องราวที่คิดไว้อยู่ในใจออกไปตรงๆ จะต้องทำร้ายจิตใจของอันเพ่ยอิงแน่ ตอนนี้นางจึงทำได้เพียงแสดงออกถึงความในใจของตนโดยอ้อม แม่ของนางคงสามารถเข้าใจความหมายได้กระมัง

และก็เป็นตามที่คาดไว้ อันเพ่ยอิงได้ยินดังนั้นจึงเหลือบตามามอง จากนั้นก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก นางยื่นแขนออกไปรวบตัวซูเหลียนอวิ้นมาไว้ในอก แล้วเอ่ยว่า "ลูกแม่โตเป็นสาวแล้ว" น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื้นตัน "ลูกรู้จักเจ็บหัวใจแทนแม่แล้ว ตอนนี้ใจของแม่รู้สึกปลาบปลื้มมาก"

คำพูดของซูเหลียนอวิ้นเมื่อครู่เป็นเครื่องเตือนใจนางได้ว่า หนทางต่อจากนี้ ต้องให้ซูเหลียนอวิ้นเดินด้วยตัวเองตามลำพัง นางคงไม่อาจปกป้องไปตลอดชีวิตได้ เรื่องราวทั้งหมดต่อจากนี้คงต้องให้ซูเหลียนอวิ้นพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น และอีกประการหนึ่ง นางลูบเส้นผมของซูเหลียนอวิ้นเบาๆ เมื่อมองรูปโฉมของคนตรงหน้าที่นับวันยิ่งเติบโตขึ้น เวลาที่เหลือก่อนจะออกเรือนนั้นก็เหลือน้อยเต็มที

"อีกไม่นานอวิ้นเอ๋อร์ก็จะต้องปักปิ่นแล้ว จากนั้นก็จะกลายเป็นสาวสะพรั่ง อันที่จริงแล้ว ตอนนี้มีเรื่องราวมากมายที่เจ้าต้องตัดสินใจเองแล้ว" อันเพ่ยอิงหยุดไปชั่วครู่ถึงจะเอ่ยต่อว่า "เพราะถึงอย่างไรแม่ก็คงไม่สามารถคอยช่วยเหลือลูกไปตลอดชีวิตได้ แต่เจ้าต้องจดจำเอาไว้ว่า อย่าทำเหมือนว่าตนเข้มแข็งนักหนา หากมีเรื่องอะไรให้มาปรึกษากันก่อนจะดีกว่า"

^1 ไร้เรื่องร้อนใจ คงไม่ถ่อไปวัด เป็นสำนวนหมายถึง เดินทางไปหาด้วยจุดประสงค์แอบแฝงบางอย่าง

devc-174234ce-33051ลิขิตกลกาล: Chapter 025 ตอนที่ 25