ลิขิตกลกาล: Chapter 024 ตอนที่ 24
เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai
ผู้แต่ง Damo Qi xi
บทที่ 24
รังเกียจ
เมื่อสักครู่ที่ต้วนเฉินเซวียนแอบกวาดสายตาลอบเหลือบตามองอันที่จริงแล้วเป็นเวลาเพียงชั่วครู่เดียว แม้แต่เกาอู่เตี๋ยเองก็ไม่ได้ทันสังเกตลูกเล่นนี้ของเขา เข้าใจว่าเขามองมาที่ตน อันที่จริงแล้วก็เป็นแค่สายตาคู่หนึ่งเท่านั้นคงไม่มีผู้ใดคิดอะไรมากมาย แต่ตอนนี้ซูเหลียนอวิ้นกลับจิตใจปั่นป่วน เพราะตัวนางเองนั้นก็มีชนักปักหลังติดหลังอยู่
ซูเหลียนอวิ้นก้มหน้า ทำให้ขนตางอนยาวบดบังความรู้สึกที่แท้จริงของนาง ท่าทีของนางในตอนนี้จึงคล้ายหญิงสาวที่เห็นชายหนุ่มจึงเขินอายจนก้มหน้างุดเท่านั้น ทว่ามือคู่นั้นกลับจิกกระโปรงเอาไว้แน่นอย่างตื่นตระหนก
ต้วนเฉินเซวียนสังเกตเห็นกิริยาเล็กน้อยนี้ของนางจึงยิ้มออกมาโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เขาเพียงก้มหน้าแล้วหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบคำหนึ่งก่อนจะแล้วเอ่ยขึ้นด้วยแววตาขี้เล่นว่า “เสด็จอา ข้าอยู่ที่นี่มีแต่จะรบกวนพวกท่านกระมัง ดูคุณหนูซูสิเข้าสิ พอเห็นข้าคงกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาแล้ว คงเป็นเพราะข้าเองที่ทำให้นางตื่นตระหนก”
ซูเหลียนอวิ้นเงยหน้าขึ้นคล้ายอยากเอ่ยบางสิ่ง แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรอันเพ่ยอิงก็พูดขัดขึ้นมาก่อนว่า “คุณชายต้วนพูดอะไรเช่นนั้นกัน อวิ้นเอ๋อร์เพียงมีนิสัยชอบเก็บตัวและมิชอบพูดจาก็เท่านั้น มิได้เป็นอย่างที่ท่านพูด ต้องพูดว่าพวกเรามาขัดจังหวะท่านเสียมากกว่า ท่านสนิทสนมกับฮองเฮามาตั้งแต่ยังเล็ก พวกเราอยู่ที่นี่มีแต่จะขวางหูขวางตาท่าน” กล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนตั้งท่าจะเดินจากไป
อันที่จริงแล้วอันเพ่ยอิงรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานทั้งหมด แม้ว่านางจะไม่เอ่ยแต่ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่รู้เห็นสิ่งใด นั่นแต่เป็นเพราะไม่ต้องการให้ลูกสาวตัวเองต้องมีเรื่องราวรบกวนจิตใจก็เท่านั้น
ในใจของนางนั้น ลูกสาวของนางเป็นหญิงสาวที่เพียบพร้อมอันดับหนึ่งในเมืองหลวง แต่กลับมีข่าวลือว่าถูกเขาปฏิเสธ? แล้วนี่จะให้นางทำใจรับได้อย่างไร ดังนั้นตอนนี้เมื่อพบหน้าต้วนเฉินเซวียนนางจึงมีความรู้สึกไม่สบอารมณ์นัก
รังเกียจอวิ้นเอ๋อร์ของเราอย่างนั้นงั้นหรือ? ขอโทษทีเถิด ขอโทษด้วย พวกเราก็รังเกียจท่านเช่นกัน ใครกันแน่ที่สำคัญตนผิดไป
“เพ่ยอิงเจ้าเป็นอะไรไป?” เกาอู่เตี๋ยเรียกอย่างอ่อนโยน นางค่อนข้างสับสนว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับนาง
ข่าวซุบซิบนินทาที่เกิดขึ้นเมื่อวาน นางกำนัลในวังต่างไม่มีใครกล้าถ่ายทอดให้นางฟังทั้งหมด เนื่องจากการกล่าวถึงผู้มีฐานะสูงศักดิ์โดยไม่มีมูลความจริง และการนินทาว่าร้ายถือเป็นข้อห้ามสำคัญในวังหลวง อีกทั้งข่าวลือพวกนั้นฟังดูแล้วก็ไม่น่าเชื่อถือแต่อย่างใด พวกนางยิ่งไม่กล้าพูดต่อหากไม่มีคำสั่งให้พูด เพราะกลัวว่าหากตนพูดเรื่องโป้ปดออกไป พวกนางจะมีโทษในคดีนินทาว่าร้าย แพร่ข่าวที่ไม่มีมูลความจริง การเดิมพันเช่นนี้มีความเสี่ยงสูงเกินเสียจนพวกนางไม่กล้าเดิมพันด้วย
ทันทีที่อันเพ่ยอิงได้ยินน้ำเสียงเช่นนั้นนางก็รู้ตัวทันทีว่ากิริยาวาจาเมื่อครู่ของตนไม่เหมาะสมนัก ทว่าใบหน้าของนางกลับไม่แสดงอารมณ์ใด เพียงเอ่ยเสียงเรียบขึ้นว่า
“ฮองเฮา หม่อมฉันมิได้มีนัยความหมายอื่น เพียงแค่คุยกับพระองค์มาก่อนเป็นเวลาพอสมควรแล้ว พระองค์เองก็คงจะเบื่อเต็มที หม่อมฉันกับอวิ้นเอ๋อร์จึงขอทูลลา ฮองเฮากับคุณชายต้วนจะได้มีเวลาคุยกันมากหน่อย และพระองค์ก็จะได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้นด้วย”
ซูเหลียนอวิ้นเองได้ยินดังนั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่นัก ได้แต่รีบลุกขึ้นและทำความเคารพเกาอู่เตี๋ยหนึ่งครั้งแล้วเอ่ยว่า “ฮองเฮาเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันกับท่านแม่ขอทูลลา”
การกระทำหุนหันพลันแล่นเช่นนี้ทำให้เกาอู่เตี๋ยสับสน แต่นางก็พอเดาได้ว่าต้นตอของปัญหาจะต้องมาจากต้วนเฉินเซวียนเป็นแน่ จึงเอียงศีรษะแล้วจ้องไปยังต้วนเฉินเซวียนทีหนึ่ง
แต่นางรู้ดีว่าหากตอนนี้บีบเค้นให้อันเพ่ยอิงอธิบายให้กระจ่างจะยิ่งทำให้เสียเรื่องได้ มิสู้ให้อันเพ่ยอิงกลับไปก่อนในตอนนี้ รอให้ตนรู้ถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวก่อน แล้วค่อยหาวิธีชดเชยให้พวกนางก็ยังทัน
“เช่นนั้นก็ได้” เกาอู่เตี๋ยลุกขึ้นเดินไปยังด้านข้างต้วนเฉินเซวียนแล้วเอ่ยวาจาขึ้น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่รั้งพวกเจ้าไว้แล้ว แต่หากเป็นเพราะเจ้าเด็กดื้อผู้นี้เป็นเหตุ พวกเจ้าอย่ามัวแต่เก็บความไม่สบายใจนั้นเอาไว้เลย เอ่ยปากกับข้ามาตามตรงก็ได้ ข้าจะไม่มีทางเข้าข้างเขาเพราะเห็นว่าเขาเป็นหลานข้าแน่ๆ เพราะข้าก็ให้ความสำคัญกับพวกเจ้าเช่นกัน ดังนั้นจึงหวังว่าพวกเจ้าจะเห็นแก่ข้าและไม่ถือโทษโกรธเขา” กล่าวจบ เกาอู่เตี๋ยก็หันไปตบเข้าที่ศีรษะของต้วนเฉินเซวียนด้วยท่าทีขุ่นเคือง
อันเพ่ยอิงรับรู้ว่าลูกของตนก็ไม่พอใจเขาเช่นกัน
กว่าเกาอู่เตี๋ยจะขึ้นมาดำรงตำแหน่งฮองเฮาได้นั้น อันที่จริงแล้วหนทางมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถึงแม้ว่าพวกนางทั้งสองคนจะเคยเป็นเพื่อนร่วมเรียงเคียงหมอนกันมาก่อน แต่ฐานะของพวกนางทั้งสองคนในตอนนี้ ได้กลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวขุนนางกับคนในครอบครัวพระเจ้าแผ่นดินไปแล้ว
อีกอย่างท่าทางของตนเมื่อครู่ก็ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้เกาอู่เตี๋ยกลับมิได้เก็บมาเป็นอารมณ์ นางยังคงยิ้มแย้มพูดจาราวกับไม่ได้ใส่ใจ หากตอนนี้นางวางตัวสูงส่ง นั่นจะหมายความว่านางไม่ได้ใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่นเลย
อันเพ่ยอิงเองได้แต่ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า "อย่าคิดมากเลยเพคะ...หากมีเวลาหม่อมฉันกับอวิ้นเอ๋อร์จะต้องมาเยี่ยมฮองเฮาอีกแน่นอน ถึงเวลานั้นฮองเฮาก็อย่ารังเกียจพวกเราสองแม่ลูกก็แล้วกันเพคะ"
เมื่อเกาอู่เตี๋ยเห็นท่าทางประหม่าของอันเพ่ยอิง เกาอู่เตี๋ยก็อดขำในใจไม่ได้ สุดท้ายแล้วคนบ้านเดียวกันย่อมปรับตัวจนมีนิสัยเข้ากันได้ คนของจวนแม่ทัพขึ้นชื่อเรื่องที่มีทีท่าเก้ๆ กังๆ อยู่แล้วมีชื่อเสียงเรื่องการมีท่าทีเก้ๆ กังๆ อยู่แล้ว อันเพ่ยอิงแต่งเข้าไปอยู่กับพวกเขานานหลายปีขนาดนั้น ย่อมต้องถอดแบบอย่างจากพวกเขามาไม่น้อยเรื่องนี้ย่อมเป็นเพราะถอดแบบพวกเขามาแน่
เกาอู่เตี๋ยยิ้มอย่างอ่อนโยน "ตกลง ขอแค่พวกเจ้ายอมมาหาข้า ข้าจะไม่มีวันปฏิเสธพวกเจ้าอย่างแน่นอน"
อันเพ่ยอิงได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ยืนลูบผ้าที่อยู่ในมือราวกับไม่รู้ว่าควรพูดสิ่งใดต่อ จากนั้นนางจึงจูงมือซูเหลียนอวิ้นแล้วร่ำลาขอตัวกลับไป
เมื่อเห็นเงาของคนทั้งสองจากไปไกลแล้ว เกาอู่เตี๋ยจึงหันหน้ากลับมา แล้วหันไปดุต้วนเฉินเซวียนเสียงแข็ง "เจ้าเด็กหน้าเหม็น ยังไม่รีบสารภาพความจริงออกมาอีกหรือ? เรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่?"
ต้วนเฉินเซวียนหลบอย่างว่องไว วิ่งปราดเดียวก็ไปอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องแล้ว จากนั้นถึงจะตอบว่า "ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรเลย เสด็จอาคิดมากเกินไปแล้ว ไม่มีเรื่องใดเกี่ยวข้องกับหลานสักนิดเลย"
เมื่อเกาอู่เตี๋ยเห็นหลานวิ่งหนีอย่างรวดเร็วการวิ่งหนีอย่างรวดเร็วของเขาก็ยิ่งแน่ใจว่าความคิดของนางนั้นถูกต้องแล้ว เจ้าเด็กน้อยผู้นี้จะต้องไปทำเรื่องอะไรที่ผิดต่อคุณหนูซูไว้แน่นอน มิเช่นนั้นจากพื้นฐานนิสัยเดิมของอันเพ่ยอิงไม่มีทางเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ได้ อีกอย่างที่เขารีบถอยกรูดไปเช่นนี้จะต้องเป็นเพราะรู้ตัวว่าทำผิดอย่างแน่นอน!
"ลิงซนอย่างเจ้ากล้าปิดบังข้าหรือ? ข้าเห็นเจ้ามาตั้งแต่เล็ก เจ้าคิดอะไรอยู่มีหรือที่ข้าจะไม่รู้? ยังไม่รีบสารภาพความจริงออกมาอีก" เกาอู่เตี๋ยเห็นเขาหนีไปไกลปานนั้นก็ไม่คิดจะตาม เพียงนั่งอยู่บนเก้าอี้นุ่มนิ่มพลางนิ่มตัวนั้นแล้วเอ่ยปากเนิบๆ ว่า "เจ้าจะไม่พูดหรือ?"
น้ำเสียงสุดท้ายของนางลากยาว ฟังแล้วรู้สึกได้ถึงการข่มขู่ของนาง
ต้วนเฉินเซวียนได้ยินน้ำเสียงในตอนสุดท้ายเช่นนั้นจึงรู้สึกว่าร่างของตนกำลังห่อเหี่ยวแหลกสลาย จึงยอมลากเท้าเดินกลับมาหยุดอยู่ด้านหน้าเกาอู่เตี๋ยและนั่งลงบนเก้าอี้อย่างว่าง่าย
หากจะถามนับว่าคนที่ต้วนเฉินเซวียนเกรงกลัวที่สุดในตอนนี้คือใคร คงจะกล่าวได้อย่างไม่ต้องลังเลว่าเป็นฮ่องเต้กับฮองเฮา แม้ว่าฮองเฮาจะเอ็นดูเขา แต่เมื่อถึงคราวจะสั่งสอนต้วนเฉินเซวียนขึ้นมา นางก็ไม่คิดใจอ่อนอย่างเด็ดขาดนางไม่มีทางยอมใจอ่อนอย่างเด็ดขาด หากโกรธขึ้นมาแล้ว วิธีการทำโทษของนางจะโหดร้ายกว่าบิดาของเขาหลายเท่านัก
ดังนั้นเมื่อต้วนเฉินเซวียนได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้จึงจำต้องยอมศิโรราบแล้วมานั่งอยู่ข้างๆ เกาอู่เตี๋ยอย่างว่าง่าย จากนั้นจึงออดอ้อนขึ้นว่า "เสด็จอา เรื่องเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับหลานเลยจริงๆ" กล่าวจบก็กระพริบตาปริบๆ ทำสีหน้าไม่รู้เรื่องรู้ราว