ลิขิตกลกาล: Chapter 023 ตอนที่ 23

#23Chapter 023

เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai

ผู้แต่ง Damo Qi xi

บทที่ 23

เก็บเอาไว้

แน่นอนว่าหลิวจือกำลังแอบขำ

ท่าทางอัดอั้นตันใจของของนายท่าน หนึ่งปีปีหนึ่งๆ จะได้เห็นเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง! เมื่อเขากลับจวนไปแล้วเขาจะต้องไปโม้ให้พวกหลินอั้นฟังสักหน่อย! เพราะหากมีเพียงเขาคนเดียวที่รู้เรื่องนี้คงจะอึดอัดน่าดู รู้เรื่องคนเดียวสนุกคนเดียวมิสู้รู้กันหลายคน

ต้วนเฉินเซวียนก้มหน้ามองรองเท้าทั้งสองข้างของตนด้วยสายตาเดียดฉันท์ น่าเสียดายที่ที่เขาอยู่ในตอนนี้คือวังหลวง ...จึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะนำรองเท้าไปทำความสะอาดซักตอนไหนก็ได้ตามสะดวก ตอนนี้คงต้องรอให้ไปถึงพระราชวังเฟิ้งอู่ก่อน จากนั้นค่อยว่ากัน

แต่แล้วในตอนนั้นเองที่ต้วนเฉินเซวียนเพิ่งจะสังเกตเห็นผ้าเช็ดหน้าสีม่วงผืนที่อยู่บนพื้น รอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

ของสิ่งนี้...คงจะเป็นของที่ลูกแมวแม่แมวขนพองตัวนั้นทิ้งเอาไว้ นางประมาทถึงเพียงนี้เลยหรือ?

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ภาพของซูเหลียนอวิ้นในความทรงจำของต้วนเฉินเซวียนได้แปรเปลี่ยนไป จากภาพลูกกระต่ายน้อยน่ารักกลายเป็นแม่แมวที่พร้อมจะกางเล็บแยกเขี้ยวใส่ใครก็ตามที่บังอาจเข้ามาแตะต้อง เหตุใดเขาจึงเปรียบเทียบนางกับสัตว์นั้น...เจ้าตัวก็ไม่อาจอธิบายได้เช่นกัน ต้วนเฉินเซวียนเพียงคิดว่าสิ่งที่เขาเปรียบนั้นใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดแล้วไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ภาพความทรงจำของต้วนเฉินเซวียนที่มีต่อซูเหลียนอวิ้นได้เปลี่ยนจากภาพลูกกระต่ายตัวน้อยน่ารักน่าหยิกกลายเป็นแม่แมวตัวน้อยที่พร้อมจะกางเล็บและแยกเขี้ยวใส่ทุกเมื่อที่มีคนมาแตะต้อง ส่วนเหตุผลอะไรที่ต้องเปรียบเทียบนางเป็นสัตว์นั้น ตัวเขาเองก็อธิบายไม่ถูกเช่นกัน แต่เขาคิดว่าการเปรียบเทียบของตนในเวลานี้เป็นการเปรียบเทียบที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดแล้ว

“หลิวจือ!” ต้วนเฉินเซวียนตะโกนรั้งเอาไว้

“เอ๊ะ? นายท่านยังต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมหรือขอรับ?”

ในตอนนั้นหลิวจือกำลังแบกร่างของหยางอวี้ฉินเตรียมจะใช้วิชาตัวเบาจากไป แต่กลับได้ยินนายท่านเรียกชื่อตนขึ้นเสียก่อน จึงผ่อนกำลังและรั้งฝีเท้าเอาไว้ แต่เพราะการผ่อนกำลังของตนลงเช่นนี้จึงทำเอาเอวของเขาแทบหัก เพราะเห็นหยางอวี้ฉินร่างกายบอบบางเช่นนี้ แต่เมื่อต้องแบกขึ้นมาจริงๆ กลับรู้สึกว่าหนักเอาการไม่เบาเลยทีเดียว

“อืม...” ต้วนเฉินเซวียนลูบคางพลางไตร่ตรอง “หลิวจือ เจ้าเก็บผ้าเช็ดหน้าบนพื้นผืนนั้นไปด้วยเถิด แต่อย่าทำหายเด็ดขาด เมื่อกลับไปแล้วให้นำไปซักให้สะอาดแล้วเก็บไว้ให้ข้า”

“นายท่านพูดจริงหรือขอรับ?” สีหน้าของหลิวจือปรากฏแววขยะแขยง

นับเป็นครั้งแรกที่นายท่านของเขาสั่งให้เหตุการณ์นี้นับได้ว่าปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกที่นายท่านของเขาให้เก็บผ้าเช็ดหน้าของสตรีเอาไว้! แถมผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ยังน่าสะอิดสะเอียนเช่นนี้อีก...

ผ้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำลายและรอยคราบเลือดเลือด สภาพเป็นเช่นนี้แล้วนายท่านกลับมิรู้สึกรังเกียจเลยหรือ?

นายท่านมีใจให้นางแล้วใช่หรือไม่...

ในหัวของหลิวจือตอนนี้คล้ายมีความคิดดำขาวสลับกันไปมา เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเขาจึงมิได้เตรียมใจเอาไว้แม้แต่น้อย แต่สุดท้ายเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงราบเรียบเป็นปกติว่า

“ได้ขอรับ นายท่าน” กล่าวจบจึงใช้มือหยิบผ้าส่วนที่ยังสะอาดอยู่ขึ้นมาห่ออย่างเรียบร้อยแล้วจึงเก็บเอาไว้

ต้วนเฉินเซวียนไม่ได้คิดเลยว่าคำพูดของเขาเมื่อครู่จะทำให้ผู้ใต้บัญชาของตนคิดเลยเถิดไปมากถึงเพียงนี้ ขนาดนี้และเตรียมจะตั้งชื่อให้กับบุตรชายของเขาไว้ด้วยแล้วแล้วด้วย แต่หากเขารู้ว่าในใจของหลิวจือกำลังคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ เขาคงจะรีบนำดาบคว้านเขาไปในหัวของหลิวจือ เพื่อจะได้รู้ว่าวันทั้งวันในหัวของเขาคิดสิ่งใดอยู่บ้าง

ต้วนเฉินเซวียนคิดเพียงว่า ผ้าผืนนี้อาจจะมีประโยชน์ต่อเขาในอนาคต และถือเป็นการกุมจุดอ่อนของซูเหลียนอวิ้นเอาไว้ในกำมือด้วย ตอนนี้เขามีความคิดเพียงเท่านี้

.....................................

ณ พระราชวังเฟิ้งเตี๋ย

“ฮองเฮา ท่านแม่” ซูเหลียนอวิ้นก้าวเท้าช้าๆ ด้วยท่าทีผ่อนคลายเข้ามาในตำหนัก การก้าวเดินอย่างช้าๆ ด้วยท่วงท่าที่ไม่รีบร้อนนั้น ทำให้นางดูหนักแน่นและสง่างาม รวมถึงท่าทางการทำความเคารพต่อจากนั้นก็สวยงามสมบูรณ์ไร้ที่ติ

ตอนนี้คงไม่มีใครจินตนาการออกว่าสาวอารมณ์ร้ายที่ลงมือกับจัดการผู้อื่นอย่างไม่ปราณีไร้ความปรานีเมื่อครู่ กับคุณหนูทองพันชั่งที่บอบบางสะโอดสะองตรงหน้านี้จะเป็นคนคนเดียวกัน

“อวิ้นเอ๋อร์มาแล้วหรือ” เกาอู่เตี๋ยลุกขึ้นยืนแล้วเดินลงไปด้านล่างเพื่อก้มลงประคองซูเหลียนอวิ้น จากนั้นจึงเอ่ยว่า “เจ้าเด็กคนนี้ รักษากิริยามากเกินไปแล้ว คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องมากพิธีก็ได้”

ซูเหลียนอวิ้นค่อยๆ ลุกขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “กฎระเบียบมิอาจละเลย ทุกอย่างควรยึดตามประเพณีที่มีมาแต่เดิมจึงจะถูก” เมื่อพูดจบนางก็หันไปมองไปบริเวณรอบๆ แล้วหันกลับมายิ้มให้เกาอู่เตี๋ยอีก

แววตาของเกาอู่เตี๋ยปรากฏความประหลาดใจวูบแวบหนึ่ง นางคิดไม่ถึงว่าหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงมาก่อนผู้นี้จะไตร่ตรองเรื่องราวได้อย่างรอบคอบและลึกซึ้งถึงเพียงนี้ปานนี้ ซูเหลียนอวิ้นผู้นี้มักจะทำให้นางเกิดความประทับใจทุกครั้งที่ได้พบเจอ

ในมุมที่อันเพ่ยอิงนั่งอยู่นั้น เห็นเพียงภาพที่เกาอู่เตี๋ยบดบังซูเหลียนอวิ้นเอาไว้ ดังนั้นไม่ว่าทั้งสองคนนั้นจะสนทนาหรือทำสิ่งใดอะไรกัน นางล้วนเห็นได้ไม่ถนัดนัก แต่เมื่อเห็นว่าทั้งคู่มีท่าทางเช่นนั้นอยู่เป็นนานจึงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย "ฮองเฮา อวิ้นเอ๋อร์เป็นอะไรไปหรือ?"

ตอนนั้นเกาอู่เตี๋ยจึงได้สติกลับคืนมาแล้วจูงมือซูเหลียนอวิ้นให้มานั่งบนเก้าอี้นวมเก้าอี้เบาะนิ่มข้างกาย "เมื่อครู่ข้ากำลังชมอวิ้นเอ๋อร์อยู่เลยว่าอายุน้อยเพียงเท่านี้ แต่รักษาระเบียบและการวางตัวได้เหมาะสมอย่างยิ่ง ทำให้ข้ารู้สึกว่าเด็กรุ่นหลังเหนือกว่าพวกเรามากนัก แต่ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะเจ้าสอนมาดีด้วย"

อันเพ่ยอิงเมื่อได้ยินน้ำเสียงพออกพอใจของเกาอู่เตี๋ยเช่นนี้ก็รู้สึกโล่งใจ เมื่อครู่นางยังกังวลอยู่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่จึงรู้สึกร้อนใจขึ้นมา

"ฮองเฮาอย่าได้เอ่ยชมนางต่อไปอีกเลย ขืนยังชมต่อ นางอาจตัวลอยก็เป็นได้”ปะเดี๋ยวนางคงตัวลอยแน่" อันเพ่ยอิงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาปิดปากหัวเราะ

ในขณะที่ทุกคนกำลังสนทนากันอย่างออกรสชื่นมื่นนั้น ก็มีเสียงคนผู้หนึ่งดังแทรกขึ้นโดยไม่มีผู้ใดทราบล่วงหน้า

"เสด็จอา"

ซูเหลียนอวิ้นตกตะลึงจนแทบจะหยุดหายใจ คำพูดที่ว่า ยิ่งไม่อยากพบหน้าก็จะยิ่งได้พบ! น่าจะตรงกับพวกเขาทั้งสองคนในตอนนี้กระมัง เพราะต้วนเฉินเซวียนก็มาที่นี่ด้วยเช่นกัน

ก็ถูกแล้ว...ฮองเฮามีศักดิ์เป็นอาของเขา เขามาที่นี่ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก หากรู้แต่แรกวันนี้ก่อนออกจากเรือนนางน่าจะดูปฏิทินโหรมาสักหน่อย! วันนี้ควรงดการออกจากเรือน ซูเหลียนอวิ้นรู้สึกเสียดายที่ตัดสินใจผิด

"มาแล้วหรือ" เกาอู่เตี๋ยใช้สายพระเนตรที่เปี่ยมเมตตามองไปยังบุรุษท่าทางองอาจที่กำลังก้าวเดินอย่างไม่รีบร้อนเข้ามาทางประตู ยิ่งเห็นรอยยิ้มของฮองเฮาก็ยิ่งคลี่ออกกว้าง ทว่าในสายตาของนางหาได้ฉายแววประหลาดใจไม่กับการปรากฏตัวของต้วนเฉินเซวียนในวันนี้ไม่ปรากฏแววประหลาดใจในการมาถึงของต้วนเฉินเซวียนในวันนี้เท่าใดนัก อันที่จริงนางคงรู้ข่าวตั้งแต่ตอนที่ต้วนเฉินเซวียนก้าวเข้าประตูวังหลวงมาแล้ว หากวันนี้ต้วนเฉินเซวียนไม่มาหานางที่นี่ นั่นต่างหากที่จะทำให้นางประหลาดใจ

"แต่คงมาไม่ถูกจังหวะเท่าใดนัก?" ต้วนเฉินเซวียนแย้มยิ้มตอบ "คิดไม่ถึงเลยว่าฮูหยินและคุณหนูซูจะอยู่ที่นี่ด้วย ข้าเสียมารยาทเข้ามาที่นี่ ใช่รบกวนการสนทนาของพวกท่านหรือไม่?"

"เจ้าชอบพูดจาเหลวไหลนัก" เกาอู่เตี๋ยทอดพระเนตรมองเขาอย่างตำหนิ "คนยิ่งเยอะ บรรยากาศก็ยิ่งครื้นเครง เจ้านั่งลงก่อนเถิด แต่เหตุใดเจ้าจึงมาถึงช้านัก? ความจริงตามจริงแล้วพวกเจ้าเลิกเรียนกันตั้งนานแล้วมิใช่หรือ จนอวิ้นเอ๋อร์มาถึงก่อนเจ้าแล้ว เจ้าคงมิได้เดินช้าไปกว่าสตรีหรอกกระมัง มิรู้จริงๆ ว่าเจ้าไปก่อความวุ่นวายที่ไหนมาอีก"

ต้วนเฉินเซวียนนั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างแล้วหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบอึกหนึ่งด้วยสีหน้าที่แสดงอารมณ์ไม่ชัดเจน เขายิ้มพลางเอ่ยขึ้นว่า

"เสด็จอา ท่านใส่ความข้าเสียแล้ว ข้าอยู่ในวังหลวงไหนเลยจะกล้าเหลวไหล แต่เป็นเพราะว่าได้ประสบกับเหตุการณ์ที่น่าสนใจเข้า จึงทำให้มาถึงที่นี่ล่าช้า"

เมื่อเขาเอ่ยจบก็เหลือบเบนสายตาที่แฝงความหมายลึกซึ้งไปยังซูเหลียนอวิ้น จากนั้นจึงหันมายิ้มหยอกล้อกับกลับเกาอู่เตี๋ยดังเดิม

ตอนนั้นในใจของซูเหลียนอวิ้นเต้นไม่เป็นเต้นระส่ำมิอาจจะควบคุม แต่หากมองจากภายนอกนางยังคงรักษากิริยาสงบนิ่งไม่แสดงอาการตื่นตระหนกใดๆ ไว้ได้เช่นเดิม ราวกับว่าทุกๆ เรื่องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับนางทั้งสิ้น

ทว่าตอนที่มองเห็นแววตาเช่นนั้นของต้วนเฉินเซวียนใจของนางกลับเต้นกระหน่ำ ต้วนเฉินเซวียน...หมายความว่าอย่างไรกัน?

devc-174234ce-33051ลิขิตกลกาล: Chapter 023 ตอนที่ 23