ลิขิตกลกาล: Chapter 001 ตอนที่ 1
บทที่ 1
บทที่ 1
คำพูดสุดท้าย
หลังเที่ยงวัน แสงอาทิตย์สาดส่องเป็นประกายลงมาอย่างแช่มช้า อาบไล้ใบสาลี่ที่ขึ้นสลับกันเป็นชั้นแน่นหนาอยู่กลางลานบ้าน เกิดเป็นเงาสลัวรางให้สีสันที่แตกต่างกันไป ท้องฟ้าสาดส่องประกายแสงอาทิตย์ลงมาอย่างช้าๆ แสงอาทิตย์ส่องไปยังใบที่ขึ้นหนาสลับกันเป็นชั้นๆ ของต้นดอกสาลีที่ขึ้นอยู่กลางลานบ้านก่อให้เกิดเป็นร่องรอยของเงาตกกระทบทำให้เกิดสีสันที่แตกต่างกันไป ทว่าแสงอาทิตย์กลับคล้ายมีแรงดึงดูดบางประการเมื่อส่องไปต้องร่างของซูเหลียนอวิ้นที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง แสงแดดส่องกระทบบนเครื่องประดับศีรษะและขนตางอนยาวของนาง ทำให้ดูราวกับมีรัศมีเจิดจรัสห่อหุ้มเรือนร่างของนางไว้อีกชั้นหนึ่งคล้ายทำให้มีประกายรัศมีพิเศษห่อหุ้มร่างของนางไว้อีกชั้นหนึ่ง
ภายในเรือน ซูเหลียนอวิ้นกำลังร้องเพลงเบาๆ พลางจัดขนมที่นางเธอวุ่นวายทำอยู่ตลอดทั้งบ่าย เมื่อเหลือบมองการจัดวางอาหารอย่างประณีตในกล่องก็จึงอดถอนใจไม่ได้แล้วกล่าวว่า
“หลีมู่ เจ้าว่าหากต้วนเฉินเซวียนเห็นของว่างพวกนี้ เขาจะชอบและดีใจหรือไม่? ทั้งหมดนี่เป็นของที่ข้าใช้เวลาจัดเตรียมอยู่ตลอดทั้งบ่ายวุ่นเตรียมอยู่ตลอดบ่ายเชียวนะ”
พูดจบก็ใช้นิ้วชี้ลูบไปบนนิ้วหัวแม่มือที่ถูกลวกจากการทำงานหนักเป็นครั้งแรก หากก็อดที่จะปลาบปลื้มในตนเองไม่ได้ปลาบปลื้มตัวเองพลางใช้นิ้วชี้ของตนลูบไปบนนิ้วหัวแม่มือที่โดนลวกจากการทำงานหนักเช่นนี้เป็นครั้งแรก
“คุณหนู!” สาวใช้สวมชุดสีเขียวมรกตตรงรี่ก้าวอาดเข้ามาพลางร้องเรียก “คุณหนูเสียสติไปแล้วหรือ? ตอนนี้นายท่านได้มีคำสั่งห้ามคุณหนูออกนอกเรือนแล้ว คุณหนูยังกล้าออกไปอีกหรือ? ทั้งยังออกไปหาคุณชายต้วนผู้นั้น ถ้านายท่านทราบคุณหนูไม่กลัวโดนโบยหรือเจ้าคะ?”
เมื่อซูเหลียนอวิ้นฟังจบก็หาได้ใส่ใจไม่ กลับไม่ได้ใส่ใจ ยังคงร้องเพลงเบาๆ ต่อไป
“ท่านพ่อโบยข้าไม่ลงหรอก อีกอย่าง ยังมีท่านย่าอยู่ทั้งคนนะ พวกเราแค่ระวังตัวกันหน่อยอย่าให้ถูกจับได้ก็พอแล้วไม่มิใช่หรือ? หลีมู่เจ้านี่ช่างชั่งหัวช้าเสียจริง รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็ว”
หลีมู่จ้องคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างกระฟัดกระเฟียด แต่สุดท้ายต้องจำใจก้มหน้ายอมแพ้แล้วเอ่ยว่า
“ คุณหนู คุณ...เฮ้อ เอาเถอะ บ่าวขอไปเตรียมตัวก่อน”
แม้ว่าหลีมู่จะค่อยๆ เดินออกจากห้องไป แต่ก็อดถอนใจในใจยังอดถอนใจและหงุดหงิดไม่ได้
นางเธอไม่เข้าใจคุณหนูของตนเองว่าไปเห็นดีเห็นงามอะไรในตัวของคุณชายมารในคราบมนุษย์นั่น ถึงขั้นตั้งใจแน่วแน่ยอมสละสมัครใจทิ้งทุกอย่างเพื่อความรัก อีกทั้งในเมืองหลวงก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คุณหนูอย่างหนาหูขึ้นทุกวัน ต้นเหตุก็มาจากคำพูดคำหนึ่งของเขา ที่เอ่ยว่าชาตินี้ยินยอมแต่งกับแม่ลิงตัวหนึ่งเสียดีกว่าให้แต่งกับคุณหนูใหญ่จากจวนแม่ทัพ คำพูดรุนแรงถึงเพียงนี้คุณหนูได้ยินแล้วกลับไม่โกรธ แถมยังทำขนมให้เขาอย่างเบิกบานใจอีก เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็ให้รู้สึกพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกความพลุ่งพล่านในอกก็ยิ่งฝังลึก หากจะว่าไปแล้วคุณหนูของตนก็มีผิวพรรณผุดผ่องหมดจด รูปร่างงดงามสะโอดสะอง ทั้งยังถือกำเนิดเกิดในครอบครัวที่มีชาติตระกูลสูงส่ง หากแม้นลงเอยกับเขาได้คงหากจับคู่กับเขาแล้วมีแต่จะทำให้เหลือกินเหลือใช้กันไปทั้งชาติ แต่ทำไมในสายตาของเขากลับไม่เห็นคุณค่าคุณหนูเลยเล่า?
เดิมทีซูเหลียนอวิ้นไม่ชอบให้มีบ่าวรับใช้อยู่ในห้องของนางเธอมากจนเกินไปนัก ดังนั้นเมื่อหลีมู่เดินออกไปแล้วบรรยากาศในห้องจึงเงียบสงบและดูกว้างขวางขึ้นมาทันใด
ซูเหลียนอวิ้นเดินไปยังตู้เสื้อผ้า หยิบเอาชุดสีแดงสดตัวโปรดของนางเธอออกมาทาบกับตัวแล้วส่องกระจกเงา แต่สุดท้ายก็ถอนใจและนำมันวางไว้ในตู้ดังเดิมอย่างเงียบเชียบ จากนั้นจึงหยิบเสื้อผ้าสีอ่อนขึ้นมาใส่แทน นั่นเป็นเพราะต้วนเฉินเซวียนเคยบอกไว้ว่าไม่ชอบสีแดง เขารู้สึกว่าเป็นสีที่ฉูดฉาดไร้รสนิยม ตั้งแต่บัดนั้นนางจึงไม่เคยหยิบเสื้อผ้าสีแดงมาสวมใส่อีก นางทำได้เพียงแอบหยิบมันขึ้นมาทาบกับตัวแล้วมองความสวยงามของเงาตนเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกในยามที่ห้องไร้ผู้คน
บางครั้งซูเหลียนอวิ้นก็เคยคิดว่าตนจะทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไรกัน สุดท้ายแล้วบุรุษผู้นั้นก็ยังแสดงท่าทีรังเกียจและไม่เห็นคุณค่าในตัวนางอย่างไม่ปิดบังอยู่ดี นางเองก็รู้อยู่เต็มอกที่จริงแล้วบางครั้งซูเหลียนอวิ้นก็เคยคิดว่าที่ตนทำเช่นนี้ สุดท้ายแล้วทำไปเพื่ออะไรกัน ท่าทีรังเกียจและไม่เห็นค่าในตัวนางที่บุรุษผู้นี้แสดงออกอย่างไม่ปิดบังนั้น นางล้วนรับรู้อยู่เต็มอก ทว่ายังไม่ยอมแพ้กลับยังลดศักดิ์ศรีของตนเพียรอ้อนวอนให้เขาชายตามามองแม้เพียงเศษเสี้ยว
ขณะที่ซูเหลียนอวิ้นแต่แล้วซูเหลียนอวิ้นที่กำลังส่องกระจกชื่นชมเงาของตนอยู่นั้น ในฉับพลันนิสัยหลงตัวเองของนางก็ผุดขึ้นมาปรากฏออกมา นางเห็นว่า เงาของสตรีที่สะท้อนอยู่ในกระจกตรงหน้าก็หาได้ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหล่เหร่ไม่ ทั้งรูปร่างก็ไม่เลว ข้อด้อยเพียงอย่างเดียวที่เห็นก็คงจะเป็นหน้าอกหน้าใจที่ดูจะเล็กไปสักหน่อย แต่อย่างไรเสียร่างกายของนางยังต้องโตขึ้นอีก แล้วนางไม่คู่ควรกับต้วนเฉินเซวียนที่ใดกัน?
ซูเหลียนอวิ้นส่ายศีรษะพยายามบังคับตัวเองไม่ให้คิดมากจนเกินไป เพราะสุดท้ายหากคิดมากจนเกินไปผมจะเปลี่ยนเป็นสีขาวพร้อมพาริ้วรอยมาปรากฏบนใบหน้า หากมีผมขาวแล้ว เกรงว่าต้วนเฉินเซวียนพานจะรังเกียจนางมากยิ่งขึ้นความรังเกียจของต้วนเฉินเซวียนในตัวเธอจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
"คุณหนู บ่าวเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วเจ้าค่ะ" ซูเหลียนอวิ้นหันไปมองก็เห็นหลีมู่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตนได้เปลี่ยนเสื้อผ้าที่มีสีสันไม่สะดุดตาเรียบร้อยแล้ว
"อืม พวกเราไปกันเถอะ" ซูเหลียนอวิ้นพยักหน้า
แต่เมื่อก้าวออกจากประตูห้องของตนไปได้เพียงก้าวเดียวนางเธอก็พบกับปัญหาใหญ่ นั่นก็คือท่านพ่อได้ยกระดับความเข้มงวดในการกักบริเวณของนางมากขึ้น ดูแล้วท่านคงเกณฑ์ทุ่มกำลังคนในการดูแลนางเธอเอาไว้มากทีเดียว เมื่อเห็นชายผู้เฝ้าประตูที่ดูแข็งแกร่งราวเหล็กกล้า ซูเหลียนอวิ้นก็ถึงกับเกิดตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ดูแล้วอุปสรรคตรงหน้านั้นคงยากจะแก้ไขเสียแล้ว
"หลีมู่ ข้าคิดว่าครั้งนี้ข้าต้องไปคนเดียวจึงจะสำเร็จ เห็นทีข้าคงเอาเจ้าไปด้วยไม่ได้แล้ว"
"เอ๊ะ" หลีมู่ตะลึงงัน "คุณหนูหมายความว่าอย่างไร?"
ซูเหลียนอวิ้นกระแอมเบาๆ แล้วเอ่ยว่า "หมายความว่า เจ้าต้องไปเบนความสนใจของคนเฝ้าประตูพวกนั้นก่อน จากนั้นข้าจะหนีออกไปทางประตูด้านหลัง"
"อะไรนะ"
หลีมู่แอบมองคนเฝ้าประตูสองคนที่อยู่ตรงปากประตูเรือนผ่านช่องเล็กๆ ของหน้าต่าง ก่อนจะจากนั้นส่ายหน้าอย่างหนักแน่น
"คุณหนู บ่าวไม่ไปเจ้าค่ะ เพราะเดิมทีคุณหนูก็ไม่ควรออกไปอยู่แล้ว ดังนั้นตอนนี้คุณหนูกลับไปพักผ่อนเถิด อย่าไปอีกเลย"
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนั้นซูเหลียนอวิ้นก็คิดจะล้มเลิกความตั้งใจเห็นสภาพการณ์ดังกล่าวแล้ว ซูเหลียนอวิ้นก็ไม่อยากไปเช่นกัน แต่เมื่อก้มหน้าลงก็เห็นมือของตนที่บีบกล่องอาหารไว้แน่น นางเธอทุ่มเทเสียแรงทำสิ่งนี้อยู่เป็นนาน หากต้วนเฉินเซวียนไม่ได้เห็นและชิมไม่แม้แต่จะได้ชิมและได้เห็นมันจะมีค่าอะไร นั่นไม่เท่ากับนางเธอเสียแรงเปล่าตลอดทั้งบ่ายไปหรอกหรือ จิตใจทั้งสองฝ่ายใจสองฝากฝั่งของนางเธอกำลังต่อสู้กันอย่างหนัก
แต่สุดท้ายซูเหลียนอวิ้นก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่า อย่างไรวันนี้ก็ต้องไปให้รู้เรื่องรู้ราว ถือว่าเป็นการสะสางเรื่องราวนี้ให้จบลงด้วย เพราะหากทำถึงขนาดนี้แล้วยังไม่สามารถเปลี่ยนใจต้วนเฉินเซวียนที่มีต่อนางได้ และยังคงตั้งแง่รังเกียจนางดังเดิมอีก นางจะขอยอมแพ้แต่เพียงเท่านี้ ถือเป็นการเขียนตอนจบให้สวยงามอย่างที่เคยเขียนมา ช่วงนี้ในเมืองหลวงมีข่าวลืออะไรบ้าง แม้นางจะไม่ค่อยได้เคยออกไปนอกเรือน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ยินข่าวพวกนั้นเลย แต่เป็นไปไม่ได้ที่นางจะไม่ได้ยินข่าวพวกนั้น อีกทั้งตัวเขายังพูดประโยคนั้นกับปากตัวเองต่อหน้านาง แม้ว่าตอนนั้นนางจะแสร้งทำเป็นไม่รู้สึก แต่สุดท้ายแล้วนางก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง จะให้ไม่รู้สึกและเก็บเอามาใส่ใจได้อย่างไร? แต่ท้ายที่สุดแล้วนางเองก็เป็นเพียงคนธรรมดาจะให้ไม่รู้สึกรู้สา และไม่เก็บมาใส่ใจเลยได้อย่างไร?
เมื่อหลีมู่หันกลับมาเห็นสีหน้าท่าทางอันเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของซูเหลียนอวิ้นแล้ว ก็รู้สึกอดที่จะเป็นกังวลไม่ได้ คุณหนูคงไม่เป็นอะไรไปอีกนะกระมัง จึงกระซิบถามออกไปว่า
"คุณหนูไม่เป็นไรใช่หรือไม่?"
ปรากฏรอยยิ้มบางๆ ขึ้นบนหน้าซูเหลียนอวิ้นหลังจากหลุดจากภวังค์
"หลีมู่ เมื่อสักครู่ข้าทบทวนคิดดีแล้วว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะยอมลดศักดิ์ศรีของตนไปพบหน้าเขา หากเขายังคงเฉยเมย ข้าจะได้รีบจบเรื่องนี้สักที ด้วยทั้งท่านพ่อท่านแม่และท่านพี่ของข้าล้วนเป็นกังวลกับเรื่องนี้ของข้ามานานแล้ว เป็นข้าเองที่โง่เขลา ปล่อยเรื่องราวให้เลยเถิดมาจนถึงวันนี้ ข้าถึงเพิ่งจะคิดได้ ให้คิดเสียว่าวันนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะขอดื้อรั้นตามใจตน หลีมู่ โปรดช่วยข้าเถิดนะ”"
หลีมู่เงียบไปพักหนึ่ง นางเชื่อว่าสิ่งที่ซูเหลียนอวิ้นพูดมาเมื่อครู่นั้น ออกมาจากใจจริงของนาง แต่อย่างไรก็ยังอดกังวลไม่ได้ เพราะตอนนี้ตะวันคล้อยต่ำจวนจะถึงตีนเขาแล้ว หากซูเหลียนอวิ้นออกไปตอนนี้เกรงว่ากว่าจะกลับมาฟ้าก็คงมืดแล้ว แม้ว่าคุณหนูของนางจะมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่ แต่ก็ยังฝึกได้เพียงผิวเผิน หญิงสาวออกไปข้างนอกเพียงลำพัง นางรู้สึกวางใจไม่ลงเลยแม้แต่น้อย
ซูเหลียนอวิ้นเห็นหลีมู่ไม่ตอบรับคำจึงคิดว่านางไม่เชื่อคำตนแน่ จึงวางกล่องอาหารในมือลงด้วยความรู้สึกหนักอึ้งแล้วคว้ามือของหลีมู่มาบีบไว้แน่นพลางแล้วกล่าวว่า
"สิ่งที่ข้าพูดเมื่อสักครู่ล้วนเป็นความจริง แค่ครั้งนี้เท่านั้น ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย หากไม่สำเร็จ ข้าจะขอถอดใจเพียงเท่านี้"
หลีมู่ถอนใจแล้วพยักหน้ารับ
"คุณหนูไปเถิดไม่ต้องกังวลสิ่งใด ทางนี้ทิ้งให้บ่าวจัดการ แต่คุณหนูไปเพียงลำพังฟ้าก็ใกล้จะมืดแล้ว คุณหนูต้อง ต้องระวังตัวให้มากๆ นะเจ้าคะ"
ซูเหลียนอวิ้นหันตัวมาทางหลีมู่ด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยแล้วแลบลิ้นใส่นาง
"ครั้งนี้ข้าจะรีบไปรีบกลับ เจ้าอย่าห่วงเลย"
ด้านนอกจวนจิ้งอันโหว
ซูเหลียนอวิ้นยืนอยู่ด้านล่างของมุมกำแพงมาสักพักใหญ่ ทว่ายังคงลังเลที่จะเข้าไป เพราะสุดท้าย หากเข้าไปแล้วจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงแล้ว นางคงต้องโทษตัวเองที่ดื้อรั้นมาตลอด
นางกำหมัดแน่นราวกับกำลังจะชกไปในอากาศที่ว่างเปล่า นางสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกระโดดข้ามกำแพงเข้าสู่ด้านในจวนอย่างปลอดภัยไร้เรื่องราว
"ใครอยู่ตรงนั้น?" น้ำเสียงหยิ่งยโสของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น และเป็นเสียงที่ซูเหลียนอวิ้นคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ซูเหลียนอวิ้นลนลานทำอะไรไม่ถูกชั่วขณะ แม้ว่าก่อนนางจะมาได้ปฏิญาณกับตัวเองไว้อย่างแน่วแน่แล้วว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน แต่หากครั้งสุดท้ายไม่ได้พบหน้าจะถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายได้อย่างไรหรือไม่?
พอคิดถึงตรงนี้ ความรู้สึกไม่อยากพบเจอชายในเงามืดก็ผุดวาบขึ้นมา ซูเหลียนอวิ้นก็แอบเกิดความรู้สึกไม่อยากพบเจอชายที่อยู่หลังเงามืดผู้นี้เลย จึงรีบวางกล่องอาหารลงแล้วเตรียมจะใช้วิชาตัวเบาจากไป
"ฮึ มาถึงแล้วยังคิดจะหนีอีกหรือ?"
ช่วงนี้ต้วนเฉินเซวียนนั้นมีโทสะที่อัดอั้นอยู่ในใจ ตอนนี้หากเขาจับผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นมือสังหารได้ ก็จะถือเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้ระบายโทสะที่สั่งสมไว้อยู่ในใจหลายวันนี้ออกมา แต่โทสะนี้คล้ายว่าเริ่มเกิดตั้งแต่วันที่เขาพูดประโยคอันร้ายกาจนั้นกับซูเหลียนอวิ้นเป็นต้นมา จากวันนั้นซูเหลียนอวิ้นก็ไม่มาปรากฏให้เขาเห็นหน้าอีกเลย เป็นเพราะนาง(ถูกกักบริเวณ จึงออกมาไม่ได้) ซึ่งเขาก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก แค่เพียงข้างกายขาดคนติดตามไปหนึ่งคนทำให้รู้สึกไม่ชินก็เท่านั้น แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปความว้าวุ่นใจยังคงอยู่ ราวกับมันกำลังบีบให้เขายอมรับเรื่องที่เขาแอบซ่อนไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ เรื่องที่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจเต็มใจยอมรับว่าเป็นความจริง
"ไม่ยอมพูดรึ? เจ้าคิดว่าเงียบแล้วข้าจะยอมปล่อยเจ้าไปอย่างนั้นงั้นหรือ?"
พูดจบฝ่ามือสังหารก็ฝ่าหนึ่งพุ่งตรงใส่หลังซูเหลียนอวิ้นอย่างเต็มแรง
เกิดเสียง "ตุ้บ" ขึ้น
ซูเหลียนอวิ้นกระพริบตาปริบๆ เกิดอะไรขึ้น?
นางรู้เพียงว่าอวัยวะภายในทั้งหมดของตนแทบจะใกล้พังทลายด้วยความเจ็บปวดนี้ นางเริ่มไม่ได้ยินสรรพเสียงรอบกาย ร่างของนางล้มลงไปกองอยู่บนพื้นอย่างไร้การควบคุม ตอนนี้นางเธอทำได้เพียงลืมตามองดวงดาวนับหมื่นแสนบนท้องฟ้า
ท้องฟ้าช่างงามนัก ซูเหลียนอวิ้นทอดถอนใจ แล้วกระอักเลือดออกมา นางตกอยู่ในความมึนงง คนที่อยู่เบื้องหน้านางคือต้วนเฉินเซวียนหรือ? เขากำลังพูดสิ่งใด? ซูเหลียนอวิ้นพยายามฟัง น่าเสียดายที่ตอนนี้หูของนางถูกอุดตันด้วยโลหิต คำพูดแม้เพียงสักคำ นางเธอก็ไม่อาจฟังได้ชัด
นี่ต้วนเฉินเซวียนกำลังร้องไห้อยู่หรือ?
ซูเหลียนอวิ้นอดขำหัวเราะตัวเองไม่ได้ คราวนี้นางเธอคงไม่รอดแล้วจริงๆ ถึงได้เห็นภาพหลอนที่น่ากลัวเช่นนี้
1