ลิขิตกลกาล: Chapter 002 ตอนที่ 2

#2Chapter 002

บทที่ 2

บทที่ 2

เกิดใหม่

ลานบ้านภายใต้หลังคากระเบื้องสีแดงที่ฉาบไปด้วยแสงอาทิตย์ทั่วบริเวณ ลมวสันต์พัดโชยหอบเอากลีบดอกสาลี่่บนต้นสั่นไหว ดอกสาลี่่ปลิวไสวร่วงหล่นสู่พื้นพื้นลานบ้าน หากตั้งใจฟังจะได้ยินเสียงร้องของบรรดาสัตว์น้อยใหญ่อื้ออึงอยู่ทั่วลานบ้าน เป็นทัศนียภาพที่งดงามสุดแสน แต่น่าเสียดายที่ที่ตอนนี้ไม่มีผู้ใดเชยชมภาพความงามในตอนนี้ เพราะตอนนี้ผู้ที่อยู่ภายในเรือนล้วนแต่มีจิตใจจดจ่ออยู่กับดรุณีน้อยผู้ที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงในเรือน

“หลีมู่ ตอนนี้อาการไข้ของคุณหนูเข้าถึงขั้นร้ายแรงมากแล้วใช่หรือไม่ ทำไมดูแล้วไม่มีทีท่าจะฟื้นขึ้นมาเลยเล่า?" สาวใช้ชุดสีเหลืองนวลพูดโดยไม่อาจปิดบังสีหน้าที่แฝงความวิตกกังวลเอาไว้ได้

“เนี่ยนเอ๋อร์เจ้าอย่าพูดเหลวไหล" หลีมู่รีบพูดตัดบทคำพูดของสาวใช้ผู้นั้น และจ้องมองด้วยโทสะ "คุณหนูของพวกเราเป็นคนดีฟ้าดินต้องคุ้มครอง ดูแล้วคงแค่เหนื่อยล้ามากจึงหลับไปนานเช่นนี้ เจ้าอย่ามาพูดจาไร้สาระตรงนี้"

ถึงแม้ว่าจะพูดออกไปเช่นนี้ แต่กลับเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเวลานี้มีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมออกมาบนหน้าผากศีรษะของหลีมู่ แสดงให้เห็นว่าใจจริงแล้วนางก็กังวลไม่แพ้ผู้ใด

"เอ๊ะ?"

เวลานั้นเองซูเหลียนอวิ้นที่นอนอยู่บนเตียงค่อยๆ ลืมตาตื่นแล้วลุกขึ้นมานั่ง มองไปยังสาวรับใช้สองคนที่ยืนอยู่ข้างเตียงแล้วเอ่ยว่า "เหตุใดพวกเจ้าจึงใช้สายตาเช่นนี้มองข้า แปลกจริง"

"คุณหนู!"

ในตอนนั้น เมื่อได้ยินซูเหลียนอวิ้นพูดขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว หลีมู่จึงยกมือขึ้นปิดปากแล้วร้องไห้ออกมา พร้อมกับเอ่ยว่า "คุณหนูรู้หรือไม่ว่าคุณหนูหมดสติไปนานเพียงใด ถ้าคุณหนูยังไม่ยอมตื่นขึ้นมาบ่าวเกรงว่า ว่า..." คำพูดต่อจากนี้หลีมู่ไม่ได้เอ่ยออกมา ตอนนี้นางได้แต่ร้องไห้ จะพูดจาสิ่งใดล้วนติดขัด

ซูเหลียนอวิ้นลุกขึ้นนั่ง จากนั้นยกมือขึ้นอังหน้าผากตนเอง จึงรู้สึกว่าหน้าผากยังอุ่นๆ อยู่แต่นางโดนฝ่ามือสังหารของต้วนเฉินเซวียนจนตายไปแล้วไม่ใช่หรือ? เหตุใดจู่ๆ จึงกลับมาอยู่ที่บ้านได้แถมยังมีไข้อีกต่างหาก หรือว่าฝ่ามือนั่นยังสามารถทำให้คนเป็นไข้ได้ด้วย? ซูเหลียนอวิ้นขมวดคิ้วแล้วนิ่งคิด นางไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าเกิดเรื่องใดขึ้น

เนี่ยนเอ๋อร์เห็นว่าซูเหลียนอวิ้นพูดออกมาเพียงประโยคเดียวแล้วไม่พูดสิ่งใดอีก ราวกับจมอยู่ในความสับสนที่เกิดขึ้น แต่ก็จึงอดพูดขึ้นไม่ได้ว่า "คุณหนูเพิ่งฟื้นขึ้นมาเกรงว่าจะยังจำอะไรไม่ค่อยได้ อย่างไรก็กินทานข้าวต้มรองท้องสักหน่อยเถิด หากนายท่านกับฮูหยินทราบข่าวว่าคุณหนูฟื้นขึ้นมาแล้วคงจะรีบกลับมาทันที เดี๋ยวบ่าวจะรีบไปนำข้าวต้มในครัวมาให้ก่อน อุ่นไว้ให้ร้อนอยู่ตลอดแล้ว ในครัวได้อุ่นเตรียมไว้ให้ร้อนอยู่ตลอด" พูดจบจึงกึ่งเดินวิ่งกึ่งวิ่งเดินออกไปจากห้อง

ซูเหลียนอวิ้นฟังคำพูดเมื่อครู่ก็ตะลึงงัน ท่านพ่อกับท่านแม่ออกไปข้างนอกอย่างนั้นหรือ?

พวกท่านไปที่ใด?

ตั้งแต่วันที่ตนโดนทำร้าย ไม่มิใช่ว่าพวกท่านอยู่แต่ในจวนหรอกหรือ? เพราะนางทำให้พวกท่านต้องปล่อยคนสำคัญหลุดมือไป หากพวกท่านไม่ยอมออกไปที่ใดอีก ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติแล้วในสถานการณ์เช่นแบบนี้

พอซูเหลียนอวิ้นคิดถึงตรงนี้ก็เงยศีรษะ มองไปยังหลีมู่ที่ยังรั้งอยู่ข้างกายนาง แล้วกล่าวว่า

"หลีมู่ ท่านพ่อกับท่านแม่ออกไปข้างนอกหรือ? พวกท่านออกไปด้วยเหตุใด? ไหนจะพี่ชายข้าอีกแล้วพี่ชายของข้าล่ะ?"

คราวนี้ซูเหลียนอวิ้นรู้สึกว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง แต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่นี่มันจะไม่แปลกพิสดารไปหน่อยหรือ? ดังนั้นนางได้แต่เก็บความสงสัยมากมายไว้ในใจ และเลือกถามคำถามง่ายๆ คำถามนี้เท่านั้น

หลีมู่กำลังหยิบถ้วยชาขึ้นมา พลางใช้มือทดสอบอุณหภูมิ เมื่อไม่ร้อนจนเกินไปแล้ว ก็ส่งให้กับซูเหลียนอวิ้น พลางกล่าวช้าๆ

"คุณหนูเป็นไข้จนนอนหมดสติไปสามวันเต็ม จึงคุณหนูเลยไม่รู้ว่าพวกเราร้อนใจเพียงใด ฮูหยินบอกว่าหากใช้ยารักษาไม่ได้ผลไม่สู้ไปสวดมนต์อ้อนวอนต่อหน้าองค์พระพุทธไม่จะดีกว่าหรือ? พระท่านอาจเกิดความสงสารหัวอกจิตใจของคนเป็นแม่บ้างของผู้เป็นแม่คนบ้าง พอนายท่านได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วยจึงไปวัดฝ่าฝัวกับฮูหยินด้วย

"ส่วนคุณชายใหญ่ก็ไม่รู้ไปหาหมอฝีมือเทวดาถึงที่ใด น่าเสียดายที่ตอนนี้ยังกลับมาไม่ถึง แต่คงจวนจะถึงเต็มทีแล้ว เมื่อสักครู่นี้เนี่ยนเอ๋อร์ให้บ่าวรับใช้ไปรายงานนายท่านกับฮูหยินแล้ว คาดว่าพวกนายท่านคงทราบข่าวในไม่ช้านี้"

เมื่อซูเหลียนอวิ้นได้ยินเช่นนี้จึงนั่งเหม่อลอยถือถ้วยชาอยู่บนเตียงเช่นนั้น นางเป็นไข้อย่างนั้นหรือ? แถมยังอาการหนักเสียด้วย ครั้งหนึ่งนางเคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน แต่ว่านั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานมากแล้ว

คราวนั้นจู่ๆ นางเกิดอยากไปที่บ่อปลาไนเพราะว่าไม่ได้ให้อาหารพวกมันมานานแล้ว จึงรีบลุกขึ้นแต่เช้าตรู่เพื่อจะนำอาหารไปให้พวกมัน แต่ช่วงกลางดึกของเมื่อคืนนั้นมีฝนตกลงมาอย่างหนัก นางไม่ทันระวังจึงเหยียบตะไคร่ที่อยู่ริมบ่อปลาแล้วลื่นตกลงไปในบ่อ เดิมทีน้ำในบ่อก็เย็นยะเยือกอยู่แล้ว ซ้ำร้ายเมื่อคืนก่อนฝนยังตกลงมาอีกทำให้น้ำในบ่อหนาวเย็นจนเกินจะจินตนาการได้ ด้วยเหตุนี้เองนางจึงป่วยเป็นไข้หนัก

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซูเหลียนอวิ้นก็เงยหน้าขึ้นทันทีแล้วเลิกผ้าห่มออก

นางยังไม่ทันได้มองว่าใส่รองเท้าแล้วหรือไม่ก็วิ่งลงจากเตียงไปหยุดนั่งลงตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งแต่งตัว

จากนั้นพินิจพิจารณาดรุณีน้ร้อยที่อยู่เบื้องหน้า ผิวขาวละเอียดผนวกกับผมยาวเป็นประกายดำขลับ คิ้วโก่งสวยราวพระจันทร์เสี้ยว รับกันเข้ากันได้ดีกับขนตาหนาเป็นแพดั่งพัด ซูเหลียนอวิ้นกระพริบตา ดรุณีน้อยในกระจกก็กระพริบตาไปพร้อมกับนาง ทุกอย่างยังคงเหมือนก่อน นางอดไม่ได้ที่จะลูบแก้มตัวเอง

ทว่าเมื่อนางเหลือบมองแผลบนมือของนางที่เพิ่งจะโดนลวกจากการทำขนม ทว่าที่ตอนนี้บรรเทาบ้างไปบางส่วนแล้วได้หายไปสนิทจนไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยแผลเป็นใดๆ อยู่เลย

แผลนั่นแม้อาจจะไม่ร้ายแรงถึงขึ้นทิ้งรอยแผลเป็นไว้ แต่อย่างไรก็ไม่น่าจะหายเป็นปลิดทิ้งภายใน สองงสามวัน

เมื่อซูเหลียนอวิ้นหลุดจากภวังค์ก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่าใช้น้ำเสียงราบเรียบถามว่า

"หลีเซียง ข้าขอถามเจ้า ปีนี้คือปีใดแล้ว?"

เดิมหลีมู่อยากเอ่ยปากเตือนคุณหนูว่ายังไม่ได้สวมรองเท้า เนื่องจากอาการป่วยเของคุณหนูเพิ่งจะหายดี จึงไม่อยากให้กลับมาเป็นซ้ำอีก แต่เมื่อเห็นซูเหลียนอวิ้นจ้องกระจกเงาค้างอยู่โดยไม่ขยับเขยื้อน ก็ไม่อยากเปิดปากกล่าวแทรก จึงยังไม่ทันได้เอ่ยคำที่จ่อรออยู่ตรงริมฝีปากออกไป

ตอนนี้เมื่อได้ยินซูเหลียนอวิ้นถามเรื่องเวลากับตน แม้จะรู้สึกสงสัยอยู่บ้างแต่ก็ตอบไปว่า "ปีนี้คือปีรัชศกลี่หยวนที่สิบสี่เจ้าค่ะ เหตุใดคุณหนูจึงถามคำถามนี้?"

จริงดังคาด ใจของซูเหลียนอวิ้นจมดิ่งสู่เหวลึก นางกลับมาเกิดใหม่แล้วอย่างนั้นหรือ?

แต่ว่า...ซูเหลียนอวิ้นเริ่มจ้องมองสีหน้าไร้อารมณ์ของตัวเองในกระจกและเริ่มก่นด่าในใจ

ให้นางกลับมาเกิดใหม่ด้วยเหตุผลใด? คงไม่ได้ต้องการให้นางกลับไปเผชิญกับเหตุการณ์น่าหน้าขายหน้านั่นอีกครั้งหนึ่งหรอกกระมัง?

เวลานั้นเองเนี่ยนเอ๋อร์เลิกม่านเดินเข้ามาในห้อง คล้ายไม่ทันได้สังเกตบรรยากาศประหลาดในห้องจึงก้มหน้าก้มตาพูดขึ้นว่า

"คุณหนูลองชิมดูเถิด บ่าวให้คนครัวต้มให้คุณหนูเป็นพิเศษเลย เขาว่ากันว่าเหมาะสำหรับสตรีที่กำลังป่วยอยู่" จากนั้นจึงค่อยๆ ยกถาดเลื่อนไปวางไว้ตรงหน้าซูเหลียนอวิ้นพลางยิ้มเชิญชวน

แม้ว่าซูเหลียนอวิ้นจะรู้สึกประหลาดใจและคิดทบทวนหาคำตอบให้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตนไม่ได้ แต่จำต้องยอมวางเรื่องเหล่านั้นลงก่อนแล้วพยักหน้าเบาๆ ก่อนกล่าวว่า

"เจ้ากับหลีมู่ออกไปก่อนเถิด หากข้ากินเสร็จแล้วจะขอพักต่ออีกสักหน่อย"

หลีมู่รู้อยู่แล้วว่าคุณหนูของตนไม่ชอบให้มีคนรับใช้อยู่ข้างกายมากเกินไปการมีคนรับใช้ข้างตัวจำนวนมากเกินไป จึงไม่ได้สงสัยมากนัก นางเพียงแต่แล้วตอบรับคำหนึ่งก่อนถอยออกไปพร้อมกับเนี่ยนเอ๋อร์

เมื่อรอบกายไม่มีผู้ใดแล้ว ซูเหลียนอวิ้นถึงจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

รัชศกลี่หยวนที่สิบสี่

เป็นตอนที่ในเมืองยังไม่มีข่าวลือเรื่องที่นางหลงใหลในตัวต้วนเฉินเซวียนแพร่สะพัด แต่ก็พอจะมีผู้ที่รู้เรื่องนางกับต้วนเฉินเซวียนอยู่ในวงแคบๆ บ้างแล้วทั้งในตอนนี้ก็มีผู้รู้เรื่องนางกับต้วนเฉินเซวียนอยู่เพียงในวงแคบๆ เท่านั้น

นางถอนหายใจ

ยังดีที่มีโอกาสให้นางได้แก้ตัว

1

devc-75d0bbbd-32992ลิขิตกลกาล: Chapter 002 ตอนที่ 2