ลิขิตกลกาล

ลิขิตกลกาล: Chapter 003 ตอนที่ 3

#3Chapter 003

บทที่ 3

บทที่ 3

ท่านพ่อกับท่านแม่

“ครืด” เมื่อเสียงท้องร้องดังขึ้น ซูเหลียนอวิ้นถึงได้รู้ตัวว่าท้องของตนกำลังหิวเพราะไม่มีอาหารตกถึงท้องมาสามวันแล้ว นางจึงจำต้องหยุดคิดเรื่องราวต่างๆ ไว้ก่อนและหยิบช้อนในจานขึ้นมาค่อยๆ ตักข้าวต้มที่เนี่ยนเอ๋อร์ยกมาให้เข้าปากทีละคำ และต้องถอนใจเนื่องจากตนไม่ได้กินอะไรมานานเกินไปจนทำให้รู้สึกว่าข้าวต้มถ้วยนี้รสชาติช่างอร่อยสดใหม่ยิ่งนัก

ผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเดียว ถ้วยใบนี้ก็เหลือเพียงถ้วยเปล่า

ซูเหลียนอวิ้นจึงมองถ้วยใบนั้นด้วยความรู้สึกเสียดายและถวิลหา เป็นความเสียดายอาหารเลิศรสที่มักจะหมดไปอย่างรวดเร็ว ตัวนางเพียงรู้สึกเหมือนว่าเพิ่งกินลงไปเพียงไม่กี่คำเท่านั้นก็มองเห็นก้นถ้วยเสียแล้ว

“อวิ้นเอ๋อร์!”

ขณะที่ซูเหลียนอวิ้นกำลังอาลัยอาวรณ์อาหารเลิศรสที่หมดเกลี้ยงไปอย่างรวดเร็วน่าเหลือเชื่อ ฮูหยินหน้าตางดงามผู้หนึ่งก็รีบร้อนผลักประตูเข้ามาสายตาจับจ้องแล้วจ้องมองค้างอยู่ที่ซูเหลียนอวิ้น ก่อนที่จะปล่อยให้น้ำตาไหลฮูหยินนางนั้นน้ำตาพลันพรั่งพรูออกมาราวไข่มุกที่ดีดหลุดออกจากสร้อยขาด จะยับยั้งอย่างไรก็ไม่มิอาจยั้งไว้ได้ จากนั้นก็ตรงเข้าหาวิ่งเข้าใส่ซูเหลียนอวิ้นที่นั่งหันหลังให้แล้วดึงตัวนางมากอดไว้ในอ้อมอก พลางแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า

“อวิ้นเอ๋อร์ เจ้าฟื้นขึ้นจนได้ ถ้าหากเจ้ายังไม่ตื่นขึ้นมา แม่...แม่ก็จนปัญญาแล้ว”

ซูเหลียนอวิ้นเงยหน้าขึ้นช้าๆ ขณะนั้นเองน้ำตาของฮูหยินผู้นั้นได้หยดลงมากระทบใบหน้าของตน

นางรู้สึกได้ถึงความเย็นที่รดลงบนใบหน้า ยากจะบรรยายถึงถึงรสขมฝาดที่แฝงอยู่ในนั้น ซูเหลียนอวิ้นเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้ แต่ยิ่งเช็ดเท่าไหร่น้ำตาไข่มุกเหล่านั้นก็ยิ่งไหล จะเช็ดอย่างไรก็เช็ดไม่หมด สุดท้ายพอรู้ตัวอีกที นางก็กำลังร้องไห้อยู่ด้วยแล้ว

ตอนนั้นเอง ซูปั๋วชวนเลิกม่านขึ้นแล้วเดินตรงเข้ามาในห้อง ภาพที่เขาเห็นนั้นคือภาพของพวกนางสองแม่ลูกกอดกันพลางร่ำไห้อย่างเจ็บปวด หนัก เขาพลันคิ้วเขาพลันขมวดขึ้นมาทันใดแล้วเอ่ยว่า

“อวิ้นเอ๋อร์ เจ้ากับแม่เอะอะเสียงดังอะไรกัน ลูกฟื้นขึ้นมานั่นเป็นเรื่องน่ายินดี ใยไยต้องร้องไห้เช่นนี้”

เมื่ออันเพ่ยอิงได้ยินคำพูดที่แฝงแววตำหนิเช่นนี้จึงเงยหน้าขึ้น สองมือผละออกจากซูเหลียนอวิ้นจากนั้นจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อเช็ดคราบน้ำตาจนหมด แล้วกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า

“เมื่อครู่กี้ตอนที่ท่านพี่ได้ยินข่าวเรื่องนี้ ขอบตาไม่มิใช่แดงก่ำขึ้นมาเหมือนกันหรอกหรือ? ที่เพิ่งพึ่งเข้ามาเอาตอนนี้ คงจะไปแอบร้องไห้อยู่ที่ใดมาสิท่า ดูตาของท่านสิ ตอนนี้ยังเป็นสีแดงอยู่เลย เหตุใดต้องมาตำหนิข้าด้วย”

ซูปั๋วชวนเมื่อได้ยินอันเพ่ยอิงเผยความจริงออกมาอย่างไม่ไว้หน้าเช่นนี้ ก็รู้สึกเสียหน้าไม่น้อย จึงเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือว่า

“เจ้า!...ชั่งเถิด ข้าไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับฮูหยิน” พูดจบก็เอามือไพล่หลังแล้วหันหลังหนีไปด้วยความฉุนเฉียว ไม่ยอมปรายตามองสองแม่ลูกคู่นี้อีก

เมื่อซูเหลียนอวิ้นมองซูปั๋วชวนชายผู้น่าเกรงขามที่ยืนอยู่ไม่ไกลและอันเพ่ยอิงสตรีที่อยู่เบื้องหน้า ผู้ที่มักจะมองตนด้วยสายตาที่เปี่ยมเต็มไปด้วยความรักเสมอ นางถึงกับอดทนไม่ไหวอีกต่อไป ยกมือขึ้นปิดใบหน้าตนเองและร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ

เมื่ออันเพ่ยอิงเห็นลูกสาวตนเองที่เมื่อครู่ยังมีท่าทีที่ดีอยู่ แต่จู่ๆ ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมา สายตาของนางจึงแข็งขึ้นโดยพลัน นางก้าวอาดๆ ไปด้วยแรงโกรธไปหยุดตรงหน้าซูปั๋วชวนแล้วบิดหูเขา

“เป็นเพราะท่าน! จู่ๆ ทำไมถึงได้ระเบิดโทสะขึ้นมาอีกเล่า ทำอวิ้นเอ๋อร์ตกใจจนร้องไห้ หากท่านอยากระเบิดโทสะกับบรรดาทหารนายกองพวกนั้นก็ช่างปะไร แต่ตอนนี้กลับถึงเรือนแล้ว ยังจะเป็นเช่นนี้อีก ท่านช่างชอบหาเรื่องผู้อื่นนัก”

ซูปั๋วชวนเมื่อโดนบิดหูก็รู้สึกเจ็บปวดนัก แถมตอนนี้ยังพูดอะไรไม่ออก เพราะรู้ตัวว่าท่าทีเมื่อสักครู่ของตนออกจะแข็งกร้าวไปสักหน่อยแต่จะให้ทำอย่างไร ในเมื่อปกติแล้ว วันหนึ่งๆ เขาได้แต่คลุกคลีอยู่กับของเขาคลุกคลีอยู่แต่กับทหารและเหล่าแม่ทัพนายกอง เขาจึงจำเป็นต้องวางมาดทำตัวเองให้ดูดุดันสักหน่อย ไม่ มิเช่นนั้นจะปกครองเหล่าทหารพวกนั้นได้อย่างไร?

แต่นึกไม่ถึงว่าการกระทำไร้เจตนาของตนในวันนี้ กลับทำให้ลูกสาวสุดที่รักตกใจจนร้องไห้ หัว.ใจของซูปั๋วชวนก็เจ็บปวดเช่นกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องหาทางทำให้ภรรยาสุดที่รักปล่อยหูของตนลงก่อน ไม่มิเช่นนั้นหูที่อยู่เคียงคู่กับเขามานานปีคงฉีกออกมาก่อนเป็นแน่

แต่ไม่ต้องรอให้ซูปั๋วชวนเอ่ยสิ่งใด อันเพ่ยอิงก็คลายมือออกแล้วตวาดด้วยโทสะว่า “รีบไปปลอบลูกเดี๋ยวนี้! ขืนยังชักช้าอยู่จะไม่โดนแค่บิดหูแล้ว ท่านคิดดูเองว่าข้าจะทำอย่างไร”

ซูปั๋วชวนเอามือนวดหูที่แดงก่ำของตนด้วยสีหน้าสับสน

เดิมเขามีภาพลักษณ์ดูเป็นพ่อที่เข้มงวด และวางตัวสูงส่งน่ายำเกรงต่อหน้าซูเหลียนอวิ้นตลอดมา ตอนนี้พอจะให้เขาเป็นฝ่ายปลอบใจกลับนึกคำพูดใดๆ ไม่ออก

คิดอยู่สักพัก

ซูปั๋วชวนคล้ายนึกสิ่งใดออก จึงเดินเข้าไปตรงหน้าซูเหลียนอวิ้นแล้วกล่าวว่า “อวิ้นเอ๋อร์อย่าดื้อไปเลย หยุดร้องไห้เสีย ประเดี๋ยวพ่อจะไปหาลูกกวาดมาให้กินดีหรือไม่” พูดจบก็ยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่ตนคิดว่าใช้ปลอบใจลูกสาวได้ดีที่สุด

เมื่อซูเหลียนอวิ้นเงยหน้าขึ้นมาเห็นรอยยิ้มที่แข็งทื่อและบิดเบี้ยวนั้น ก็ขำพรวดออกมา แล้วรีบเช็ดน้ำมูกพลางเอ่ยว่า “ตกลง ท่านพ่อสัญญากับลูกแล้วนะเจ้าคะ ว่าจะซื้อลูกกวาดให้ลูกกิน”

ซูเหลียนอวิ้นอดคิดถึงชาติที่แล้วของตนไม่ได้ เมื่อนั้นนางคิดว่าท่าทีของซูปั๋วชวนน่ากลัวยิ่ง ดังนั้นจึงตัดสินใจไม่ยอมใกล้ชิดสนิทสนมกับเขามากจนเกินไปนัก ประกอบกับคนเป็นพ่อแม่คน ใครเล่าจะไม่ห่วงว่าลูกของตนจะโดนผู้อื่นเอาเปรียบรังแก ดังนั้นซูปั๋วชวนจึงเป็นผู้หนึ่งที่คัดค้านหัวชนฝาไม่ให้ซูเหลียนอวิ้นไปอยู่กับต้วนเฉินเซวียน

แต่ตอนนั้นนางดื้อรั้นขัดขืน สิ่งใดที่พ่อแม่ไม่พอใจรังแต่จะฝืนทำสิ่งนั้น สุดท้ายก็จึงเกือบตายไปโดยที่ยังไม่มีช่วงเวลาดีๆ อยู่กับซูปั๋วชวนเลยด้วยซ้ำ

ตอนนี้ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง นางเธอเริ่มตระหนักและเข้าใจในหลายๆ เรื่องราวและตระหนักหลายอย่างได้มากขึ้น ชายผู้นี้ไม่ว่านางจะทำให้เขาเหนื่อยหน่ายใจสักเพียงไรเท่าใด เขาก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แล้วจะให้ท่านพ่อผู้นี้วางใจมอบลูกสาวสุดรักสุดหวงของตนให้ผู้อื่นได้อย่างไร?

ในตอนนี้เรื่องทรมานจิตใจเหล่านั้นยังไม่เกิดขึ้น ซูปั๋วชวนจึงยังไม่สิ้นหวังกับนาง ตอนนี้ทุกอย่างจึงยังไม่สาย

ตั้งแต่วันนี้ ทุกอย่างยังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้

เมื่อซูปั๋วชวนได้ยินนางพูดเช่นนี้ก็ตกตะลึงอยู่บ้าง ถ้าหากตอนนี้เป็นซูเหลียนอวิ้นคนเดิมล่ะละก็ แม้ว่านางอาจจะไม่ถึงกับร้องไห้โฮออกมา แต่คงตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่ยอมพูดอะไรกับเขาอีก ซูปั๋วชวนก็รู้ว่าซูเหลียนอวิ้นกลัวพ่อแบบตนเอง กลัวจนอาจถึงขั้นเกลียดขี้หน้าเลยด้วยซ้ำ แต่ว่าจะให้ทำเช่นไรได้ ทุกครั้งที่เขาพยายามกระชับความสัมพันธ์ระหว่างตนกับลูกสาว สถานการณ์กลับมุ่งสู่หนทางที่เลวร้ายมากยิ่งขึ้น วันแล้ววันเล่า เขาก็เริ่มหมดหวังและหยุดคิดเรื่องราวเหล่านั้น ความสัมพันธ์ของสองพ่อลูกจึงเย็นชาต่อกันตลอดมา

แต่ในวันนี้ซูเหลียนอวิ้นไม่เพียงแค่พูดคุยกับเขา แต่กลับมีทีท่าออดอ้อนเขาด้วย นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยกระมัง

ขอบตาของซูปั๋วชวนเริ่มแดงขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยว่า “ตกลง พ่อจะไม่ลืม ต้องซื้อมาให้เจ้าแน่ เจ้าพักผ่อนให้มากๆ ก่อนเถิด”

เมื่อกล่าวจบก็กลัวจะปิดบังความรู้สึกตนไว้ไม่อยู่ จึงรีบหันหลังและเอ่ยกับอันเพ่ยอิงว่า

“เจ้าอยู่ดูแลลูกให้ดี ข้าขอตัวก่อน”

ครั้งนี้อันเพ่ยอิงไม่มิได้คัดค้าน แค่พยักหน้าให้เขาเรียบๆ “ข้าจะรอท่านซื้อลูกกวาดกลับมาฝากลูก ส่วนทางนี้ข้าจะดูแลเอง”

ซูปั๋วชวนพยักหน้าแล้วรีบเดินเอามือไพล่หลังออกจากห้องไป คล้ายไม่สามารถทนอยู่ภายในห้องนี้ได้อีกแม้เพียงเสี้ยวนาที

1

devc-9e6f2c5e-32994ลิขิตกลกาล: Chapter 003 ตอนที่ 3