ลิขิตกลกาล

ลิขิตกลกาล: Chapter 004 ตอนที่ 4

#4Chapter 004

บทที่ 4

ฝันดี

เมื่อเห็นซูปั๋วชวนออกไปแล้ว อันเพ่ยอิงจึงขยับจากย้ายตั่งด้านข้างมานั่งตรงหน้าซูเหลียนอวิ้น แล้วลูบผมของนางจากนั้นเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า "ลูกสาวแม่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว" กล่าวจบยังคงจ้องมองซูเหลียนอวิ้นด้วยความรักใคร่ แล้วไม่เอ่ยสิ่งใดอีก

ผู้ใดจะรู้จักลูกสาวตัวเองดีไปกว่าผู้เป็นแม่ นางรู้ว่าหากพูดมากไปกว่านี้ เกรงว่ามีแต่จะทำให้ซูเหลียนอวิ้นรู้สึกเขินอาย และนั่นจะทำให้เสียบรรยากาศเปล่า ดังนั้นจึงเอ่ยไปเพียงประโยคเดียวและไม่เอ่ยสิ่งใดอีก จากนั้นจึงเปลี่ยนไปสนทนาเกี่ยวกับเรื่องราวโชคชะตาเมื่อสองวันก่อนของตนกับซูปั๋วชวนที่วัดฝ่าฝัว ที่ได้ถกปัญหาธรรมมากมายกับนักพรต

ซูเหลียนอวิ้นเพียงฟังแล้วยิ้มบางๆ โดยไม่พูดขัดหรือแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายแต่อย่างใด ตอนนี้นางตระหนักแล้วว่า ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการที่คนในครอบครัวได้มีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนกันอีกแล้ว

ขณะที่สองแม่ลูกกำลังสนทนากันอย่างรื่นรมย์ หลีมู่ก็วิ่งเหนื่อยหอบเข้ามา

"เรียนคุณหนู ฮูหยิน ตอนนี้ในวังได้ส่งคนมาถึงที่นี่แล้วเจ้าค่ะ เป็นหญิงรับใช้ส่วนพระองค์ของฮองเฮา บอกว่าให้คุณหนูรีบไปเตรียมตัวก่อน"

ซูเหลียนอวิ้นตกตะลึงไปชั่วครู่ จากนั้นรีบลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยพลัน เมื่อเสร็จแล้วนางจึงไปยืนยืดตัวตรงอย่างสงบนิ่ง รอฟังขันทีถ่ายทอดพระราชเสาวนีย์อย่างจดจ่อ

เมื่ออันเพ่ยอิงเห็นลูกสาวมีท่าทีตื่นตระหนกเช่นนี้จึงยกมือขึ้นมาบังปากแล้วแอบยิ้ม พลางเดินหน้าเข้าไปหานางเพื่อช่วยจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย

"เหตุใดจึงมีท่าทีตื่นเกร็งเช่นนี้ ลูกเองก็เคยเข้าเฝ้าฮองเฮามาก่อนแล้วไม่มิใช่หรือ อย่าตื่นเต้นจนเกินไปเลย"

จริงสิ ตอนนี้นางตื่นตระหนกหวาดกลัวอะไรกัน

ร่างกายของซูเหลียนอวิ้นจึงผ่อนคลายขึ้นบ้าง ไม่ใช่เพียงเพราะคำพูดของอันเพ่ยอิงเมื่อครู่เท่านั้น อันเพ่ยอิงกับฮองเฮาเกาอู่เตี๋ยองค์ปัจจุบันเคยเป็นเพื่อนร่วมเรียงเคียงหมอนที่สนิทกันมาก อีกทั้งนางเคยติดตามอันเพ่ยอิงเข้าวังไปเข้าเฝ้าหลายครั้งตั้งแต่นางยังเล็ก ฮองเฮาทรงปฏิบัติกับนางอย่างเป็นกันเอง แต่ซูเหลียนอวิ้นยังคงปฏิบัติกับเกาฮองเฮาอย่างรักษากิริยากริยาไม่เป็นอื่นมาโดยตลอด นั่นเป็นเพราะแม้ว่าเกาฮองเฮาจะทรงดำรงตำแหน่งฮองเฮาองค์ปัจจุบัน แต่น่าเสียดายที่ถึงตอนนี้ยังคงไม่มีทายาท ดังนั้นจึงทุ่มเทความรักของตนราวกับมารดาแท้ๆ ให้กับบุตรชายของพี่ชายพระองค์ เด็กผู้นั้นก็คือคุณชายน้อยจากจวนจิ้งอันโหว... ต้วนเฉินเซวียน

ดังนั้นเมื่อเอ่ยถึงฮองเฮา นางจึงไม่มิอาจควบคุมร่างกายของนางไม่ให้ตัวตรงและแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ได้ ชาติที่แล้วนางเอาอกเอาใจฮองเฮาในฐานะว่าที่แม่สะใภ้ แต่มาถึงตอนนี้ อดีตผ่านพ้น นางไม่ต้องจริงจังเช่นเดิมอีกแล้ว

ขณะซูเหลียนอวิ้นกำลังเหม่อลอย ขันทีผู้นั้นก็กลับเดินมาถึงด้านนอกห้องโดยที่นางยังไม่ทันรู้ตัว ซูเหลียนอวิ้นจึงหลุดจากภวังค์ คุกเข่าลงกับพื้นแล้วกล่าวอย่างรู้ประเพณีว่า

"หม่อมฉันน้อมรับพระราชเสาวนีย์"

กงกงผู้นั้นกวาดตาไปมองซูเหลียนอวิ้นที่คุกเข่าอยู่กับพื้นคราหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม เพราะในที่สุดเด็กสาวคนนี้ก็มีกิริยาสมเป็นลูกสาวของผู้ดีมีตระกูลสูง มารยาทมารยามงดงามกอปรกับการแต่งกายสมบูรณ์ไร้ที่ติ

แม้ว่าเมื่อครู่ซูเหลียนอวิ้นจะเหม่อลอยอยู่บ้าง แต่เวลานี้กลับมีสติครบถ้วน ตั้งใจรับฟังพระราชสาส์นที่ขันทีเบื้องหน้ากำลังกล่าว ความโดยรวมคือ

ฮองเฮาทรงเป็นห่วงอาการป่วยของนาง ช่วงนี้จึงอนุญาตให้นางไม่ต้องเข้าเรียนหนังสือ รอให้รักษาร่างกายจนแข็งแรงก่อนแล้วค่อยกลับไปเข้าเรียน นอกจากนี้ยังประทานของจำพวกโสมและรังนก พร้อมทั้งของที่มีสรรพคุณบำรุงร่างกายมากมายพร้อมสรรพ โดยทรงหวังว่านางจะกลับมาหายขาดเป็นปกติ ไม่มีอาการป่วยเรื้อรังใดๆ

เมื่อฟังกงกงผู้นี้อ่านจบ ซูเหลียนอวิ้นจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า "หม่อมฉันซาบซึ้งในน้ำพระทัยฮองเฮาที่ทรงพระเมตตาประทานของมีค่าเหล่านี้"

ในตอนแรกที่อันเพ่ยอิงได้ยินหลีมู่แจ้งการมาถึงของคนในวัง ได้จัดแจงคนไปเตรียมถุงเงินเอาไว้แล้ว เวลานี้จึงก้าวไปข้างหน้า ยิ้มอย่างเป็นมิตรแล้วกล่าวว่า

"กงกงมาครั้งนี้ ลำบากท่านแล้ว" พูดจบก็นำถุงเงินที่เตรียมไว้ ยัดใส่มือของกงกง

กงกงผู้นี้ไม่มิได้ปฏิเสธ เพียงแค่ใช่มือคะเนกะน้ำหนักของสิ่งของที่อยู่ในถุง จากนั้นเอาใส่ไว้ในอกแล้วพลันยิ้มกว้าง "ฮูหยินพูดอะไรกัน ข้ามาตามหน้าที่เท่านั้น เช่นนั้นข้าขอบใจน้ำใจฮูหยินมาก เช่นนี้ข้าขอตัวกลับไปรายงานฮองเฮาก่อน"

อันเพ่ยอิงพยักหน้าแล้วกล่าวเสียงเรียบว่า "กงกงเดินทางปลอดภัย"

เมื่อเห็นขันทีผู้นั้นเดินออกไปไกลแล้ว หลีมู่จึงเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง น้อมศีรษะถาม "คุณหนู ของเหล่านี้ที่ฮองเฮาทรงประทาน จะให้บ่าวเอาไปเก็บในห้องเก็บของเลยหรือไม่?"

พูดจบก็มองอันเพ่ยอิงอย่างขอความเห็นคราหนึ่ง ของที่ฮองเฮาทรงประทานย่อมไม่ใช่ของที่สามารถหาได้โดยง่าย เช่นยาบำรุงร่างกายเหล่านั้น หากสุ่มหยิบมาสักอันล้วนจะต้องเป็นของที่มีอายุเกินร้อยปี ดังนั้นนางจึงไม่กล้านำของเหล่านี้ไปเก็บในห้องเก็บของโดยพลกาลร หากจัดการตามใจแล้วทำให้ของดีเสียหายนั่นย่อมเป็นการหาเรื่องเข้าตัวโดยแท้

อันเพ่ยอิงเห็นสายตาของหลีมู่แล้วกลับไม่ได้ให้คำตอบโดยตรง เพียงกล่าวว่า

"ทั้งหมดนี้ให้อวิ้นเอ๋อร์จัดการเถิด อย่างไรเสียนี่ก็เป็นของที่ฮองเฮาทรงประทานให้ลูก จะจัดวางไว้ตรงไหนอย่างไรแล้วแต่ลูกเถิด"

ซูเหลียนอวิ้นก้มศีรษะพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง พร้อมทั้งอ่านรายชื่อสิ่งของที่กงกงผู้นั้นให้ไว้โดยละเอียด ซึ่งมีไม่น้อยเลยทีเดียว หากเก็บไว้ในห้องเก็บของเล็กๆ ของนางเกรงว่าจะเป็นการเสียเปล่า อีกทั้งของเหล่านี้บางสิ่งคงเป็นของที่นางไม่ได้ใช้ประโยชน์

คิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า "เจ้ากับเนี่ยนเอ๋อร์ นำของบำรุงร่างกายเหล่านี้เก็บไว้เถิด หูฉลามเอย รังนกเอย ให้ทุกคนนำไปแบ่งเท่าๆ กัน ถ้าหากให้ข้ากินของเหล่านี้ทุกวันคนเดียวคงจะเบื่อแย่ และคงมีบางส่วนที่ต้องเหลือทิ้ง เหลือคงต้องทิ้งเพราะ และหากเก็บไว้นานคงเน่าเสีย"

อันเพ่ยอิงได้ฟังการจัดการเช่นนี้ของนางก็พยักหน้าอย่างพออกพอใจ ดูแล้วการป่วยครั้งนี้กลับทำให้นางเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาก

หลีมู่ฟังเช่นนี้แล้วก็เพียงคะเนกะดูน้ำหนัก จากนั้นจึงหมุนตัวแล้วเก็บของเหล่านั้นออกไป

ซูเหลียนอวิ้นกดขมับของตน จึงรู้สึกว่า * จิง ชี่ เฉิน​[1]​*ของตนยังไม่ฟื้นฟูดี พอพูดคุยได้ชั่วครู่ก็รู้สึกเหนื่อยล้า ตอนนี้หากได้นอนพักสักหน่อยอาการน่าจะดีขึ้นเพียงอยากนอนพักให้มากสักหน่อยคงจะดีขึ้น

อันเพ่ยอิงเห็นรูปการณ์เช่นนี้จึงรีบกล่าวขึ้นก่อนว่า "อวิ้นเอ๋อร์เหนื่อยแล้วใช่หรือไม่? รีบกลับไปพักผ่อนเถิด แม้ว่าตอนนี้จะย่างเข้าฤดูวสันต์ แต่อากาศยังคงหนาวเย็น เมื่อครู่ตอนลูกคุยอยู่กับคนบ่าวรับใช้ของลูกก็ดูมีสีหน้าไม่ดีแล้ว ตอนนี้อย่าฝืนอีกเลย"

ซูเหลียนอวิ้นพยักหน้าแล้วไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงถอดเสื้อนอกออก เหลือเพียงเสื้อตัวในแล้วกลับไปพักผ่อนบนเตียง

เมื่ออันเพ่ยอิงเห็นนางขึ้นไปนอนบนเตียงแล้วก็ตามไปนั่งอยู่ข้างเตียงด้วย แล้วเอ่ยขึ้นด้วยแววตาที่แสนอบอุ่นซับซ้อน "เวลาช่างผ่านไปเร็วนัก คราวก่อนที่แม่ส่งลูกเข้านอนเจ้ายังอายุเท่าไหร่กันเชียว ตอนนี้กลับเติบใหญ่ขึ้นมากแล้ว เจ้าหลับตาเถอะ แม่ขอดูเจ้าหลับก่อนแล้วจะไป"

พูดจบอันเพ่ยอิงก็ปฏิบัติราวกับกล่อมเด็กน้อยเข้านอนด้วยการตบที่สะโพกเบาๆ

เมื่อซูเหลียนอวิ้นล้มตัวนอนลงบนเตียง ดวงตาคู่งามตาของนางก็ค่อยๆ หรี่ลง เห็นแค่เพียงดวงหน้าเปี่ยมเมตตาของอันเพ่ยอิง แล้วรู้สึกคล้ายว่าตัวนางกำลังอยู่ในความฝัน สวยงามราวกับไม่ใช่ความจริง หาก แต่หนังตาของนางตอนนี้ก็ก็ยิ่งเริ่มหนักมากขึ้นหนักขึ้นมากเรื่อยๆ

ช่างชั่งเถอะ ถึงจะเป็นความฝัน มันก็ช่างสวยงามนักหากเป็นความฝันจริงก็ช่างเป็นความฝันที่สวยงามนัก

เมื่ออันเพ่ยอิงเห็นซูเหลียนอวิ้นหลับไปแล้วก็ก้มตัวไปห่มผ้าให้ลูก จากนั้นจึงก้มไปหอมหน้าผากนางเบาๆ เอ่ยอย่างโอนโยนว่า

"ฝันดีนะอวิ้นเอ๋อร์"

*จิง ซี่ เฉิน หมายถึง สิ่งสำคัญพื้นฐานของร่างกาย จิง คือ หมายถึงสารในร่างกาย, ชี่ คือหมายถึง พลังในร่างกาย. เฉิน คือ หมายถึงจิตวิญญาณ

^1 จิง ซี่ เฉิน หมายถึง สิ่งสำคัญพื้นฐานของร่างกาย จิง คือ สารในร่างกาย, ชี่ คือ พลังในร่างกาย. เฉิน คือ จิตวิญญาณ

devc-765bf5b6-32996ลิขิตกลกาล: Chapter 004 ตอนที่ 4