ลิขิตกลกาล: Chapter 005 ตอนที่ 5
บทที่ 5
บทที่ 5
พี่ชาย
ซูเหลียนอวิ้นรู้สึกว่าการหลับไปตื่นหนึ่งเมื่อครู่เป็นการหลับที่ดียิ่ง จากนั้นนางจึงบิดขี้เกียจแล้ว ยื่นหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง จึงพบว่าฟ้ามืดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทันได้รู้ตัวไม่รู้ว่าฟ้ามืดไปตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว
สองวันที่ผ่านมานี้หลีมู่เหนื่อยแทบแย่เช่นกัน เนื่องด้วยไม่มีคืนใดเลยที่นางได้หลับสนิท คืนนี้นางก็ยังคงนั่งอยู่บนพื้นเอนกายพิงเก้าอี้ข้างเตียงของซูเหลียนอวิ้นแล้วหลับไป ดังนั้นการขยับตัวของซูเหลียนอวิ้นเมื่อครู่จึงปลุกให้หลีมู่ให้ตื่นขึ้นด้วย หลีมู่รีบลุกขึ้นเกล้าก้าวผมปักปิ่นก่อนจะและจัดแจงเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อย แล้วพูดอย่างรนรานลนลานว่า
“คุณหนู...บ่าว...”
“ไม่เป็นไรๆ สองวันนี้ที่เจ้าคอยดูแลข้าคงเหนื่อยมากแล้วกระมัง นอนพักบ้างก็ไม่เป็นไร” ซูเหลียนอวิ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส เนื่องด้วยพบว่าเมื่อตนตื่นขึ้นมาฝันหวานไม่ได้สลายไป แต่กลับกลายเป็นเรื่องจริง ไม่มีอะไรที่จะทำให้นางมีความสุขไปกว่านี้อีกแล้ว
“อืม...หลับไปครู่เดียวทำข้าหิวเสียแล้ว หลีมู่ตอนนี้เป็นยามใดแล้ว?”
หลีมู่ก้มศีรษะคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ “ตอนนี้เข้า*ยามซวี[1]*แล้ว คุณหนูให้เตรียมอาหารมื้อเย็นเลยหรือไม่?”
ซูเหลียนอวิ้นหาวอีกรอบแล้วเดินไปยังหน้าต่าง เหม่อมองไปยังต้นสาลี่่ต้นนั้นในที่ลานบ้าน ลมยามค่ำพัดมาทำกิ่งแกว่งไกว ดอกสาลี่ร่วงหล่นจากต้นลงสู่พื้น นางคิดว่าช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ต้องเป็นเพราะนางแน่ที่ทำให้บรรดาคนบ่าวรับใช้ลืมเรื่องการกวาดดอกไม้ในลานบ้านไปสนิท แต่การไม่ได้กวาดก็มีข้อดี เพราะดอกไม้ร่วงหล่นจรดพื้นดิน ถือเป็นการกำเนิดใหม่เช่นกัน จากนั้นนางจึงลังเลเล็กน้อยก่อนถามว่า
“ตอนบ่ายวันนี้มีคนมาหาข้าหรือ?”
หลีมู่ขบคิดอย่างถี่ถ้วน “มีเจ้าค่ะ คุณชายใหญ่มาหาคุณหนู แต่เนี่ยนเอ๋อร์ไม่ได้ให้เข้ามาเพราะว่าตอนนั้นคุณหนูยังไม่ตื่น คุณชายใหญ่เพียงบอกว่าในเมื่อคุณหนูหลับอยู่ก็รอให้ตื่นก่อนค่อยแวะมาเยี่ยมอีกครา”
“เช่นนี้เอง...” ซูเหลียนอวิ้นคล้ายรำพึงกับตัวเอง “เช่นนั้นพวกเราไปหาท่านแม่ที่เรือนเลยดีกว่า ตอนนี้ทางนั้นคงยังไม่ตั้งสำรับ จะได้แล้วถือโอกาสนี้เรียกท่านพี่มาร่วมโต๊ะอาหารกินข้าวด้วยกันเลยดีกว่า ข้ารู้สึกว่านานแล้วที่ไม่ได้ร่วมโต๊ะทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากัน”
หลีมู่รู้สึกตะหงิดใจอยู่บ้าง เมื่อไม่กี่วันก่อนไม่ใช่เพิ่งมิใช่พึ่งจะกินข้าวด้วยกันมาหรอกหรือ?
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าซูเหลียนอวิ้นหลับไปสามวัน จึงคิดว่าบางทีสำหรับคนหลับลึกแล้ว เวลาคงผ่านไปรวดเร็วกระมัง จึงได้แต่พยักหน้า “เช่นนั้นเช่นนี้เดี๋ยวบ่าวจะให้คนไปแจ้งข่าวแก่คุณชายใหญ่ คุณหนูเตรียมเปลี่ยนชุดก่อนเถิด” เมื่อกล่าวจบจึงค้อมตัวแล้วค่อยๆ ก้าวถอยออกไป
ที่ซูเหลียนอวิ้นไม่ชอบให้มีคนบ่าวรับใช้อยู่ด้วยมากเกินไปนัก สาเหตุเพราะตนรู้สึกวางตัวไม่ถูกเมื่อต้องทำธุระส่วนตัวต่างๆ เช่น การเปลี่ยนเสื้อผ้า แม้ว่าจะมีแต่ทุกคนล้วนเป็นสตรีด้วยกัน แต่นางก็ยังคงไม่ชอบ อีกทั้งตัวนางเองก็มีมือมีเท้า ธุระเช่นนี้จึงไม่จำเป็นต้องไหว้วานผู้อื่น
ณ เรือนของอันเพ่ยอิง
“ท่านแม่” ซูเหลียนอวิ้นถอดเสื้อคลุมออกแล้วส่งให้หลีมู่ที่อยู่ด้านหลัง พลางวิ่งช้าๆ เข้าไปออดอ้อนอันเพ่ยอิงในอ้อมอก “ท่านแม่ คิดถึงลูกแย่แล้วคิดถึงลูกแย่แล้ว”
อันเพ่ยอิงวางงานเย็บปักถักร้อยในมือลง ผงกศีรษะอย่างสนิทสนมแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักใจจนใจว่า
“เจ้าซนอย่างกับลิง แม่กำลังทำงานเย็บปักถักร้อย ในมือยังมีเข็มอยู่เลย หากไม่ทันระวังนะวังแล้วโดนทิ่มเอาจะทำเช่นไร คราวหน้าห้ามทำเช่นนี้อีกเด็ดขาด"
ซูเหลียนอวิ้นเพียงกอดนางเอาไว้นิ่งๆ อันเพ่ยอิงก็ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก พลางสูดกลิ่นหอมที่โชยมาจากตัวลูกสาวที่ซุกอยู่ในอ้อมอก
ผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงเอ่ยว่า "ท่านแม่ไม่ทำเช่นนั้นกับลูกแน่ แต่ท่านแม่เจ้าคะ ตอนนี้ลูกหิวแล้ว ลูกมาที่นี่เพื่อหาข้าวกินโดยเฉพาะ อีกสักพักเดี๋ยวท่านพี่ก็คงมาถึง ลูกส่งคนไปแจ้งแล้ว"
อันเพ่ยอิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก้มศีรษะมองผู้ที่กอดตนอยู่ในอก ใบหน้าน้อยๆ ที่แหงนมองนางอยู่นั้นไม่มิได้เปลี่ยนแปลง แต่นางกลับรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่นางมองไม่เห็นได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างเงียบเชียบ…
ทว่าอันเพ่ยอิงยังคงผงกศีรษะรับคำ
"ดีๆๆ" น้ำเสียงแฝงแววยั่วเย้า "อวิ้นเอ๋อร์ของข้า มาหาเย็นย่ำค่ำเอาป่านนี้เพียงเพราะต้องการอาหารของแม่นี่เอง แม่ไม่รู้จริงๆ ว่าควรดีใจหรือเสียใจ ในเมื่อแม่สำคัญไม่สู้อาหารมื้อหนึ่ง"
"ท่านแม่ย่อมสำคัญกว่าแน่ หากไม่มีท่านแม่แล้วจะมีอาหารของท่านแม่ได้อย่างไร" ซูเหลียนอวิ้นทำปากยื่นพูด พลางใช้แววตาที่แฝงไปด้วยความซุกซนและชอบอกชอบใจเต็มที่
ซูมั่วเยี่ยเมื่อผลักประตูเข้ามาแล้วเห็นภาพตรงหน้าก็ชะงักค้างอยู่ตรงปากประตูเช่นนั้น เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของท่านแม่กับน้องสาวดีเช่นนี้เชียวหรือ? ดีเสียจนทำเอาเขาเริ่มอิจฉาเสียแล้ว
"เยี่ยเอ๋อร์ยืนเหม่อลอยอะไรอยู่ตรงประตูนั่น เข้ามาเร็ว" อันเพ่ยอิงเห็นซูมั่วเยี่ยยืนเก้กังอยู่ตรงปากประตูก็อดร้องเรียกไม่ได้ "รีบปิดประตูเสีย เจ้าไปเรียนมาทั้งวันจนเลอะเลือนไปแล้วกระมัง ลมยามค่ำแรงปานนี้ หากทำน้องเจ้าตัวแข็งไปจะทำเช่นไร ถ้าน้องเจ้าเป็นอะไรไปอีก คอยดูว่าแม่จะจัดการเจ้าเช่นไร"
ซูเหลียนอวิ้นหลุดยิ้มออกมา ท่านแม่เป็นเช่นนี้เสมอ
คงเป็นเพราะซูมั่วเยี่ยเป็นบุตรชายคนเดียวของบ้าน ดังนั้นจึงห้ามไม่ได้หากคนในบ้านจะปฏิบัติกับเขาอย่างเข้มงวดเสมอ เมื่อคิดถึงเมื่อครั้งอดีตที่นางใช้เหตุนี้แกล้งซูมั่วเยี่ยอย่างชอบอกชอบใจ นางก็อดเอามือกุมหน้าผากไม่ได้ นางคิดถึงตนเองในอดีตที่ใช้เหตุนี้กลั่นแกล้งซูมั่วเยี่ยอย่างชอบอกชอบใจ นางยกมือกุมหน้าผากอย่างห้ามไม่ได้ พี่ชายนางน่าสงสารมามากแล้ว โดนปฏิบัติไม่เท่าเทียมแถมยังมาเจอน้องสาวอับโชคเช่นนางอีก...โธ่
"ท่านพี่รีบมานั่งด้วยกันเถิด ข้างนอกลมพัดแรง ท่านเรียนมาทั้งวันคงเหนื่อยแย่แล้ว มานั่งตรงนี้เถอะเจ้าค่ะ" ซูเหลียนอวิ้นพูดจบพลางใช้มือตบไปที่นั่งข้างตัวพร้อมขยับเข้าด้านในเพื่อให้มีที่ว่างเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ซูมั่วเยี่ยหันตัวไปปิดประตูแล้วได้ยินประโยคนี้เข้า ร่างกายก็พลันชะงักงันแข็งค้างไปชั่วครู่
จากนั้นจึงยกมือขึ้นมาแคะหูตัวเอง เขาคิดว่าลมด้านนอกคงพัดแรงเกินไปแล้วกระมังเลยทำเขาหูฝาดไป น้องสาวจะพูดกับเขาเช่นนี้ได้อย่างไร
ซูเหลียนอวิ้นเห็นเขาไม่สนใจ ตนก็หาได้ร้อนใจไม่ไม่ร้อนใจ เพียงร้องเรียกอีกรอบ
"ท่านพี่! ข้าพูดกับท่านอยู่นะ เหตุใดท่านถึงเมินข้า" แต่ในใจของซูเหลียนอวิ้นกลับสงสัยว่า ตนพูดเบาไปหรืออย่างไร? หรือเป็นเพราะพี่ชายรังเกียจนาง ดังนั้นจึงไม่อยากพูดอะไรด้วยทั้งสิ้นสนทนาด้วย ไม่ต้องสงสัยกันแล้วว่าเขาจะพูดกับนางหรือไม่ เพราะซูเหลียนอวิ้นหันไปส่งสายตาขอความเป็นธรรมกับอันเพ่ยอิงแล้ว จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะเริ่มพูดกับนางก่อนหรือไม่ หลังจากนั้นนางจึงหันไปทางอันเพ่ยอิงด้วยความสงสัย แล้วใช้สายตาขอความเป็นธรรมกับอันเพ่ยอิง
อันเพ่ยอิงเห็นรูปการณ์แล้วก็จึงกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ จากนั้นนางจึงกวักมือเรียกซูมั่วเยี่ย
"เจ้าเด็กคนนี้ จะปิดประตูบานนี้อีกนานเท่าใด? ปิดประตูแค่นี้เจ้าจะปิดอีกนานเท่าใด? หากเจ้ายังไม่รีบมาอีก น้องเจ้าต้องคิดว่าเจ้ารังเกียจนางแน่ ต่อไปจะยังอยากพูดกับเจ้าอยู่หรือ?"
ที่จริงแล้วซูมั่วเยี่ยได้ยินชัดเจนแต่แรกแล้ว เพียงแต่ไม่อยาก เพียงไม่อยากเชื่อหูตัวเองก็เท่านั้น
ตอนนี้จึงรีบเดินไปด้านข้างอันเพ่ยอิงแล้วนั่งเบียดกันอยู่บนตั่งทั้งสามคน โชคดีที่ตั่งตัวนี้ไม่เล็กนัก พอนั่งกันสามคนก็ไม่ถือว่าเบียดกันจนเกินไปนัก
อันเพ่ยอิงใช้ศอกกระทุ้งซูมั่วเยี่ยที่ไม่เพียงทั้งตัวแข็งทื่อแต่ยังหน้าแดงอย่างไม่มีสาเหตุ พลางเอ่ยว่า "เหตุใดเจ้าต้องมาเบียดแม่ด้วย ไปนั่งกับน้องเจ้านู่น ข้างน้องเจ้ายังพอมีที่ว่างอยู่บ้าง"
ซูมั่วเยี่ยก้มศีรษะไม่เอ่ยสิ่งใด ในยามปกติ ธรรมดาแล้วเขามักติดตามซูปั๋วชวนและอยู่แต่ในค่ายทหาร ปฏิสัมพันธ์กับหญิงสาวจึงน้อยมากจนแทบไม่มี อีกทั้งยังบวกกับตระเวนอยู่ด้านนอกเป็นเวลานานจนผิวโดนแดดไหม้เกรียม หน้าตาจึงละม้ายคล้ายปีศาจหน้าดำ เป็นเช่นนี้ไปแล้วจะมีหญิงใดสนใจเขาได้เล่า
*ยามซวี คือช่วงเวลา 19:00 - 20:59 น.
1
^1 ยามซวี คือช่วงเวลา 19:00 - 20:59 น.