ลิขิตกลกาล

ลิขิตกลกาล: Chapter 006 ตอนที่ 6

#6Chapter 006

บทที่ 6

เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai

ผู้แต่ง Damo Qi xi

บทที่ 6

ขนมแป้งทอดน้ำตาล

ด้วยเหตุนี้แม้ว่าผู้ที่นั่งขนาบข้างซูมั่วเยี่ยนั้นจะเป็นแม่และน้องสาวแท้ๆ ของตน แต่หน้าของเขาก็พลันแดงก่ำขึ้นอย่างห้ามไม่ได้

ซูเหลียนอวิ้นค่อยๆ เยี่ยมหน้าหันไปมองซูมั่วเยี่ยคราหนึ่ง จึงพบว่าตอนนี้ใบหน้าเขาแดงก่ำและมีทีท่าว่าไม่รู้จะวางตัวเช่นไรดี ซูเหลียนอวิ้นแอบหนักใจอยู่บ้าง พี่ชายยังเป็นคนเช่นเดิม ที่ไม่ชอบพูดจาปราศรัย บวกกับท่าทางของเขาที่ผู้คนต่างว่ากันว่าขึงขังราวกับตัวเองยืนอยู่กลางสมรภูมิรบ ทำให้ผู้คนต่างเข้าใจว่าเขาเป็นคนที่มีจิตใจเย็นชา ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ซูเหลียนอวิ้นแอบนึกปกป้องพี่ชายตัวเอง

ซูเหลียนอวิ้นคิดถึงชาติก่อน เหตุที่ตนกับซูมั่วเยี่ยไม่สนิทกันคงจะมีผลมามากจากนิสัยไม่ชอบพูดชอบคุยของเขา ตอนนั้นในเมืองหลวงมีข่าวเรื่องที่นางแอบชอบต้วนเฉินเซวียนแพร่สะพัดแล้ว ซูมั่วเยี่ยในฐานะพี่ชายของนางก็ต้องร้อนใจแทนน้องสาวเป็นธรรมดา เพราะเกียรติของสตรีย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด แต่น่าเสียดายที่ความสัมพันธ์แบบพี่ชายน้องสาวของทั้งสองเป็นไปในแบบที่ไม่ค่อยจะได้เสวนากันเท่าไรนักสองทั้งสองไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรกันมากนัก ด้วยเหตุนี้ซูมั่วเยี่ยจึงไม่รู้ว่าควรใช้วิธีใดตักเตือนน้องสาวตัวเองดี จึงคิดวิธีการสิ้นคิดขึ้นออกมา นั่นก็คือทุกครั้งที่เขาพบหน้าต้วนเฉินเซวียนจะต้องเข้าไปขอท้าประลองยุทธ์ด้วยเสมอ ชายในวัยหนุ่มอย่างต้วนเฉินเซวียนมีหรือจะกล้าปฏิเสธต่อหน้าฝูงชน หากเป็นมิเช่นนั้นแล้วจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด? แม้ว่าหากเทียบกับหรือคิดจะเทียบบรรดาบุรุษในเมืองที่รุ่นราวคราวเดียวกันกับต้วนเฉินเซวียน เขาถือว่ามีวรยุทธ์ดีไม่น้อยหน้าใครก็ถือได้ว่าวรยุทธ์ของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร แต่น่าเสียดายที่ยังคงสู้ผู้ที่เติบโตมาในค่ายทหารอย่างซูมั่วเยี่ยไม่ได้

อย่างไรเสียซูม่อเยี่ยก็มิใช่คนโง่เขลา แต่ไรมาไม่เคยทำร้ายต้วนเฉินเซวียนจนถึงขั้นบาดเจ็บร้ายแรงหรือพิการแต่อย่างใด เพราะอย่างไรแล้วคนผู้นี้ก็เป็นถึงหลานแท้ๆ ของฮองเฮา แม้ว่าเขาจะเป็นขุนพลหนุ่มแน่นแต่คงต้านทานทานรับความพิโรธใหญ่หลวงจากครอบครัวของโอรสสวรรค์ไม่ได้ ดังนั้นทุกครั้งจึงได้แต่ทำให้ทำเพียงแค่ให้ต้วนเฉินเซวียนอับอาย แต่ไม่เคยทำให้เกิดบาดแผลร้ายแรง แค่อยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้เท่านั้นแค่สภาพอาจดูไม่ได้อยู่บ้างเท่านั้น ฉะนั้นหากซูมั่วเยี่ยไม่มีใบหน้ายั่วโทสะเฉพาะตัวเช่นนี้ บางทีน้องสาวของเขาอาจขอยอมแพ้ไปแล้วก็เป็นได้กระมัง

แต่ความเป็นจริงกลับกับตรงกันข้าม ทุกครั้งที่ซูเหลียนอวิ้นได้ยินว่าพี่ชายตัวเองไปล้มต้วนเฉินเซวียนราบคาบ กลับจะยิ่งรีบวิ่งแจ้นไปที่จวนจิ้งอันโหว พร้อมกับความโกรธต่อการลงมือของซูมั่วเยี่ยทั้งหมด แม้ว่าอันเพ่ยอิงจะเป็นสหายสนิทของฮองเฮา แต่อีกฝั่งเป็นถึงเด็กที่ฮองเฮาเลี้ยงดูดั่งลูกชายแท้ๆ ของตนจนเติบโต ส่วนอีกฝั่งเป็นเด็กที่ไม่ชอบพูดเจรจาจาพาที ทั้งปากก็ไม่หวานแถมยังชอบรังแกผู้อื่น ในใจฮองเฮาย่อมต้องเข้าข้างผู้อ่อนแอกว่า ฉะนั้นด้วยเหตุนี้ ฮองเฮาจึงปฏิบัติกับซูเหลียนอวิ้นอย่างเย็นชาขึ้นมาก แน่นอนว่าซูเหลียนอวิ้นย่อมโยนความผิดทุกอย่างไปที่ซูมั่วเยี่ย

เมื่อซูมั่วเยี่ยเห็นว่าวิธีของตนไม่เพียงไม่อาจห้ามความคิดของน้องสาวได้อย่างเด็ดขาด แต่ยิ่งกระตุ้นให้เลวร้ายยิ่งขึ้น หนำซ้ำยังทำให้ตนซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ ต้องถูกน้องสาวเกลียดชังไปด้วยซ้ำยังพลอยทำให้ตนที่เป็นพี่ชายแท้ๆ โดนน้องสาวเกลียดไปด้วย ดังนั้นจึงไม่กล้าเคลื่อนไหวทำสิ่งใดอีก ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องจึงเริ่มแยกทางจืดจางกันด้วยเหตุนี้

แต่หากเป็นซูเหลียนอวิ้นในตอนนี้ คงจะยุให้ซูมั่วเยี่ยจัดการต้วนเฉินเซวียนให้หนักมือขึ้นหน่อยจึงจะดี ถือเป็นการแก้แค้นแทนนางสำหรับฝ่ามือสังหารนั่น

"อิงเอ๋อร์ ด้านนอกอากาศหนาวยิ่ง ในนี้ถึงจะอุ่นขึ้นหน่อย" ในขณะที่ทั้งสามคนไม่รู้จะเอ่ยวาจาใดต่อกันอยู่นั้น การเปิดประตูเข้ามาของซูปั๋วชวนทำลายบรรยากาศอึดอัดนั้นทิ้งไปได้

ซูปั๋วชวนถอดเสื้อคลุมออกแล้วส่งให้บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านหลัง เมื่อเงยหน้าขึ้นมามองก็ชะงักไปแล้วเอ่ยว่า "เหตุใดวันนี้ถึงมากันพร้อมหน้าเช่นนี้? อวิ้นเอ๋อร์ก็มาด้วย ด้านนอกลมแรงปานนั้น อวิ้นเอ๋อร์ไม่เป็นไรหรือ?"

บัดนี้ซูปั๋วชวนได้เข้าใจแล้ว เขาคิดว่าพฤติกรรมของตนที่ผ่านมาที่ทั้งหยาบกระด้างและแข็งกร้าวช่างเป็นสิ่งที่โง่งมนัก สารรูปของตนเองในกระจกของเขาที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อยากหันกลับไปมองเป็นครั้งที่สอง ผู้อื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง จนถึงวันนี้หลังจากที่ซูเหลียนอวิ้นเป็นฝ่ายชวนเขาพูดคุยทำให้เขาตระหนักอย่างชัดแจ้งว่า มีเพียงลูกสาวที่เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส เขาถึงจะรู้สึกใกล้ชิดผูกพันได้ ดังนั้นเพื่อให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เรื่องราวนอกบ้านเรื่องใดโยนทิ้งได้จำต้องโยนทิ้ง เพราะไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าเรื่องในบ้านอีกแล้ว

"ท่านยังจะมาพูดอีก" อันเพ่ยอิงยืนขึ้นด้วยท่าทีขุ่นเคือง "อวิ้นเอ๋อร์มาถึงตั้งนานแล้ว มีแต่ท่านที่วันนี้ทำไมถึงได้กลับช้านัก? ตอนนี้ลูกสาวหิวจนท้องร้องแย่แล้ว ข้าบอกว่าให้ตั้งสำรับก่อนลูกก็ไม่ยอมบอกว่ากินข้าวต้องกินพร้อมหน้าถึงจะได้รสชาติ ทำให้ข้าต้องรอคอยท่านจนเวลาล่วงเลยเอาป่านนี้พลอยต้องรอท่านจนถึงเวลานี้ไปด้วย" พูดจบอันเพ่ยอิงก็กวักมือเรียกสาวใช้ประจำตัวมา "ชือฉิง อาหารในครัวคงทำเสร็จแต่เนิ่นแล้วกระมัง รีบยกมาเถิด ตอนนี้ข้าเริ่มหิวแล้ว"

ซูป๋อชวนได้ยินอันเพ่ยอิงกล่าวเช่นนั้นก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาที่ทำให้ทุกคนต้องรอนานเช่นนี้ โดยเฉพาะลูกสาวที่ห่างเหินกับเขามาตลอดอย่างซูเหลียนอวิ้นที่ตอนนี้กลับอยากกินข้าวกับเขาอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ทำให้ลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างเขาพลันรู้สึกตื้นตันตื่นตันจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่... แต่พอนึกถึงเหตุการณ์น่าอายเมื่อเช้าขึ้นมาเขาก็จำต้องกลั้นเอาไว้ก่อน ร้องไห้ครั้งแรกก็ช่างชั่งมันปะไรปะไร แต่ถ้าหากร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า คง นั่นจะเป็นเรื่องที่ขายหน้าอย่างยิ่ง

อาหารในครัวเตรียมพร้อมไว้ไว้พร้อมนานแล้ว ขอเพียงพวกเขาเอ่ยเรียกเท่านั้น ดังนั้นสำรับจึงถูกจัดวางเสร็จอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานไม่ต้องรอนานอาหารทั้งหมดก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ

ซูปั๋วชวนนั่งได้เพียงครู่เดียวก็คล้ายนึกสิ่งใดออก จึงหยิบของที่ถูกห่อเอาไว้เป็นทรงสี่เหลี่ยมออกมาจากด้านในอก "อวิ้นเอ๋อร์ วันนี้อากาศหนาว ร้านที่ขายลูกกวาดต่างรีบปิดร้านกันหมด ดังนั้นพ่อจึงซื้อมาได้แค่ขนมแป้งทอดน้ำตาลก้อนนี้ เจ้าลองชิมดู รสชาติคงไม่เลว พ่อเก็บขนมนี่เอาไว้ในอกเสื้อตลอด ถึงตอนนี้จึงยังอุ่นอยู่" ซูปั๋วชวนรู้สึกกังวลอยู่บ้าง เพราะจนถึงวันนี้ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องแรกที่ซูเหลียนอวิ้นขอจากเขา แต่เขากลับทำได้ไม่สมบูรณ์นัก จึงอดรู้สึกผิดไม่ได้ หากรู้แต่แรกเขาคงรีบออกไปหาซื้อไว้ก่อนน่าจะอาจจะยังพอหาร้านขายลูกกวาดได้บ้าง

ซูเหลียนอวิ้นรับขนมแป้งทอดน้ำตาลก้อนนั้นมา แล้วค่อยๆ แกะห่อออกทีละชั้นๆ จากนั้นจึงลองดมกลิ่น ขนมแป้งทอดน้ำตาลเจ้านี้คงเป็นร้านเก่าแก่อันดับต้นๆ ของเมืองที่ขายของอย่างจำกัดปริมาณในแต่ละวันกระมัง ดูแล้วพ่อของนางต้องพยายามอย่างมากในการซื้อขนมแป้งทอดน้ำตาลเพื่อชดเชยที่ไม่อาจซื้อลูกกวาดให้นางได้ ซูเหลียนอวิ้นรู้สึกตื้นตัน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นกลับยิ้มแย้มเบิกบานพลางกล่าว "ขอบคุณท่านพ่อ ลูกก็ชอบกินขนมแป้งทอดน้ำตาลเช่นกันเจ้าค่ะ"

ซูปั๋วชวนที่กังวลว่าลูกสาวจะไม่ชอบ เมื่อเห็นลูกตอบรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก็รู้สึกโล่งใจ จากนั้นจึงตบไปที่ตัวซูมั่วเยี่ยที่อยู่ด้านข้างพลางกล่าว "เจ้าดูพ่อไว้นะ ตอนนี้ใครๆ คงพูดไม่ได้แล้วว่าเราพ่อลูกไม่สนิทกัน เด็กน้อยเจ้าต้องสู้หน่อยแล้ว"

ซูมั่วเยี่ยถูกตบเข้าอย่างไม่ทันตั้งตัวจึงไร้คำพูด ตอนนี้ที่ตัวเขาไม่เพียงไม่มีขนมแป้งทอดน้ำตาล แต่คงกล่าวได้ว่าไม่ได้เตรียมอะไรมาสักอย่างจึงจะถูก จึงลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วยื่นมือออกไปคีบซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานชิ้นหนึ่งวางไว้ในจานซูเหลียนอวิ้น แล้วใช้น้ำเสียงแข็งกระด้างดังเดิมพูดขึ้นว่า "เจ้ากินนี่สิ"

1

devc-f78f2e12-33002ลิขิตกลกาล: Chapter 006 ตอนที่ 6