ลิขิตกลกาล: Chapter 007 ตอนที่ 7
บทที่ 7
เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai
ผู้แต่ง Damo Qi xi
บทที่ 7
ฝึกวรยุทธ์
ซูเหลียนอวิ้นเหม่อมองกระดูกหมูเปรี้ยวหวานที่อยู่ในชามตรงหน้า พี่ชายของนางต้องการชดเชยให้นางหรือ? นางจึงแค่นยิ้มออกมาแล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณท่านพี่มาก” กล่าวจบก็กินกระดูกชิ้นนั้นหมดในคำเดียวทั้งยังเคี้ยวอย่างสบายอกสบายใจ เพื่อแสดงให้เขารู้ว่านางชอบสิ่งนี้มาก
อันเพ่ยอิงเองจึงถือโอกาสนี้คีบกับข้าวอื่นส่งให้ซูเหลียนอวิ้นในถ้วยด้วย ท้ายที่สุดแล้วจะมีสิ่งใดดีไปกว่าการที่คนในบ้านอยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่กลมเกลียวอีก
ทว่าซูปั๋วชวนกลับไม่ชอบใจนัก ลูกสาวสุดที่รักของเขายังไม่ทันได้กินขนมแป้งทอดน้ำตาลของตนแม้แต่คำเดียว กลับเลือกกินกับข้าวที่เจ้าลูกชายตัวดีคีบให้ก่อน แถมยังใช้น้ำเสียงแบบนั้นพูดกับนางอีก จึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปตบตบไปหัวของซูมั่วเยี่ยทีหนึ่งพลันกล่าวว่า “น้ำเสียงเมื่อครู่ของเจ้ามันคืออะไรกันฮึ กินนี่! เจ้าไม่เคยพูดจาดีๆ ได้เลย ชั่งน่าโมโหนัก”
เมื่อซูเหลียนอวิ้นเห็นภาพเบื้องหน้า แม้รู้ว่าพวกเขาต่างไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อกัน น้ำเสียงนี้เป็นเพียงเสียงที่ใช้เย้าแหย่กันธรรมดาเท่านั้น ทว่ายังอยากช่วยหาทางออก “ท่านพ่อ รีบกินข้าวเถิดเจ้าค่ะ อีกประเดี๋ยวกับข้าวจะเย็นหมด ส่วนขนมแป้งทอดน้ำตาลนั้นอีกเดี๋ยวลูกจะหั่นครึ่ง แล้วเอาครึ่งหนึ่งให้ท่านย่า ท่านย่าอายุมากแล้ว ดึกดื่นป่านนี้จะให้ท่านเทียวไปเทียวมามีแต่จะทำให้พวกเราเป็นกังวลเปล่า ดังนั้นวันนี้ลูกจึงไม่ได้ตามท่านย่ามาด้วย แต่หากท่านย่ารู้เข้าแล้วน้อยใจ อย่างน้อยก็มีขนมแป้งทอดน้ำตาลชิ้นนี้เอาไว้ปลอบใจท่านย่าเจ้าค่ะ"
ซูปั๋วชวนเห็นว่าทุกคำพูดของลูกสาวล้วนเป็นการคิดแทนพวกตนทั้งสิ้น จึงถอนใจก่อนกล่าวว่า “ตกลง เช่นนั้นกินข้าวก่อนเถิด พอกินเสร็จแล้วพ่อจะนำไปให้ท่านย่า จิตใจกตัญญูของลูกพ่อย่อมต้องช่วยให้ลุล่วง”
อาหารมื้อนี้จึงจบลงด้วยรอยยิ้มเช่นนี้ หลังกินทานอาหารเสร็จสิ้น ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว อันเพ่ยอิงจึงกำชับให้ซูมั่วเยี่ยไปส่งซูเหลียนอวิ้น ซูมั่วเยี่ยไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ระหว่างทางเขายังคงรักษาท่าทีเงียบขรึมเช่นเดียวกับท่าทีบนโต๊ะอาหารเมื่อครู่
ดังนั้นซูเหลียนอวิ้นย่อมต้องเป็นฝ่ายหาเรื่องชวนคุยก่อน จึงหันไปพูดไปว่า “ท่านพี่เจ้าคะ ข้าอยากฝึกวรยุทธ์ ท่านช่วยเป็นอาจารย์ให้ข้าได้หรือไม่” กล่าวจบก็ส่งสายตาที่เป็นประกายวิบวับไปโจมตีซูมั่วเยี่ย แม้ว่าฟ้าจะมืดสลัว แต่ยังคงมีเปลวเทียนจากโคมส่องสว่าง ใต้แสงโคมที่สาดส่อง ตาคู่นั้นของซูเหลียนอวิ้นยิ่งส่องประกายแพรวพราว ราวกับสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ เพียงแค่แววตาเว้าวอนของนางก็สื่อความได้ชัดเจนไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใดอีกความวิงวอนในสายตานางไม่ต้องเอ่ยคำใดก็สื่อความได้ชัดเจน
ซูเหลียนอวิ้นได้ไตร่ตรองดีแล้ว การตายของนางในชาติที่แล้วก็ตายเพราะวรยุทธ์ไม่เอาไหนเป็นเหตุ ชาตินี้จะอย่างไรก็ต้องฝึกให้ดี แม้ไม่อาจต้องถึงขั้นสยบได้ร้อยศัตรูในคราเดียว แต่อย่าให้ไม่เอาไหนท่าดีทีเหลวแบบนั้นอีกเลย
ซูมั่วเยี่ยโดนสายตาของนางเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าควรตอบคำเช่นไร เพราะเขาตอบปฏิเสธไม่เป็น จึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยตอบด้วยเสียงแผ่วเบาราวหวาดกลัวบางสิ่ง “ฝึกวรยุทธ์หรือ ฝึกวรยุทธ์เหนื่อยนัก ไม่ว่าอากาศจะร้อนหรือหนาวก็ไม่อาจหยุดพัก ส่วนเจ้ายังเด็กเพียงนี้ ลองคิดทบทวนให้ดีก่อนเถิด” พูดจบพลันถอนใจเฮือกหนึ่ง สำหรับซูมั่วเยี่ยแล้ว คำพูดไม่กี่คำเมื่อครู่ ถือเป็นการพูดที่ยาวมากแล้ว
ซูเหลียนอวิ้นกลับไม่คล้อยตาม นางจึงส่งโคมไฟในมือให้หลีมู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังของนาง จากนั้นใช้สองมือเข้าไปเกาะแขนออดอ้อนซูมั่วเยี่ย “ท่านพี่เจ้าคะ รับปากข้าเถอะ พวกเราทั้งสองจะอย่างไรก็เป็นคนของตระกูลแม่ทัพ หากบอกคนอื่นว่าข้าไม่มีวรยุทธ์ติดตัวเลยแม้แต่น้อยเขาจะว่าอย่างไร ท่านพี่ยอมสอนให้ข้าเถิดเจ้าค่ะ”
ซูมั่วเยี่ยเองโดนเกาะเกี่ยวเช่นนี้จิตใจจึงไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ความคิดในหัวพลันสั่งให้ตอบตกลง “เช่นนั้น พรุ่งนี้หากเจ้าตื่นเช้าได้ ให้รีบมาหาข้าแต่เช้า ข้าจะยอมสอนให้เจ้า” คำพูดเพิ่งหลุดออกจากปาก ทว่าซูมั่วเยี่ยกลับรู้สึกเสียใจขึ้นมาทันใด แค่ให้ตื่นเช้าเอง! นางจะไปยากอะไร เหตุใดตนจึงหลุดปากรับคำไปง่ายๆ เช่นนั้นหลุดตอบรับคำออกไปง่ายๆ เช่นนั้น
“ดีๆๆ” ซูเหลียนอวิ้นพยักหน้าหงึกงักๆ ราวลูกเจี๊ยบจิกข้าวสาร “ท่านพี่ ท่านรับปากแล้วนะเจ้าคะ พรุ่งนี้ข้าจะต้องตื่นแต่เช้าแน่ ท่านพี่รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ ข้างหน้าก็ถึงเรือนของข้าแล้ว ส่งข้าตรงนี้ก็พอ น้องขอตัวก่อนเจ้าค่ะ” นางพูดพลางค่อยๆ เร่งฝีเท้าแล้วหายวับเข้าไปในเรือนอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าอีกประเดี๋ยวซูมั่วเยี่ยจะถอนคำพูด
ซูมั่วเยี่ยเห็นภาพซูเหลียนอวิ้นวิ่งเข้าเรือนรวดเร็วราวติดปีกเช่นนั้น ริมฝีปากของเขาจึงหยักยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว พลางเอามือลูบแขนเสื้อด้านที่น้องสาวตนมาเกาะอยู่เมื่อครู่แล้วมองเหม่อ แม้เขาจะไม่รู้ว่าอะไรคือสาเหตุการของเปลี่ยนแปลงนี้ แต่นับได้ว่าให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ หากพรุ่งนี้น้องสาวตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเริ่มเรียนจริงๆ เช่นนั้นคืนนี้เขาจะต้องเตรียมตัวสักหน่อย อาวุธและการฝึกฝนใดที่สตรีสามารถเรียนรู้ได้ง่าย เมื่อก่อนเขาไม่เคยใส่ใจแม้แต่น้อย
.............................
วันรุ่งขึ้น
วันนี้ซูเหลียนอวิ้นตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ ตอนที่หลีมู่เพิ่งตื่นนั้น ซูเหลียนอวิ้นได้แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลีมู่เอามือขยี้ตาตัวเอง “คุณหนูเจ้าคะ...ฮองเฮามีรับสั่งแล้วไม่ใช่หรือเพคะ ว่าช่วงนี้อนุญาตให้คุณหนูไม่ต้องไปเรียนที่ห้องเรียน ทำไมวันนี้ถึงตื่นเช้านักเจ้าคะ?” และไม่ใช่การตื่นเช้าเหมือนเช่นแบบในวันธรรมดา แต่เป็นการตื่นเช้ากว่าวันปกติที่ต้องไปเรียนหนังสือถึงหนึ่งชั่วยาม
ซูเหลียนอวิ้นไม่ได้ใส่ใจนัก นางเกล้าก้าวผมแบบง่ายๆ เสร็จอย่างรวดเร็ว “เจ้าลืมแล้วหรือ? เมื่อวานท่านพี่บอกว่า ขอแค่วันนี้ข้าตื่นเช้าแล้วรีบไปหาเขา เขาจะยอมสอนวรยุทธ์ให้ข้า ดังนั้นข้าย่อมต้องตื่นแต่เช้าสิ เจ้าก็รีบเก็บของเข้า มิเช่นนั้น ข้าจะไม่พาเจ้าไปด้วยนะ”
หลีมู่ชะงักงันไปชั่วครู่ แล้วรีบพยักหน้ารับสองที จากนั้นจึงรีบลุกออกไปเตรียมข้าวของ นางคิดว่าที่คุณหนูพูดเมื่อวานคงจะพูดส่งเดชเท่านั้น ใครจะนึกว่าเกิดสนใจขึ้นมาจริงๆ เพียงแค่ไม่รู้ว่าความสนใจนี้จะคงอยู่ไปได้นานสักเท่าไหร่
ณ สวนไผ่ของซูมั่วเยี่ย
ซูมั่วเยี่ยตื่นนอนตามปกติแล้วอาบน้ำแต่งตัว จากนั้นจึงออกมาเคลื่อนไหวร่างกายหนึ่งกระบวนท่า เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการฝึก จากนั้นจึงหยุดแล้วแหงนหน้ามองฟ้า ไม่รู้ว่าที่น้องสาวตนพูดเมื่อวานคือเรื่องจริงหรือไม่ เพราะเวลาตอนนี้คนรับใช้ในจวนส่วนมากก็ยังไม่ตื่น พอคิดได้ถึงตรงนี้ ซูเหลียนอวิ้นก็ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาพอดี
“ท่านพี่” ซูเหลียนอวิ้นร้องเรียกขณะเห็นเงาของร่างที่ยืนแข็งทื่ออยู่กลางลานบ้าน “ท่านพี่ข้ามาตามนัดแล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่ก็อย่าทำไขสือล่ะ”
เมื่อซูมั่วเยี่ยหันตัวมาก็พบกับท่าทางกระตือรือร้นของซูเหลียนอวิ้น ตอนนั้นเขาจึงเกิดความกังวลใจขึ้น เพราะการฝึกวรยุทธ์ไม่ใช่การเล่นสนุก การฝึกจนถึงขั้นบาดเจ็บเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเป็นกังวลหนักอึ้งว่า “อืม...งั้นเจ้าทำท่านั่งม้าให้ข้าดูก่อนเถิด”
ท่านี้ไม่ทำให้ซูเหลียนอวิ้นลำบากแต่อย่างใด ต่อให้คนที่วรยุทธ์ไม่ได้เรื่องก็ย่อมรู้ว่าท่านั่งม้าทำอย่างไร จากนั้นนางจึงรีบทำท่านั่งม้าแล้วหันไปโอ้อวดกับซูมั่วเยี่ย
“ท่านพี่เจ้าคะ แบบนี้ไม่ผิดกระมัง”
เมื่อซูมั่วเยี่ยเห็นว่านางทำได้ไม่ผิด จึงพูดเสียงอ่อยว่า "เช่นนั้นเจ้าก็ฝึกท่านั่งม้าอยู่ที่นี่ ข้าขอเข้าไปเตรียมของในเรือนก่อน ก่อนที่ข้าจะกลับออกมาเจ้าจงทำท่านี้โดยห้ามขยับเขยื้อน หากเจ้าทนไม่ไหวแล้วขยับเขยื้อน ข้าจะไม่สอนให้เจ้า”
ซูมั่วเยี่ยหวังว่าการทำเช่นนี้จะสามารถขับไล่ความกระตือรือร้นในตัวซูเหลียนอวิ้นไปได้ นางจะได้เข้าใจว่าการฝึกวรยุทธ์ไม่ใช่เรื่องสนุก เพราะหากต้องการฝึกต่อไปจริง ความลำบากที่ต้องเผชิญต่อจากนี้ไปจะหนักหนากว่านี้มากนักต่อจากนี้ที่ต้องเผชิญ จะทรหดกว่านี้มากนัก
1