ลิขิตกลกาล: Chapter 008 ตอนที่ 8
เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai
ผู้แต่ง Damo Qi xi
บทที่ 8
วิชาการต่อสู้
ตะวันลอยตัวสูงขึ้นอย่างช้าๆ แสงแดดที่ทำให้เกิดความรู้สึกอุ่นสบายในตอนแรกนั้น เวลานี้กลับทำให้รู้สึกคล้ายว่ากำลังจะถูกแผดเผาจนมอดไหม้ยามแสงส่องต้องมาบนร่าง
ขาของซูเหลียนอวิ้นที่กำลังทำท่านั่งม้าอยู่เริ่มสั่นระริก แต่นางยังคงกัดฟันแล้วอดทนต่อไป เพราะเมื่อย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ร่างกายของนางคล้ายถูก*ฉีดเลือดไก่เข้าเส้น นางจะไม่มีทางถอดใจง่ายๆ เช่นนั้นแน่
หลีมู่ได้แต่ยืนอยู่ด้านหลังของซูเหลียนอวิ้นเงียบๆ แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากด้านในแขนเสื้อแล้วเช็ดเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผากของตน จากนั้นจึงแหงนหน้ามองท้องฟ้าและมองไปรอบๆ ตัว นางอดทนต่อไปไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้นว่า “คุณหนูเจ้าคะ พักก่อนดีหรือไม่ บ่าวจะได้เช็ดเหงื่อให้คุณหนูเจ้าค่ะ”
หลีมู่มองสำรวจรอบกายจึงพบว่าในตอนนี้ไม่มีผู้ใดเฝ้ามองอยู่ หากแอบหยุดพักชั่วครู่สักปะเดี๋ยวก็คงไม่มีผู้ใดรู้
ซูเหลียนอวิ้นหันไปมองหลีมู่แล้วขบริมฝีปากล่างแน่นขึ้น ในเมื่อนางรับคำท้าไปแล้ว ตอนนี้แม้ดูรอบด้านแล้วคล้ายไม่มีผู้ใดเฝ้าดูอยู่ แต่ซูมั่วเยี่ยจะต้องแอบเฝ้าสังเกตนางอยู่จากที่ใดที่หนึ่งบริเวณนี้แน่ หากนางแอบหยุดพักแม้เพียงครู่เดียว ซูมั่วเยี่ยจะต้องกระโดดออกมาจากที่ซ่อนอย่างแน่นอน ในอดีตก็เป็นเช่นนี้ ซูมั่วเยี่ยเข้มงวดกับการฝึกวรยุทธ์ของนางมาก
สิ่งที่ซูเหลียนอวิ้นคาดการณ์ไว้นั้นมิผิดเลยแม้แต่น้อย เวลานี้ซูมั่วเยี่ยกำลังยืนอยู่ที่มุมมืดสลัวในห้อง แล้วแอบสังเกตการณ์ซูเหลียนอวิ้นผ่านทางหน้าต่างห้อง เขาเห็นซูเหลียนอวิ้นขบริมฝีปากแน่นแต่ยังคงไม่แสดงท่าทียอมแพ้ออกมา ซูมั่วเยี่ยจึงถอนใจ ดูแล้วน้องสาวของเขาคงตัดสินใจแน่วแน่ที่จะฝึกวรยุทธ์แล้ว แต่เช่นนี้ก็ดีเพราะนี่ถือเป็นการพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่ความสนใจชั่วครั้งชั่วคราวของนาง เขาจึงวางใจลงได้บ้าง
“น้องหญิงเข้ามาในนี้เถิด”
สุดท้ายซูมั่วเยี่ยเองที่เป็นฝ่ายยอมแพ้ก่อน เขาเดินออกจากห้องไปแล้วกวักมือเรียกซูเหลียนอวิ้นให้เข้ามาด้านใน หากเทียบกับเวลาที่เขาตั้งเป้าไว้ในตอนแรก แค่นี้ยังถือว่าห่างไกลนัก ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ที่ซูเหลียนอวิ้นทำท่านั่งม้าไม่ถือว่าพิสูจน์อะไรได้เลย ทว่าเมื่อเห็นภาพความแน่วแน่ไม่ยอมแพ้บวกกับท่าทีเจ็บปวดของนางเช่นนั้นจะให้ซูมั่วเยี่ยแข็งใจต่อไปได้อย่างไร
“ดื่มน้ำสักหน่อยเถิด” ซูมั่วเยี่ยส่งแก้วชาให้ซูเหลียนอวิ้น และยังอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำพึมพัมต่อว่า “ดื่มช้าๆ หน่อย เมื่อกี้เจ้าเสียเหงื่อไปเยอะมาก...”
ยิ่งพูดใกล้จบประโยคเสียงของเขาก็ยิ่งเริ่มแผ่วลง
เวลานั้นซูเหลียนอวิ้นที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กำลังดื่มด่ำกับความเย็นสบายภายในห้องพร้อมความรู้สึกผ่อนคลายหลังจากที่ได้ดื่มชาเข้าไปแล้ว ตอนนั้นนางจึงฟังไม่ชัดว่าเมื่อครู่ซูมั่วเยี่ยพูดอะไรอยู่ จึงพลันบังเกิดความสงสัยขึ้น
จากนั้นนางจึงเอามือเช็ดน้ำที่เลอะอยู่ตรงมุมปากของตน และเงยหน้าขึ้นมองตรงไปยังเขาพร้อมถามขึ้นว่า “ท่านพี่ เมื่อครู่พูดว่าอะไรนะเจ้าคะ?”
“ไม่มีอะไร” ซูมั่วเยี่ยโบกมือปฏิเสธ ทว่ากลับหน้าแดงขึ้นมาเพราะสายตาน้องสาวที่จ้องมองตน “เจ้าพักผ่อนไปก่อนเถิด ข้า...ข้าจะไปเอาของที่ข้าเตรียมไว้เมื่อวาน” พูดจบก็รีบเดินหนีไปคล้ายทำความผิดอะไรไว้
เมื่อซูเหลียนอวิ้นเห็นเงาด้านหลังของพี่ชายค่อยๆ ห่างออกไปก็เกิดความรู้สึกเคว้งคว้าง
เมื่อครู่เมื่อกี้ท่านพี่ต้องการจะพูดอะไรกับนางกันแน่?
นางอยากรู้จริงๆ ว่านิสัยทำอะไรล้วนเขินอายไปหมดของพี่ชายนางนั้นเมื่อไหร่จะแก้ไขได้ ขณะซูเหลียนอวิ้นกำลังครุ่นคิด นางก็คิดบางอย่างขึ้นมาและแอบขำในใจ หากตอนที่แม่ให้กำเนิดนางกับพี่ชายออกมาแล้วเอาความขี้อายทั้งหมดมาไว้ในตัวนางก็คงจะดี มิเช่นนั้นเขาและนางสองคนพี่น้องจะแตกต่างกันมากเกินไปเช่นนี้ คนหนึ่งเป็นบุรุษที่เมื่อพูดคุยกับสตรีใดล้วนเขินจนหน้าแดง แต่อีกคนกลับเป็นสตรีที่วิ่งไล่ตามหลังบุรุษไปทั่วเมือง
เช่นนี้แล้วจะมีผู้ใดเชื่อว่าเขากับนางเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันอีก?”
ซูมั่วเยี่ยเดินเข้าไปในห้องหนังสือก็เพื่อให้ตัวเองได้ตั้งหลักสักหน่อย ที่จริงแล้วเขาอยากพูดหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาสองพี่น้องให้ดีขึ้น แต่กลับกลัวว่าตัวเองจะพูดมากเยอะไปจนทำให้น้องสาวรำคาญ พอคิดถึงภาพที่ตนปลีกตัวออกมาอย่างรีบร้อนเช่นนั้นก็ยิ่งหงุดหงิดตัวเอง
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าการพูดจาไม่ได้เรื่องนั้น ให้โทษเขาไม่น้อยทีเดียว
"เจ้าว่าเล่มนี้เป็นอย่างไร" ซูมั่วเยี่ยกำมือขึ้นปิดริมฝีปากแล้วกระแอมเบาๆ ก่อนเดินออกมาจากด้านในห้อง เขาคิดว่าตอนนี้ตัวเองจัดการกับอารมณ์ของตนได้เรียบร้อยแล้ว จะพูดจะจาอะไรก็คงจะไม่มีปัญหา
ซูเหลียนอวิ้นจึงรีบเดินเข้าไปรับตำราจากมือของพี่ชาย จากนั้นเปิดตำราพลิกดูอย่างคร่าวๆ จึงพบว่าเป็นตำราเกี่ยวกับกระบวนท่าการต่อสู้
ซูมั่วเยี่ยรีบอธิบายขึ้นทันที "กระบวนท่าต่อสู้ชุดนี้ไม่ยากนัก ทั้งยังไม่ต้องใช้พละกำลังมากมายอะไร ขอแค่มีความคล่องแคล่วและยืดหยุ่นใช้ได้เป็นพอ เมื่อคืนนี้ข้าตัดสินใจเลือกเล่มนี้ให้เจ้าเพราะเห็นว่าเหมาะสำหรับให้สตรีใช้ฝึกฝน" พูดจบก็ถูฝ่ามือเข้าด้วยกันคล้ายเกิดความตื่นเต้นขึ้นมาอีก เขากังวลว่าซูเหลียนอวิ้นจะไม่อยากฝึกกระบวนท่าที่เขาเป็นผู้เลือกให้ เนื่องจากสตรีทั่วไปมักจะนิยมกระบวนท่าต่อสู้ที่สวยสง่าน่ามอง
ซูเหลียนอวิ้นเปิดตำราดูอย่างตั้งใจและไม่ได้เอ่ยสิ่งใด หากตอนนี้นางรู้ว่าในใจของซูมั่วเยี่ยคิดสิ่งใดอยู่นางคงจะต้องหัวเราะเยาะเขาแน่
สวยสง่าหรือ? นางขอเพียงใช้งานได้จริงก็พอ
เป็นจริงอย่างที่ซูมั่วเยี่ยว่าไว้ กระบวนท่าต่อสู้นี้เหมาะกับสตรีอย่างยิ่งอีกทั้งยังง่ายต่อการเริ่มต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่มีพื้นฐานใดๆ แล้วคิดจะเริ่มเรียนเอากลางทางอย่างนาง แม้ว่าท่าต่อสู้พวกนี้จะดูธรรมดาทั่วไปและไม่สามารถใช้โจมตีใครได้ แต่หากใช้ในการต่อสู้จริง คงร้ายกาจกว่ากระบวนท่าที่สวยสง่าแต่ไร้พิษสงพวกนั้นหลายเท่าตัว
เมื่อซูเหลียนอวิ้นกวาดตาอ่านตำราเล่มนี้คร่าวๆ จนจบก็ปิดตำราหนังสือแล้วเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า "ท่านพี่ เลือกได้ถูกใจข้านัก ข้าจะเริ่มฝึกฝนจากเล่มนี้ก่อนเจ้าค่ะ"
การตอบรับอย่างง่ายดายของซูเหลียนอวิ้นทำให้ซูมั่วเยี่ยแปลกใจมากจึงพยักหน้ารับอย่างสับสน "เจ้าชอบก็ดีแล้ว แม้ว่าการต่อสู้ด้วยอาวุธจะร้ายกาจกว่านี้มาก แต่ยังถือว่ายังยากสำหรับเจ้าในตอนนี้ เพราะหากไม่ระวังอาจทำให้ตัวเจ้าเองบาดเจ็บได้ ช่วงนี้เจ้าจงฝึกกระบวนท่าพวกนี้ไปก่อน ระหว่างนี้ข้าขอเวลาหาอาวุธที่เหมาะสมกับเจ้าให้ได้ก่อน เมื่อเจ้าคุ้นเคยกับกระบวนท่าเหล่านี้แล้ว ถึงตอนนั้นข้าคงหาอาวุธให้เจ้าได้แล้วเช่นกัน"
"ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าเองไม่ได้รีบร้อน" ซูเหลียนอวิ้นหยักไหล่ ตอนนี้ยังมีเวลาอีกมาก นางรู้ดีว่าการรีบร้อนเกินเหตุ อาจทำให้ทุกอย่างล้มเหลว
"เช่นนั้นไปที่ลานบ้านกันเถอะ วันนี้พวกเรามาเริ่มเรียนจากกระบวนท่าแรกกันก่อน"
ซูมั่วเยี่ยเดินนำเข้าไปยังกลางลานบ้าน สูดหายใจเอาความอบอุ่นรอบกาย ในเวลาอันสั้น พลังงานก็ถูกสูบฉีดไปทั่วร่างกายของเขา
เมื่อซูเหลียนอวิ้นเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้น จึงรู้สึกว่าบรรยากาศช่างน่าขนลุก
นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นพี่ชายของนางเป็นแบบนี้
ตอนนี้แววตาของนางมาดมั่นหนักแน่น กล้ามเนื้อทั่วร่างตื่นเกร็ง จากนั้นนางจึงเดินเข้าไปกลางลานบ้าน แล้วฝึกฝนท่าทางการเคลื่อนไหวตามซูมั่วเยี่ยไปทีละท่า
หลีมู่ที่ยืนอยู่ใต้ร่มเงาเห็นการฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจังของพวกเขาทั้งสองคนจึงรู้สึกอิ่มเอมใจ ในที่สุดคุณหนูกับคุณชายใหญ่ก็อยู่ด้วยกันอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวเสียที ถึงอย่างไรก็เป็นพี่น้องท้องเดียวกันจะมีท่าทีเย็นชาต่อกันแบบนั้นไปทำไม คิดได้ดังนี้ก็ยิ่งโบกพัดในมือแรงขึ้น ภาพที่เห็นตรงหน้าช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง ภาพที่เห็นตรงหน้าต่างหากที่มองเห็นแล้วถึงจะรู้สึกดี
เพียงแต่...
หลีมู่เช็ดเหงื่อตัวเองอีกครั้ง ขนาดนางที่ยืนใต้ร่มเงายังมีเหงื่อไหลโทรมกายออกมากขนาดนี้ แล้วคุณหนูจะทนไหวหรือไม่นะ? หากเป็นลมหน้ามืดไปจะทำอย่างไรดี?
*ฉีดเลือดไก่ เป็นการแพทย์ของจีนในสมัยโบราณ ที่ว่ากันว่าสามารถรักษาได้สารพัดโรค อีกทั้งเมื่อฉีดเลือดไก่เข้าเส้นแล้ว คนผู้นั้นจะมีอาการคึก เลือดลมสูบฉีด ต่อมา ‘"ฉีดเลือดไก่’" จึงกลายเป็นสำนวนที่ใช้เปรียบเปรยคนที่มีอาการคึก ตื่นเต้น