ลิขิตกลกาล: Chapter 009 ตอนที่ 9
เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai
ผู้แต่ง Damo Qi xi
บทที่ 9
ปากเสีย
หลีมู่จ้องมองคนทั้งสองที่อยู่กลางลานบ้านอย่างตื่นตระหนก แต่เมื่อเห็นความตั้งใจจริงของพวกเขาทั้งสอง ฝีเท้าพลันหยุดชะงักปักหลักอยู่ที่เดิมโดยไม่รู้ว่าควรเข้าไปขัดจังหวะพวกเขาดีหรือไม่
โชคดีที่ซูมั่วเยี่ยเห็นเหงื่อที่ซึมผุดบนหน้าผากของซูเหลียนอวิ้นเสียก่อน จึงฝึกต่อไปเพียงหนึ่งกระบวนท่าแล้วจึงหยุดลงพร้อมพูดขึ้นว่า " วันนี้ข้าสอนเจ้าถึงแค่นี้ก็พอ เจ้ากลับไปดูตำราที่ข้าให้เจ้าอย่างละเอียดอีกครั้งก็ดี แต่ก็อย่ายึดตามตำราเสียทุกอย่างล่ะ เพราะการจะใช้ท่วงท่าได้อย่างคล่องแคล่วล้วนขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง ยึดตัวเจ้าเป็นสำคัญจะดีที่สุด"
ซูเหลียนอวิ้นหยุดการฝึกแล้วพยักหน้ารับอย่างหนักแน่นก่อนจะบิดขี้เกียจ แล้วตอบรับว่า " ฝึกท่าป้องกันตัวเหล่านี้ทำให้ข้าเกิดความรู้สึกว่าเลือดทั่วกายข้าสูบฉีดตามที่คิดเอาไว้จริงๆ รู้สึกสบายตัวยิ่ง"
ซูมั่วเยี่ยเพียงยิ้มรับ วันนี้เป็นครั้งแรกของเขาที่ค้นพบว่าที่แท้แล้วน้องสาวของเขาก็มีพรสวรรค์ในด้านวรยุทธ์เช่นกัน แต่เมื่อเขาคิดไตร่ตรองดูแล้วเพื่อไม่ให้ซูเหลียนอวิ้นลำพองใจมากจนเกินไป จะเป็นการดีกว่าหากเขายังไม่กล่าวคำชมใดออกไป เพราะหากเก็บเอาไว้พูดทีหลังก็ไม่สาย
ซูมั่วเยี่ยแหงนมองฟ้าเพื่อคาดคะเนเวลา จึงพบว่าสายมากแล้ว เขาเองก็ควรไปยังค่ายทหารได้แล้วเช่นกัน
"น้องอวิ้น" ซูมั่วเยี่ยมองไปยังซูเหลียนอวิ้นที่คล้ายครุ่นคิดถึงการฝึกเมื่อครู่อยู่ "สายมากแล้ว ข้าควรไปที่ค่ายทหารได้แล้ว วันนี้เจ้าจะไปเรียนที่ห้องเรียนหรือไม่?"
ซูเหลียนอวิ้นลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เมื่อครู่มัวแต่ตื่นเต้นอยู่กับการฝึกวรยุทธ์จนลืมเรื่องเวลาไปเสียสิ้น ตอนนี้เมื่อดูเวลาก็พบว่าสายไปมากแล้วจริงๆ ซูเหลียนอวิ้นคิดจะเอ่ยปฏิเสธออกไปเพราะตอนนี้ฮองเฮาทรงอนุญาตให้นางพักผ่อนได้ ใครจะยังว่าอะไรนางได้อีกเล่า? แต่เมื่อตั้งท่าจะพูด นางกลับคล้ายนึกคิดสิ่งใดออกจึงยั้งคำพูดเหล่านั้นเอาไว้
ซูเหลียนอวิ้นนึกถึงตัวเองในชาติก่อน ตอนนั้นนางก็ป่วยเพราะพลัดตกลงไปในน้ำ ทำให้ไม่ได้ไปเรียนที่ห้องเรียนเกือบครึ่งเดือน และเมื่อนางกลับไปเรียน นางไม่เพียงตามเนื้อหาที่อาจารย์สอนไม่ทันเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าร่วมงานชุมนุมกลอนวสันตฤดูที่กำลังจะจัดขึ้นที่เมืองหลวง เดิมทีเดิมนางเองก็ไม่ได้มีความสามารถด้านบทกลอนเท่าไรนักอะไรนัก ทั้งยังหยุดเรียนเที่ยวเล่นไปตั้งครึ่งเดือนเต็มๆ ดังนั้นบทกวีหรือคำกลอนสละสลวยใดๆ ล้วนเลือนหายไปหมดสิ้น ในการชุมนุมบทกลอนครั้งนั้น นับว่านางได้กลายเป็นสตรีที่มีชื่อเสียง ชื่อเสียงนั้นคือมีภาพลักษณ์ของผู้ที่ไร้ความรู้ความสามารถอันดับหนึ่งของเมือง และตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา สายตาของต้วนเฉินเซวียนไม่เพียงเฉยเมยกับนางเท่านั้น แต่ยังใช้สายตาดูถูกแต่สายตาคู่นั้นยังดูถูกนางอีกด้วย
คราวนี้จะไม่ให้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว! ซูเหลียนอวิ้นกำหมัดกำมัดของตัวเองไว้แน่น หากต่อไปยังเห็นใบหน้าดูถูกเย้ยหยันของต้วนเฉินเซวียนอีก...
เพียงนึกภาพจินตนาการถึงเหตุการณ์เช่นนั้น
นางก็คงอดไม่ได้ที่จะใช้วิชาต่อสู้ที่ฝึกไปเมื่อครู่ตอกหน้าเขากลับไป
ซูเหลียนอวิ้นหลุดจากภวังค์ แล้วมองไปยังซูมั่วเยี่ยอย่างแน่วแน่ "ท่านพี่เจ้าคะ ไหนๆ ห้องเรียนกับค่ายทหารก็ไปทางเดียวกันได้แล้ว ข้าไปกับท่านดีกว่า รีบไปตอนนี้คงยังไม่สายมากนัก"
เมื่อครู่ซูมั่วเยี่ยเพียงถามไปส่งๆ เท่านั้น นึกไม่ถึงว่าซูเหลียนอวิ้นจะตอบตกลงไปจริงๆ สีหน้าของเขาจึงปรากฏแววประหลาดใจ แต่ไหนแต่ไรมาน้องสาวของเขาเกลียดการแต่งและวิจารณ์ความงามของบทกลอนเป็นที่สุด ตอนนี้การที่นางหันมาสนใจวรยุทธ์ยังเป็นสิ่งที่เขาพอเข้าใจได้ แต่สำหรับเรื่องการเรียนหนังสือนั้นทำให้เขาประหลาดใจนัก
แต่ซูมั่วเยี่ยเพียงเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ เพราะถึงอย่างไรการไปห้องเรียนก็ไม่ได้มีข้อเสียอะไร เขาจึงพยักหน้า "ตอนนี้รถม้าคงพร้อมแล้ว เจ้าอยากกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนหรือไม่? หรือว่าจะออกเดินทางกันเลยดี?"
ซูเหลียนอวิ้นยกแขนเสื้อขึ้นมาดมดูจนทั่ว จึงรู้สึกว่ากลิ่นยังพอทนได้ ตอนนี้หากนางย้อนกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนคงเสียเวลามากเกินไปดังนั้นจึงตัดสินใจใส่ชุดเดิม อีกทั้งบนรถม้าคงมีชุดสำรองเตรียมเอาไว้ ถ้าอยากเปลี่ยนชุดจริงๆ ก็สามารถเปลี่ยนบนรถม้าได้เช่นกัน
........................................
บนรถม้า หลีมู่กำลังโบกพัดพัดให้ซูเหลียนอวิ้นอย่างรู้หน้าที่
หลีมู่เห็นตาของซูเหลียนอวิ้นงัวเงียใกล้จะปิดเต็มที่ก็รู้สึกเป็นห่วง เพราะวันนี้คุณหนูตื่นเช้าเกินไปตอนนี้จึงเหนื่อยล้าเต็มที จากนั้นหลีมู่จึงเลิกม่านขึ้นเพื่อดูข้างทางจึงพบว่ารถจวนจะถึงวังหลวงแล้ว ต่อให้นอนก็คงนอนได้อีกไม่เท่าไหร่ ตอนนี้หลีมู่จึงเกิดความกังวลใจขึ้นมาอีก เพราะกลัวว่าหากซูเหลียนอวิ้นเผลอหลับคาห้องเรียนไปจะทำอย่างไร หรือเพียงมีสีหน้างัวเงียไม่แจ่มใสก็น่าขายหน้าแก่ผู้อื่นเช่นกัน
"คุณหนู? คุณหนูเจ้าคะ" หลีมู่สะกิดซูเหลียนอวิ้นที่นั่งเอนหลังกับพนักพิงนั่งพิงผนังรถม้าเบาๆ "คุณหนูตอนนี้รถม้าจวนจะถึงวังหลวงแล้ว คุณหนูรีบตื่นเร็วเข้าเถิดเจ้าค่ะ ขืนยังนอนต่ออีก หน้าตาต้องงัวเงียไม่น่ามองแน่เจ้าค่ะ"
ซูเหลียนอวิ้นได้ยินดังนั้นก็เพียงส่งเสียง "อืม" แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของนางยังคงสดใส ไม่ปรากฏความงัวเงียเลยแม้แต่น้อย
ที่จริงแล้วเมื่อครู่ซูเหลียนอวิ้นไม่ได้หลับ เพียงแค่หลับตาพักผ่อนเพื่อให้ตนเองรู้สึกมีเรี่ยวแรงมากขึ้นก็เท่านั้น เพราะเมื่อเข้าไปในห้องเรียนแล้ว คงจะต้องรับมือกับศึกอีกหลายด้านมีศึกที่เตรียมจะเปิดฉากขึ้นอีกมากมาย ทั้งยังต้องไปพบบรรดาเพื่อนเก่าเหล่านั้นอีก จะไม่ให้นางตื่นเต้นและกังวลได้อย่างไรกันเล่า
รถม้าเคลื่อนตัวช้าๆ ไปหยุดลงอยู่ที่หน้าประตูวัง คนขับรถม้าเปิดม่านขึ้นแล้วรายงานว่า "คุณหนูตอนนี้ถึงแล้ว ค่อยๆ ลงนะขอรับ"
ซูเหลียนอวิ้นก้าวลงรถโดยเหยียบบนบันไดเล็กๆ ที่คนขับรถม้าเตรียมไว้ให้ จากนั้นจึงเงยหน้ามองไปยังพระราชวังที่โอ่อ่าตระการตาเบื้องหน้าตนแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ
ซูเหลียนอวิ้นมาถึงแล้ว
ในห้องเรียน
"นี่ พวกเจ้าได้ยินเรื่องของซูเหลียนอวิ้นแล้วหรือยัง"
"เรื่องอะไรเหรอ? เรื่องที่นางพลัดตกน้ำใช่หรือไม่? เรื่องนี้ใครๆ เขาก็รู้กันทั่วแล้ว ยังจะมีอะไรน่าสนใจอีกเล่า" คนผู้นั้นโบกมืออย่างไม่ใส่ใจในหัวข้อสนทนานี้แม้แต่น้อย
"อะไรกัน" ผู้ที่เริ่มบทสนทนาเมื่อครู่พอถูกขัดจังหวะขัดเข้าจึงรู้สึกไม่ชอบใจ "เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดนางจึงพลัดตกน้ำ? ไหนลองเล่าให้ฟังซิสิ"
"เรื่องนั้น...ข้าไม่ค่อยรู้แน่ชัด"
"นั่นไง งั้นก็แสดงว่าไม่รู้น่ะสิ" ถึงตรงนี้คนผู้นั้นจึงชูคอขึ้นมาอีกครั้งแล้วกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น "เท่าที่ข้ารู้มา เหตุเกิดเพราะหมดอาลัยตายอยากในความรัก ดังนั้นจึงตั้งใจกระโดดน้ำตายเพื่อความรัก แต่ดันไม่สำเร็จ ตอนนี้เรื่องจึงกลายเป็นว่านางไม่ทันระวังจึงพลัดตกลงไปในน้ำเท่านั้น"
"อะไรนะ?" คนสองสามคนเมื่อครู่ เริ่มตีวงเข้ามาจับกลุ่มคุยกัน แล้วถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกใจว่า "เจ้ารู้ได้อย่างไร? ไหนเจ้าลองพูดมาซิสิว่าทำไมนางถึงหมดอาลัยตายอยากในความรัก"
"นั่นย่อมเป็นเพราะมีความรักน่ะสิ" คนผู้นั้นตบโต๊ะฉาด "ได้ยินมาว่าช่วงนี้ซูเหลียนอวิ้นตกหลุมรักคุณชายต้วนของพวกเรา น่าเสียดายที่ต้วนเฉินเซวียนไม่เหลียวแลนาง ดังนั้นนางจึงรู้สึกขายหน้าและเสียใจมาก พวกเจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง"
"อ่อ เป็นเช่นนี้เองหรือ" บรรดาผู้ที่ล้อมวงอยู่ต่างพยักหน้ารับอย่างวางใจเชื่อถือ โดยที่ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าคำกล่าวอ้างของคนผู้นี้มีหลายประการที่ไม่น่าเชื่อถือ
ซูเหลียนอวิ้นที่ยืนอยู่หน้าประตูได้ยินเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบอย่างชัดเจนแน่ชัด นางโกรธมากจนร่างทั้งร่างสั่นเทา นางเพิ่งบอกไปว่าในเวลาช่วงนี้ของเมื่อชาติที่แล้ว เรื่องนี้ยังไม่มีผู้ใดรู้มากนัก แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนทั่วหล้าล้วนรับรู้ ราวกับเห็นด้วยตาตัวเอง ถึงได้รู้เรื่องละเอียดปานนั้น ที่แท้เป็นเพราะมีผู้ที่คอยปากยื่นปากยาวนินทาลับหลังผู้อื่นเช่นนี้อยู่นี่เอง
ทันใดนั้นเองฉับพลัน ซูเหลียนอวิ้นก็เงยหน้าขึ้น แล้วซ่อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเอาไว้อย่างมิดชิด นางอมยิ้มเล็กน้อยแล้วเดินตรงเข้าไปในห้องเรียน คราวนี้นางจะต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นผู้ที่พูดจาไม่รักตัวกลัวตายเช่นนี้ ในเมื่อควบคุมปากของตัวเองไม่อยู่ หากนางจะควบคุมให้ก็อย่าโทษนางก็แล้วกัน