ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 001 ตอนที่ 1
ตอนที่ 1 ฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยม
“ครืน ครืน เปรี้ยง!”
ท่ามกลางท้องนภาสีดำทะมึนปรากฏเป็นสายฟ้าที่ดุดันฟาดผ่าลงมาจนเกิดเป็นรอยแยก ตามด้วยเสียงฟ้าร้องที่น่าหดหู่อย่างแปลกประหลาด ลมพัดกระโชกแรง ใบไม้ร่วงหล่นปลิวทั่วท้องฟ้า ฝุ่นธุลีคลุ้งตลบไปทั่วสารทิศ
เมื่อไฟได้รับแรงลม ทำให้เกิดเป็นเสียงประกายไฟแตกกระจายรุนแรงผิดปกติ
ทั่วบริเวณนั้นต่างอื้ออึงไปด้วยเสียงกรีดร้องของกลุ่มผู้คน
“ดับไฟ รีบดับไฟเร็วเข้า!”
“สวนฉินเกิดเพลิงไหม้แล้ว!”
ทั่วสารทิศนั้นล้วนเต็มไปด้วยผู้คนที่ถือแท่งดับเพลิงและถังน้ำมุ่งไปยังสถานที่เกิดเพลิงไหม้นั่นอย่างกระวีกระวาด ทว่าสถานการณ์เพลิงไหม้นั้นกลับไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลงเลยแม้แต่น้อย
“มารดามันเถอะ สถานการณ์เพลิงไหม้นี้ก็รุนแรงเกินไป เกรงว่าผู้คนที่อยู่ในสวนฉินคงจะออกมาไม่ทันแล้ว!” ชายร่างสูงแต่งกายด้วยชุดนักการนายหนึ่งปัดหนวดเครารกรุงรังของเขาที่ถูกไฟไหม้จนเกรียม แยกเขี้ยวยิงฟันบ่นพึมพำ
เหล่านักการที่ถือถังน้ำอยู่บริเวณโดยรอบนั้นต่างก็ก้มศีรษะที่เต็มไปด้วยเขม่าควันลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก ทอดถอนใจด้วยความหดหู่
แม้สวนฉินที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามซึ่งครอบคลุมพื้นที่มณฑลอวิ๋นโจวจะเป็นสวนส่วนตัว แต่เพราะครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่บริเวณริมทะเลสาบซีหู อีกทั้งภายในศาลายังมีการแกะสลักคานลงสีเสา ถือเป็นหนึ่งในสิบจุดชมทิวทัศน์ของเจียงหนาน จึงน่าเสียดายที่จะต้องถูกไฟเผาไหม้ไปจนหมด
สิบทิวทัศน์แห่งเจียงหนาน จากนี้ไปคงจะน้อยลงอีกหนึ่ง
ฉู่อวี๋เช็ดเขม่าควันที่อยู่บนใบหน้าของตน เงยหน้าขึ้นมองเปลวเพลิงที่ลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง เมื่อได้ยินเสียงร้องโหยหวนเหล่านั้นก็อดไม่ได้ที่จะหวาดกลัว
นางเป็นตำรวจมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นไฟลุกโชนรุนแรงเช่นนี้ ราวกับว่ามันจะไม่สามารถดับมอดลงได้ตลอดกาล ทำได้แค่เพียงรอให้มันเผาไหม้ทุกสิ่งทุกอย่างไปจนสิ้น
ฉู่อวี๋หรี่ดวงตากลมโตมองไปยังสวนฉินที่อยู่ไม่ไกลนั้น สายตาก็ฉายแววกังวลใจออกมา “พี่ใหญ่ ข้าว่าเพลิงไหม้นั่นมีบางอย่างที่ผิดปกติ ทางทิศตะวันออกของสวนฉินนั้นล้วนเป็นบ้านเรือนร้านค้า หากว่าไฟลุกลามไป...”
ก็ไม่รู้ว่าต้องมีผู้คนตกตายอีกมากเท่าไร แล้วยังมีคนอีกมากน้อยแค่ไหนที่ไร้บ้านให้กลับ
เพียงแต่ประโยคหลังยังไม่ทันได้เอ่ยออกไปนั้น ยามที่นางทอดมองไปไกลๆ แล้วก็ต้องพลันตกตะลึง
ทางทิศตะวันออกของสวนฉินนั้นก็ไม่รู้ว่าเกิดเขม่าควันขึ้นโดยรอบตั้งแต่เมื่อไร เสียงนั้นดังสนั่น ความโกลาหลนั้นก็มากกว่าสถานที่ที่พวกเขาไปช่วยดับไฟเสียอีก บ้านเรือนหลายหลังพังทลายลงมาพร้อมเสียงสะเทือนเลือนลั่น
หลังจากนั้นผู้คนมากมายใช้แท่งดับเพลิงฉีดพ่นละอองน้ำทำให้บ้านเรือนที่พังทลายลงเหล่านั้นปลอดโปร่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีคนกลุ่มหนึ่งแต่งการด้วยชุดสีเข้ม สวมรองเท้ายาวขับรถม้าเข้ามาด้วยความรวดเร็วเป็นอย่างมาก พาบรรดาชาวบ้านที่บ้างกำลังสับสนงงงวย บ้างก็ตีโพยตีพายอยู่ข้างถนนประคองขึ้นรถม้า จากนั้นก็หมุนตัวหวดม้าให้ออกวิ่งไป
ระดับความเร็ว ท่าทางที่คล่องแคล่ว ทักษะที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีก็ทำให้ฉู่อวี๋มองตาไม่กะพริบ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น “นี่คือ...”
“นี่ไม่ใช่การปล้น หากแต่เป็นคนของตระกูลฉินที่กำลังตัดการลุกลามของไฟ จึงต้องรื้ออาคารเหล่านั้นซึ่งใกล้กับสวนฉินที่เกิดเพลิงไหม้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายและผู้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อครู่นี้ก็ได้ยินคนของสวนฉินประกาศจ่ายค่าชดเชยเบื้องต้นสองร้อยตำลึงเงิน อีกทั้งยังมอบบ้านหลังใหม่ให้อีก” นักการที่มีหนวดเครารกรุงรังมองไปยังที่ไกลๆ พลางเอ่ยพึมพำเสียงเบา
ฉู่อวี๋รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง “สองร้อยตำลึง? จริงหรือเท็จกัน”
สามสิบตำลึงเงินก็เป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตทั้งปีของคนธรรมดาในยุคสมัยนี้ สองร้อยตำลึงก็ถือว่าเป็นตัวเลขจำนวนมาก ทั้งยังมอบบ้านให้อีก นี่ช่างมากมายยิ่งนัก!
นางลอบทอดถอนใจ ถึงแม้ว่าจะเป็นนางที่มาจากยุคสมัยปัจจุบัน แล้วตื่นขึ้นมาเป็นคนในยุคสมัยนี้อย่างไม่มีที่มาที่ไปก็ตาม แต่ก็ยังรู้สึกว่านั่นล้วนเป็นการจัดการได้อย่างเฉียบขาด อีกทั้งความรวดเร็วในการรื้ออาคารสาดน้ำนั่นอีก ล้วนไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะสามารถทำได้เลย
“เจ้าของสวนฉินแห่งนี้ ช่างร่ำรวยยิ่งนัก!” นางถูมือไปมา เกิดความรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมาเล็กน้อย
นางอยู่ที่นี่เป็นตำรวจไปวันๆ ในหนึ่งเดือนได้รับเบี้ยหวัดก็ไม่เกินสามตำลึงเงิน หากว่านางก็มีบ้านที่รอให้คนมารื้อเช่นนี้ก็คงจะดียิ่งนักเลยทีเดียว
แต่ก็ไม่รู้ว่าหากนางได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติงานในสถานการณ์เพลิงไหม้นี้แล้ว เช่นนั้นเจ้าของสวนฉินจะให้ค่าชดเชยเพื่อตอบแทนน้ำใจหรือไม่
“ตระกูลฉินเป็นตระกูลใหญ่ มีกิจการมากมาย อีกทั้งยังควบคุมผลิตภัณฑ์สิ่งทอของเจียงหนาน ร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า จะนับประสาอะไรกับแค่สองร้อยตำลึงเงิน” หลังจากเหล่าหูทอดถอนใจออกมาแล้ว เมื่อเผลอเหลือบมองไปคราหนึ่งก็เห็นดวงตาของเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าของตนกลิ้งกลอกไปมา เช่นนั้นจึงยื่นมือออกไปดีดแรงๆ เข้าที่หน้าผากของนางหนึ่งทีโดยมิได้เกรงใจแม้แต่น้อย
“เจ้าอย่าคิดอะไรซี้ซั้วเป็นอันขาด สถานที่เกิดเพลิงไหม้นั้นอันตราย หากเกิดอะไรขึ้นมาท่านแม่และพี่สะใภ้ของเจ้าคงไม่ปล่อยข้าไปแน่!”
ดีดครั้งนี้ก็โดนดั้งจมูกของนางเข้าพอดี ฉู่อวี๋เจ็บจมูกจนแทบจะกระโดดโหยงขึ้นมา นางลูบคลำจมูกของตนแล้วตะโกนร้องลั่น “ท่านก็นะ ลงมือไม่รู้จักหนักเบาเสียเลย!”
“พี่ใหญ่หวังดีต่อเจ้า เด็กสาวเช่นเจ้านั้นโลภมากลามก อย่าคิดสละชีวิตตัวเองเพื่อเงินไม่กี่แท่งเชียว!” เหล่าหูตีหน้าขรึมพลางกำชับขึ้น
เหล่านักการที่ใบหน้ามอมแมมเต็มไปด้วยเขม่าที่อยู่โดยรอบนั้นต่างก็ลอบหัวเราะขึ้นมา
น้องสาวของหัวหน้าคนนี้เป็นคนละโมบ เรื่องเห็นแก่ทรัพย์สินเงินทองนี้เป็นที่หนึ่ง ไม่มีความสงบเสงี่ยมเฉกเช่นสตรีนางอื่นเลยแม้แต่น้อย ยามเห็นชายหนุ่มรูปงามก็มองจนตาค้าง ครั้งที่แล้วยังดึงแขนเสื้อของบัณฑิตหน้าขาวผู้ที่มาร้องเรียนเพื่อขอที่อยู่ของเขา ทำให้บัณฑิตผู้นั้นอับอายเสียจนไม่กล้าร้องเรียนเรื่องอะไรแล้ว ลนลานและวิ่งหนีไป
ฉู่อวี๋หันหน้าไปก็ถลึงตาใส่เหล่านักการทีละคน
ตั้งแต่ที่นางตื่นลืมตาขึ้นมาในยุคสมัยนี้ก็ถูกครอบครัวของเหล่าหูพบที่ถนนและเก็บกลับไป ครานั้นร่างเล็กนี้ก็อายุได้เพียงสิบสองปี หลายปีมานี้โตขึ้นมาหน่อยก็น่าจะประมาณสิบเจ็ดปีได้
เหล่าหูเป็นหัวหน้านักการในจวนข้าหลวงของอวิ๋นโจว ครอบครัวของเขามีท่านแม่หนึ่งคน ภรรยาอีกหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาพวกเขาสามีภรรยานั้นไม่มีลูก ทั้งครอบครัวล้วนชอบที่นางปากหวานราวกับทาด้วยน้ำผึ้ง นิสัยไร้เดียงสาน่ารัก เช่นนั้นจึงรับนางมาเลี้ยง พร้อมตั้งชื่อเล่นให้นางว่า เสี่ยวอวี๋
เมื่อร่างนี้อายุครบสิบสี่ปีเต็ม นางก็คิดหาวิธีที่จะได้เข้าไปอยู่ในศาลาว่าการ
หลังพิงต้นไม้ใหญ่อาศัยความร่มเย็น[footnoteRef:1] ใต้ร่มเงาของเหล่าหูที่อายุมากกว่านางเป็นกี่สิบปีนั้น นางก็ใช้ชีวิตอย่างดุจปลาได้น้ำ[footnoteRef:2] [1: หลังพิงต้นไม้ใหญ่อาศัยความร่มเย็น เป็นสำนวน หมายถึงเมื่อมีที่พึ่งพิง เรื่องราวทุกอย่างก็ไร้ปัญหา] [2: เปรียบกับพบเจอคนที่เข้ากันได้หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับตนเอง]
นี่ก็คือเหตุผลที่นางชอบยุคสมัยนี้ ซึ่งไม่มีอยู่จริงในชาติที่แล้ว
ขณะนี้นางอาศัยอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าต้าหยวน
แน่นอนว่าต้าหยวนนี้มิใช่ต้าหยวน[footnoteRef:3]ที่คนทั่วไปรู้จัก ไม่เพียงแต่ไม่มีชนชาติต๋าจื่อ[footnoteRef:4]ที่แบ่งผู้คนออกเป็นระดับสามหกเก้า อีกทั้งกองกำลังของแคว้นยังเข้มแข็งเกรียงไกร เรือลำใหญ่ชักใบเรือออกแล่นสู่ท้องทะเลอันกว้างไกลไปสู่แคว้นอื่นๆ [3: ต้าหยวน หรือราชวงศ์หยวนของจีน ที่ปกครองด้วยชาวมองโกล] [4: เป็นคำที่ชาวฮั่นใช้เรียกรวมชนกลุ่มน้อยทางตอนเหนือในสมัยก่อน]
เนื่องจากเคยมีจักรพรรดินีในตำนานปกครองมาก่อน ข้อจำกัดของสตรีจึงน้อยลงไปกว่าครึ่ง สถาปนาประเทศกว่าร้อยปี แม้ว่าขุนนางหญิงจะมีจำนวนน้อยมาก ทว่าหญิงที่ทำการค้านั้นไม่น้อยเลย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสตรีที่หลังจากหย่าแล้วจดทะเบียนสำมะโนครัวเพียงลำพัง ใช้ชีวิตโดยอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดี่ยว
ประเพณีนิยมของสังคมอันเปิดกว้างเช่นนี้ทำให้นางใช้ชีวิตอย่างดุจปลาได้น้ำ
น่าเสียดายที่ถึงแม้ว่าค่านิยมทางสังคมจะเปิดกว้าง แต่ทว่าบุรุษสามารถมีสามภรรยาสี่อนุได้ กลับกันหากสตรีที่ทำเช่นนี้ กลับโดนดูถูกเหยียดหยาม
การอบรมสั่งสอนที่นางได้รับมาเมื่อชาติก่อนนั้นทำให้ไม่สามารถอดทนต่อเรื่องนี้ได้ ก็คงต้องรอตัวเองอายุครบสิบแปดปีเต็ม กลายเป็นสาวเทื้ออายุมากที่ไม่มีใครต้องการ ไปยังฝ่ายราชการด้วยตัวเองยื่นคำร้องจดทะเบียนสำมะโนครัวเป็นหัวหน้าครอบครัวหญิง
ฉู่อวี๋แค่นเสียงฮึออกเบาๆ ครั้งหนึ่ง “โง่งมเช่นพวกเจ้าจะไปเข้าใจอะไร มองผู้ชายให้เยอะหน่อย หลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าครอบครัวหญิงแล้ว จึงจะแต่งเขยเข้าบ้านได้ง่าย...”
คำว่า “แต่งเขยเข้าบ้าน” เพิ่งจบลง ดวงตากลมโตของนางเบิกกว้างขึ้นในทันใด จ้องมองไปยังด้านหน้าด้วยตาที่เบิกค้าง
คำพูดตรงไปตรงมาของนางทำให้เหล่าหูตกตะลึง ตีหน้าขรึมเตรียมที่จะตำหนิ แต่กลับพบว่าสีหน้าของนางนั้นผิดปกติ จึงมองตามสายตาของนางไป
มองตรงไปก็เห็นเงาร่างสูงซึ่งกำลังอุ้มเด็กชายหน้าตาน่ารักอายุประมาณสามขวบออกมาจากกองไฟ เขาสวมใส่ด้วยอาภรณ์สีขาวทั้งร่าง ทว่ากลับไม่แปดเปื้อนด้วยฝุ่นธุลีแม้แต่น้อย
ฉู่อวี๋อึ้งตะลึง ประกายตาสว่างไสว คนผู้นั้นมีผมสีดำ บนศีรษะมีปิ่นหยกด้ามยาวด้ามหนึ่งปักอยู่ ปอยผมยาวบางส่วนหล่นกระทบลงมาเคลียข้างแก้ม ทว่ากลับไม่ดูรกตาแม้แต่น้อย เห็นใบหน้าด้านข้างของเขาที่กำลังก้มลงปลอบเด็กน้อยที่หวาดกลัวอยู่ในอ้อมกอดด้วยเสียงแผ่วเบา ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไร เห็นเพียงแต่ผิวขาวราวหิมะและจอนผมของเขาที่ปรากฏสู่สายตา ปลายจมูกล่างจนไปถึงช่วงกรามถูกแสงสว่างส่องกระทบลงให้เห็นเป็นเค้าโครงที่งดงาม
ทว่าสิ่งที่ทำให้นางใจเต้นระรัวในชั่วขณะก็คือดวงตาเรียวงามเป็นประกายคู่นั้นของเขา ดวงตาของเขาหลุบลง ทำให้เห็นเป็นเงาขนตาที่ดูราวกับขนวิหคอ่อนโยน ดวงตาเรียวยาวนั้นประดับอยู่ผิวขาวราวหิมะของเขา เป็นราวกับหมึกดำหยดหนึ่งที่แต่งแต้มลงบนภูเขาหิมะคุนหลุน ถัดขึ้นไปเหนือดวงตาก็เป็นคิ้วโค้งมนนุ่มนวลได้รูป ดูงดงามอย่างหาได้ยาก
รูปลักษณ์กระจ่างใสนุ่มนวลเป็นพิเศษของเขานั้นก็เป็นราวกับสายน้ำที่ให้ความรู้สึกเย็นอยู่บ้าง ด้านหลังของเขาเป็นเปลวไฟที่ลุกโชนรุนแรง แต่มันกลับถูกสยบลงด้วยความเยือกเย็นของบุรุษชุดขาวราวหิมะผู้นั้น
สถานที่เกิดไฟไหม้นั้นเปรียบดั่งนรก ทว่าไม่แบ่งแยกบุรุษสตรี ผู้คนต่างก็เกิดความลุ่มหลงในชั่วพริบตา อิจฉาเด็กน้อยคนนั้นที่ได้รับการปฏิบัติจากเขาอย่างอ่อนโยน
แน่นอนว่าฉู่อวี๋เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น นางรู้สึกราวกับว่าตนเองได้มองเห็นภาพฉากแห่งความฝันที่ไม่ควรเกิดขึ้นจริงในแดนมนุษย์แล้วหรือไม่ พลางพึมพำกับตัวเองว่า “เทพบุตร...”
“รู้ว่าเป็นเทพบุตร ก็อย่าริอ่านเป็นคางคกอยากกินเนื้อเทพ[footnoteRef:5]!” [5: อุปมาถึงคนที่ไม่รู้จักประมาณตน อยากได้ในสิ่งที่เกินฐานะตนเอง]
น่าเสียดายที่หัวหน้าสายตรวจผู้มีหนวดเครารกรุงรังกลับดีดที่หน้าผากของน้องสาวของตนอีกครั้งอย่างไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย
ฉู่อวี๋ถูกดีดจนได้สติในทันใด จ้องมองเขาอย่างโกรธเคืองพร้อมถีบเข้าไปที่ผู้ที่มีหนวดเครารกรุงรังหนึ่งทีโดยไม่เกรงใจแม้แต่น้อย “ไสหัวไป!”
ใช้คางคกมาบรรยายน้องสาวของตนก็มีแค่คนระยำอย่างเหล่าหูนี่ละ
ผู้อื่นเป็นเทพบุตร อยู่เหนือแดนมนุษย์ ทว่านางกลับเป็นสัตว์เดรัจฉานเช่นคางคกอย่างนั้นหรือ!
หากไม่ใช่พี่ชายของตนแล้ว นางก็คงใช้เข็มเจาะเขาให้กลายเป็นรังผึ้งเสีย ดูสิว่าจะสามารถทำนำผึ้งได้หรือไม่
นักการน้อยที่อยู่ด้านข้างก็เข้ามาประสมโรง หัวเราะแหะๆ ด้วย “นี่ เสี่ยวอวี๋ หัวหน้าก็กลัวว่าเจ้าเห็นบุรุษรูปงามแล้วจะเกิดความคิดลามกอะไรขึ้นมาอีก แต่ทว่านั่นคือฉินเซิง คุณชายสามแห่งตระกูลฉินเชียวนะ ผู้คนมักเรียกขานเขาว่าคุณชายฉิน เขาก็เป็นเจ้าของสวนฉินแห่งนี้!”
ฉู่อวี๋ใจลอยไปชั่วขณะ “เขาเป็นหนึ่งในสิบทิวทัศน์แห่งเจียงหนานที่เป็นคน...เทพฉินผู้จิตใจดีมีเมตตา เป็นราวจันทราที่ส่องประกายให้กับดวงวิญญาณในค่ำคืนที่มืดมิด”
นักการน้อยยิ้มจนตาหยี “พี่เสี่ยวอวี๋ในเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็อย่าแกล้งโง่นักเลย”
สิบทิวทัศน์แห่งเจียงหนาน เก้าทิวทัศน์เป็นสิ่งของ หนึ่งทิวทัศน์เป็นคน ใต้หล้านั้นต่างรู้กันทั่ว
ฉู่อวี๋ได้ยินดังนั้น ก็พลันใจลอยมองไปยังผู้ที่สวมชุดสีขาวที่ได้ช่วยเหลือและปลอบประโลมเด็กน้อยด้วยความอ่อนโยน หลังจากจึงส่งให้ผู้เป็นมารดาซึ่งเป็นกังวลใจและมารอรับอย่างยินดี
ทุกการกระทำของคนผู้นั้น ช่างสง่างามสมบูรณ์แบบโดยธรรมชาติ
เพียงแต่ว่า หลังจากนั้นเขาก็ใช้ผ้าเช็ดเข้าที่มือของตนเองที่ถูกเด็กน้อยจับเอาไว้ด้วยกิริยาท่าทางนุ่มนวลและระมัดระวัง จากนั้นก็โยนผ้าเช็ดมือไปในกองไฟทันที
ฉู่อวี๋เลิกคิ้วเล็กน้อย การกระทำเช่นนี้ในสายตาของคนทั่วไปแล้วก็คงจะแสดงถึงความอ่อนโยนความเอาใจใส่ที่แสนจอมปลอมอย่างมาก ทว่า...
เขาที่ทำมันเช่นนั้นกลับทำให้ผู้คนไม่ได้เกิดความรู้สึกไม่ดีเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งไม่ได้หลบเลี่ยงสายตาผู้คน ราวกับว่าทุกการกระทำล้วนสมเหตุสมผล สบายใจและสงบสุข
บริเวณโดยรอบก็ไม่มีผู้ใดที่แสดงสีหน้าตกตะลึงหรือรังเกียจแต่อย่างใด
เพียงแต่ว่า...ในใจของนางยังคงรู้สึกมีบางอย่างผิดปกติอย่างไม่ทราบสาเหตุ
กลับเป็นนักการน้อยด้านข้างที่เห็นสีหน้าผิดปกติของนาง เอ่ยขึ้นเสียงต่ำว่า “ที่เรียกว่าเทพฉินนั้น เพียงเพราะว่าเทพนั้นแซ่ฉิน แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นราวกับเทพที่แท้จริงก็คือพรสวรรค์จากมือขาวราวหยกคู่นั้น เป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดอย่างแน่แท้ กล่าวกันว่าสิ่งที่ปักนั้นล้วนออกมาราวกับมีชีวิตชีวา สามารถทำให้วัตถุนั้นมีจิตวิญญาณ ก่อนหน้านี้เขาก็ได้ปักภาพม้าพันธุ์ดีชั้นหนึ่งออกมา จนทำให้อาชาของฝ่าบาทนั้นต้องหมอบลง”
“กล่าวกันว่าวันรุ่งขึ้นลูกม้าในคอกต่างก็ตามลูกม้าที่ปักในภาพลอยขึ้นไปเป็นเซียน” ฉู่อวี๋ก็ยิ้มจนตาหยี
อืม ตำนานนี้นางก็เคยได้ยินมาบ้าง เพียงแต่ว่าเมื่อฟังจบแล้วในใจก็เกิดคำนี้ขึ้นมา ไร้สาระ
“เลิกมองได้แล้ว รีบเข้าไปช่วยคนในสวนเร็ว เมื่อสักครู่เหล่าหลิวกล่าวว่ามีคนพุ่งออกมา บอกว่าด้านในยังมีผู้ที่รอดชีวิตอยู่ เพราะอย่างนั้นก็รีบตามเข้าไปช่วยคนเสีย” เหล่าหูผู้ที่มีหนวดเครารกรุงรังตะโกนสั่งน้องสาวของตน เตรียมจะหันกายเข้าไป
เมื่อได้ยินว่าต้องเข้าไปในสถานที่เกิดไฟไหม้ ฉู่อวี๋ก็ตกตะลึง หันไปก็เห็นเหล่านักการกำลังรุมล้อมคนคนหนึ่งซึ่งทั้งร่างของเขาดำเกรียม คนผู้นั้นเจ็บปวดเสียจนใบหน้าบิดเบี้ยว แต่ทว่ากลับไม่ลืมที่จะชี้ไปยังสถานที่เกิดไฟไหม้พลางร้องครวญคราง “ช่วยด้วย...ช่วย...”
นางมองไปทางประตูเล็กที่เต็มไปด้วยกลุ่มควัน เมื่อคิดดูแล้วก็รู้ว่าเป็นสถานที่ที่คนผู้นี้พุ่งกายออกมา เวลานี้เกิดควันขึ้นแต่ไม่มีไฟ ทว่านางยังคงกังวล ขมวดคิ้วกล่าวว่า “พี่ใหญ่ นี่ก็อันตรายเกินไป”
ถึงแม้ว่านางจะรักชีวิตน้อยๆ ของตน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่อยากช่วยผู้อื่น สถานที่เกิดไฟไหม้อันตราย สิ่งที่น่ากลัวที่สุดมิใช่ไฟ ทว่ากลับเป็นควันพิษที่เกิดจากไฟไหม้
แต่ว่าบนใบหน้าของเหล่าหูนั้นปรากฏเป็นความมุ่งมั่นอยากช่วยเหลือผู้คน เขาหันกลับไปพาดเสื้อคลุมที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำแล้วพุ่งกายเข้าไปยังสถานที่เกิดเพลิงไหม้ทันที “เจ้าอย่าเข้าไป เฝ้าดูอยู่ที่นี่ก็พอ!”
“นี่!” นางดึงตัวเขาไว้ไม่ทัน ทำได้แค่เพียงมองพี่ใหญ่ที่นำเหล่านักการที่สวมเสื้อคลุมที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำแล้วพุ่งกายเข้าไป
นางถลึงดวงตากลมโตสีดำนิล พลางอดไม่ได้ที่จะกระทืบเท้าและบ่นพึมพำออกมา “บุ่มบ่าม ไม่ทันได้ปรึกษากันก็มุ่งเข้าไปแล้ว ช่างรนหาที่ตายเสียจริง”
ถึงแม้ปากจะด่าทอออกมา ทว่านางกลับดึงเสื้อคลุมที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำขึ้นคลุมที่ศีรษะและใบหน้ารวมถึงร่างกาย แล้วพุ่งกายเข้าไปตามเหล่าหูและเหล่าพี่น้องพวกนั้น
ใช่ นางเป็นห่วงเหล่าหู คนผู้นี้ถ้าหากมิใช่มีจิตใจที่งดงาม เขาคงไม่ช่วยนางที่เพิ่งจะทะลุมิติมาก็เกือบจมน้ำตาย ทว่าความมีน้ำใจรวมกับความบุ่มบ่ามนั้นจะทำให้เขาเอาชีวิตของตนไปทิ้งโดยง่าย แล้วจะให้นางทนมองได้อย่างไร
เปลวไฟลุกโชนโชติช่วง กระแสลมช่วยพัดกระพือให้ไฟลุกโชนมากขึ้นจนดูราวกับปีศาจร้ายที่กำลังร่ายรำกลางอากาศตามปรารถนาอย่างบ้าคลั่ง
ไม่รู้ว่าบริเวณปากประตูทางเข้าสวนที่พวกเสี่ยวอวี๋และเหล่าหู รวมถึงเหล่านักการที่เพิ่งพุ่งกายเข้าไปนั้นปรากฏเงาร่างสีขาวขึ้นอย่างเงียบเชียบตั้งแต่เมื่อไร บนพื้นนั้นมีบุรุษที่ถูกไฟไหม้จนได้รับบาดเจ็บนอนร้องครวญครางอยู่ตรงนั้น และบริเวณทางเข้าสวนก็กลับค่อยๆ มีควันไฟโหมกระพือขึ้นอีกครั้ง ดูมืดสลัวราวกับทางเข้าของนรก
เงาร่างสูงสีขาวทอดมองบุรุษที่อยู่บนพื้น เมื่อเห็นแววตาของชายผู้นั้นหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ริมฝีปากบางของเขาก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงความอ่อนโยนและเวทนา
เพียงแต่ในสายตาของผู้ที่อยู่บนพื้นดินนั้น เขาก็เห็นเพียงแต่ดวงตาเคลือบเงาคู่หนึ่งที่จ้องเขม็งมายังตน ดวงตาคู่นั้นดูโตและล้ำลึกมากกว่าคนปกติ สีของดวงตาที่ใกล้เคียงกับสีอำพันสะท้อนแสงไฟจนดูเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัว แปลกประหลาดผิดปกติ เย็นเยือกราวกับไม่มีลมหายใจ
ร่างของคนที่อยู่บนพื้นนั้นเริ่มสั่นระริกขึ้นมาเสียแล้ว เขาค่อยๆ พยายามถดกายไปด้านหลัง
คนชุดขาวเลิกคิ้วขึ้นราวกับไม่รู้สึกถึงเปลวไฟที่กำลังลุกลาม ไม่ม้แต่พาดเสื้อคลุมที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ ทันใดนั้นก็หมุนตัวก้าวไปยังทางเข้าที่มีกลุ่มควันหนาแน่นอย่างช้าๆ ชุดขาวแขนเสื้อกว้างที่แฉลบผ่านราวกับว่าไม่เจตนาลงบนพื้นที่มีเงาคนขดตัวขยับพยายามหลบหนี
นักการที่ยกน้ำมาอย่างรีบร้อนมองเงาหลังงามสง่าของเขาที่ถูกกลืนหายไป ตกใจเสียจนทำถังน้ำหลุดมือ “ไม่ดีแล้ว คุณชายฉินเข้าไปช่วยคนในกองเพลิงแล้ว!”
“ตุ้บ!” กระป๋องถังน้ำตกสู่พื้น ผู้คนที่ได้สติต่างก็ร้องตะโกนเสียงแหลม
“ช่วยคน รีบเข้าไปในสวนช่วยคุณชายสาม!”
ไม่มีใครคาดคิดว่าเทพที่เป็นคนธรรมดานั่นจะสามารถทำเช่นเดียวกับเหล่านักการคือเข้าไปในสวนฉินเพื่อเอาชีวิตไปเสี่ยงกับความอันตราย!
สถานการณ์นั้นวุ่นวายเป็นอย่างมาก ไม่มีใครสังเกตเห็นดวงตาที่เบิกกว้างขึ้นคู่นั้นของชายที่หลบหนีออกมา มันดูหวาดกลัวและว่างเปล่า สงบเงียบไร้เสียง...ราวกับไร้วิญญาณ
…
สวนฉิน
ควันไฟพวยพุ่ง กลิ่นฉุนทำให้ผู้คนสำลักจนหายใจไม่ออก
ด้านข้างทะเลสาบ ตรงยอดของตึกเล็กหลังหนึ่งที่ประณีตสวยงามพลันเกิดควันไฟขึ้น ดูอันตรายเป็นอย่างมาก
ภายในอาคารมืดสลัว ทว่ากลับมีเงาคนอยู่สองเงา เงาหนึ่งหมอบเงาหนึ่งก้มลง
“อือ...มารดามันเถอะ ไอ้ระยำ...ข้าจะสับเจ้าให้เป็นชิ้นๆ!” ครึ่งบนของฉู่อวี๋ที่มีเพียงเสื้อตัวในนอนคว่ำหน้าลงบนโต๊ะตัวหนึ่ง เหงื่อออกท่วมทั้งตัว ไหล่ขาวอมชมพูสั่นเล็กน้อย สายตามองไปข้างหน้าอย่างพร่ามัว บริเวณท้ายทอยเต็มไปด้วยความเจ็บปวดไม่ขาดสาย ทว่าปากนั้นกลับก่นด่าไม่หยุด
แต่ทว่าเงามืดที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านหลังของนางค้อมตัวลง ร่างกายสั่นเทา การกระทำของมือนั้นรวดเร็วมากเสียจนทำให้ผู้คนมองเห็นไม่ชัดเจน
นางรู้สึกเพียงแต่ความเจ็บปวดตรงหลัง กลิ่นฉุนของควันทำให้ลำคอดวงตาจมูกล้วนเริ่มแสบร้อย
นางรู้ดีว่าการตามเหล่าหูเข้ามาไม่มีเรื่องดี ทั้งยังได้ยินเขาสั่งให้แยกกันค้นหาผู้รอดชีวิต ผลสุดท้ายนางกลับเจอผู้รอดชีวิตที่เป็นปีศาจร้ายตัวหนึ่ง
จึงทำให้ตนเองต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้!
ชายชราที่ศีรษะดำใบหน้าดำซึ่งเต็มไปด้วยขี้เถ้า ทักษะในการต่อสู้สูงมาก ทันใดนั้นก็กระแทกเข้าที่คอของนางอย่างรุนแรง ตอนที่ถลกเสื้อของนางนั้นนางไม่กลัว ทว่าตกใจ...ตกใจเสียจนดวงตาแทบจะถลนออกมา โรคจิตประเภทใดกันที่เวลาไฟจะเผาก้นเช่นนี้ยังจะเกิดความต้องการทางเพศอีก
แต่นางกลับไม่คิดเลยว่าหลังจากที่อีกฝ่ายหลังจากทถลกเสื้อของนางขึ้นแล้ว ก็จะโยนนางไว้บนโต๊ะ ทว่าไม่รู้ว่าทำอะไรที่หลังของนาง ความเจ็บปวดนั้นราวกับเข็มทิ่มแทงเป็นพันหมื่นครั้งทำให้นางรู้เพียงแค่ว่านางอยากฆ่าคน!
และนางก็ทำเช่นนี้จริงๆ เสียแล้ว