ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 036 ตอนที่ 36
บทที่ 36 เถ้าแก่ เอาเนื้อคนสองชั่ง
รถม้าวิ่งส่ายดังกรุบกรับ เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่หลังรถม้ามองฝูงชนที่ค่อยๆ หนาตาขึ้น มองเมืองที่มีผู้คนขวักไขว่ ดวงตาคู่โตแดงก่ำขึ้นมา
ถนนที่เพิ่งมีฝนตกเต็มไปด้วยกลิ่นฝนกับกลิ่นคาวดิน ไม่ค่อยน่าดมนัก
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแจ่มใส ก้อนเมฆลอยตามลม ทว่ากลับสูดลมหายใจลึกๆ ดวงตามีน้ำตาและกำหมัดแน่น “ในที่สุดข้าก็ออกมาสำเร็จ!”
นี่คืออะไร?
นี่ก็คืออากาศแห่งอิสรภาพ!
ชีวิตคือของมีค่า ความรักมีค่ามากกว่า แต่เพื่ออิสรภาพแล้วโยนทิ้งได้ทั้งคู่!
เมื่อรู้สึกว่ารถม้าหยุดลงและจะมีคนเดินลง ฉู่อวี๋ก็รีบกระโดดลงจากหลังรถม้า สับขาวิ่งแทรกเข้าไปในฝูงชนไม่ทันไรก็หายไป ดุจปลาที่ได้กลับทะเล
“เฮ้ แปลกจัง เมื่อครู่ข้าเหมือนเห็นคนกระโดดจากหลังรถม้าแล้ววิ่งหนีไป” ชายชราที่ขับรถม้าเกาศีรษะแบบงงๆ มองไปทางฝูงชนจอแจที่อยู่ไม่ไกลด้วยความสงสัย
“พอเถอะ เจ้าคงตาฝาดไป รีบซื้อของเถอะตาเฒ่าจ้าว ห้องครัวรอให้เรากลับไปอยู่!” เด็กรับใช้คนหนึ่งกระโดดลงจากรถม้าพร้อมพูดเร่งรัดชายชราอย่างไม่ใส่ใจ
......
ฉู่อวี๋ใช้ความสามารถด้านการจำทางตลอดเส้นทาง ทะลวงไปทางซ้ายทีขวาทีไม่นานก็ออกจากตลาด
นางเป็นมือปราบ คุ้นเคยกับอวิ๋นโจวมากที่สุด หลังจากที่มองทิศทางก็รีบเลี้ยวตัวเข้าสู่ซอยเส้นยาวอีกสาย ออกวิ่งด้วยความเร็ว กระทั่งเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อจึงทะลุผ่านซอยสายนี้ ทันทีที่ออกมาก็เห็นร้านขายผ้าที่ไม่สะดุดตานักอยู่ด้านหน้า
ดวงตานางเป็นประกาย ไม่สนใจที่จะพักหอบหายใจ รีบเดินเข้าร้านทันที
พนักงานในร้านเดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม แต่เมื่อเห็นแขกผู้ใหม่ก็ต้องเบิกตากว้าง “ท่านลูกค้า ไม่ทราบว่าจะซื้อ... ปลาน้อย เจ้าหายสาบสูญไม่ใช่หรือ!”
“เสี่ยวตง พี่สะใภ้กับแม่บุญธรรมข้าล่ะ ข้าจำได้ว่าพวกนางจะมาซื้อผ้าที่นี่ในวันนี้ของทุกเดือนใช่ไหม?” ฉู่อวี๋หอบหายใจไปด้วย พูดตัดบทพนักงานไปด้วย สายตามองไปรอบร้าน
พนักงานคนนี้เห็นนางมีท่าทางประหม่าเหมือนนกตกใจธนูก็อดที่จะประหม่าตามไม่ได้ “ดูผ้าอยู่ด้านหลัง...”
ฉู่อวี๋เดินไปห้องด้านหลังอย่างคุ้นทางโดยไม่พูดอะไร ทันทีที่ผ่านพ้นประตูก็เห็นเงาร่างหนึ่งสูงหนึ่งเตี้ยกำลังดึงผ้าลายดอกไม้มาดู
หญิงชรารูปร่างอ้วนเตี้ยมีรอยย่นเต็มหน้าแต่กลับดูใจดีมากกำลังมองผ้าลายดอกไม้พร้อมเช็ดน้ำตา “หูต้าช่างไร้ความสามารถจริงๆ แค่น้องสาวตัวเองก็หาไม่เจอ ไม่รู้ว่าตอนนี้แก้วตาดวงใจของข้าไปลำบากอยู่ที่นี่ เดิมทีว่าจะซื้อผ้าสองสามจั้งมาทำชุดสำหรับฤดูใบไม้ผลิให้นังหนู แต่นี่ก็ปีใหม่แล้ว...ฮือฮือฮือ”
หญิงสาวท่าทางอ่อนโยนสวมชุดผ้าธรรมดาแต่หน้าตางดงามพริ้มเพราที่อยู่ด้านข้างพูดปลอบโยนเสียงเบา “ท่านแม่ ปลาน้อยต้องไม่เป็นอะไรแน่เจ้าค่ะ ท่านพี่บอกว่าไม่เจอร่างปลาน้อยในกองเพลิงไม่ใช่หรือ บางที บางที...”
นางพูดแล้วก็สะอื้นไห้เช่นกัน ปลาน้อยไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน ศพก็ไม่มี นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ตอนแรกท่านพี่ยังปิดบังท่านแม่ว่าปลาน้อยมีงานต้องทำ แต่เมื่อเวลาผ่านมานานเกินไปก็ปิดไม่ได้อีก นางเองก็กังวลและเศร้าใจเงียบๆ มานาน ไม่รู้จะปลอบใจแม่สามีอย่างไร
ยิ่งเวลาผ่านไปนานก็ยิ่งสิ้นหวัง
ดวงตาฉู่อวี๋มีน้ำตาคลอเต็มเบ้าอยู่นานแล้ว นับแต่ที่นางมาอยู่โลกนี้ ความอบอุ่นแรกที่ได้รับก็มาจากพวกแม่บุญธรรม มองพวกนางเป็นคนในครอบครัว
ฉู่อวี๋เดินไปข้างหน้า ดวงตาแดงก่ำ ตะโกนด้วยเสียงแหบแห้งว่า “แม่บุญธรรม พี่สะใภ้!”
พี่สะใภ้กับแม่เฒ่าหูตกใจ เมื่อหันมามองก็เกือบนึกว่าตัวเองกำลังฝัน “ปลาน้อย?!”
แม่เฒ่าหูยื่นมืออันสั่นเทาด้วยสีหน้าไม่เชื่อ “แก้วตาดวงใจของข้า ข้ากำลังฝันหรือ?”
ฉู่อวี๋อดกลั้นต่อความอัดอั้นที่เต็มหัวใจไม่ไหวอีกต่อไป นางพุ่งตัวเข้าสู่อ้อมอกที่อ้วนท้วมแต่อบอุ่นของแม่เฒ่าหูเหมือนนกน้อย น้ำตาร่วงดุจสายฝน “แม่บุญธรรม ข้ากลับมาแล้ว!”
คนทั้งสามไม่สนใจเจ้าของร้านที่ยืนมองด้วยความงุนงงอยู่ด้านข้าง พวกนางกอดกัดร้องไห้โฮ
......
หนึ่งชั่วยามต่อมา เสี่ยวตงจากร้านผ้าลากรถม้าที่เก่ามากคันหนึ่งเข้ามา หญิงชราร่างอ้วนเตี้ยตาแดงก่ำถูกหญิงวัยกลางคนที่ตาแดงก่ำเช่นกันประคองขึ้นรถม้า ทั้งสองยังคงไม่อยากไปจากร้านขายผ้า
จากนั้นคนขับรถม้าก็ขับรถไปทางประตูเมืองตะวันออกอย่างเชื่องช้า
ผ่านไปได้อีกประมาณครึ่งชั่วยาม เด็กหนุ่มสวมงอบท่าทางไม่สะดุดตาคนหนึ่งแทรกตัวออกจากหลังร้าน มองซ้ายมองขวา ถือห่อผ้าเดินเข้าโรงจำนำ หลังจากนั้นหนึ่งเค่อก็ก้มหน้าวิ่งไปอีกทิศทางหนึ่ง
ฉู่อวี๋มองประตูตะวันตกที่อยู่ห่างไปไม่ไกล หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าด้านหลังไม่มีคนตามมาจึงวางใจที่จะแทรกตัวเข้าสู่ฝูงชนเพื่อออกเมือง
การหนีของนางไม่ใช่ความคิดที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่วางแผนมานานแล้ว ตั้งใจเลือกวันที่คู่แม่สามีลูกสะใภ้ตระกูลหูมาซื้อผ้า ทั้งหมดก็เพื่อใช้เวลาที่สั้นที่สุดมาพูดกล่อมให้พี่สะใภ้อวิ๋นกับแม่บุญธรรมยอมไปจากเมืองอวิ๋นโจว
ทันทีที่นางหนี หูตาของสำนักเย่าที่วางไว้ในหมู่บ้านตระกูลหูต้องเฝ้าต้นไม้รอกระต่าย[footnoteRef:1]แน่นอน [1: เฝ้าต้นไม้รอกระต่าย ใช้เปรียบเปรยถึง คนที่ไม่คิดที่จะลงแรงหรือพยายามทำงาน แต่กลับหวังที่จะได้ผลงานที่ดี หรือได้สิ่งตอบแทนดีๆ อย่างลมๆแล้งๆ]
ยังดีว่าตอนที่ออกจากเรือนเฉียนคุนแล้วถูกหงซิ่วค้นห่อผ้านางได้เตรียมตัวไว้เผื่อแล้ว มีอัญมณีไข่มุกที่นางดึงออกจากสมบัติโบราณของฉินเซิงถูกซ่อนในรองเท้าและชุดชั้นในเป็นอย่างดี... นี่คือวิชาที่นางเรียนจากเหล่านักล้วงกระเป๋าที่เคยจับได้เมื่อตอนนั้น
ตอนนี้พี่สะใภ้กับแม่บุญธรรมจากไปตัวเปล่า ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเดินทางหรืออาหารการกิน ทางด้านของเหล่าหูนางได้ส่งเสี่ยวตงไปบอกข่าวเขาแบบลับๆ ด้วยความสามารถที่เป็นอันธพาลแห่งอวิ๋นโจวของเหล่าหูแล้วน่าจะเข้าใจว่านางเจอปัญหาใหญ่ รู้ว่าอะไรคือการหนีแบบฉุกละหุก
ตอนนี้เหลือแค่นางแล้ว
ดวงตากลมโตคู่งามของฉู่อวี๋ที่ถูกงอบบดบังมีประกายแล่นผ่าน
หลังจากที่ออกจากเมืองอย่างราบรื่น มองพระอาทิตย์ค่อยๆ ตกทางทิศตะวันตก ดวงตาดำขลับหมุนไปมา จับกระเป๋าเงินใบโตที่เหน็บบนเอว จากนั้นก็หมุนตัวเดินไปทางแหล่งที่อยู่แออัดหนาแน่นที่ดูลับตาคนมาก
ที่อยู่บอกชาวบ้านยากจนยุ่งเหยิงและมีกลิ่นเหม็น ทุกที่มีแต่ขอทานกับผู้ใช้แรงงานชั้นล่างที่มาปลดปล่อยอารมณ์ในซ่องนางโลม แม้แต่กลางวันแสกๆ ก็ทำ
ฉู่อวี๋กดหมวกตัวเองลงต่ำ รีบเดินผ่านไปด้วยใบหน้าแดงก่ำ ดีกว่าเครื่องแต่งกายซอมซ่อของนางไม่สะดุดตา เพียงไม่นานก็มาถึงโรงเหล้าเก่าๆ ที่มีโคมสีแดงห้อยไว้
โรงเหล้านี้ดูแปลกเล็กน้อย มีเพียงหน้าต่างที่ผ่านได้แค่หน้าหนึ่งบานกับประตูอีกหนึ่งบาน หากไม่ใช่เพราะมีอักษรคำว่าเหล้าตัวใหญ่ก็คงไม่สังเกตว่าที่นี่คือโรงเหล้า
ที่แปลกไปกว่านั้นคือรอบด้านนี้สะอาดหมดจด ไม่มีขอทานนอนอยู่สักคน
ฉู่อวี๋มองรอบทิศอย่างระมัดระวังก่อนที่จะยกมือขึ้นเคาะหน้าต่างด้วยจังหวะสามสอง “ลูกค้ามาแล้ว มีคนอยู่ไหม?”
ผ่านไปไม่นานหน้าต่างก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าน่ากลัวเหมือนปีศาจที่มีดวงตาแค่ข้างเดียว ใบหน้านี้จ้องฉู่อวี๋อย่างดุดัน “ไสหัวไป เหล้าวันนี้ขายหมดแล้ว!”
พูดจบก็จะดึงหน้าต่างปิดแต่กลับถูกฉู่อวี๋ยกมือมากั้นไว้
ฉู่อวี๋หรี่ตายิ้ม “ข้าไม่ได้จะซื้อเหล้า พอดีว่าหิว จะซื้อเนื้อคนสองชั่ง”
ใบหน้าน่ากลัวจ้องฉู่อวี๋ได้สักพัก จากนั้นก็มีรอยยิ้มน่าขนลุกแปลก “อ้อ เชิญท่านลูกค้า”
.....
“นายท่าน นี่ก็สามวันสามคืนแล้ว ท่านเอาแต่ยืนอยู่ตรงนี้ทุกวันก็ไม่ได้อะไรนะขอรับ!” หั่วเย่าถือร่มอย่างระมัดระวัง พูดกับเงาร่างสูงเรียวเย็นยะเยือกตรงหน้าเสียงเบา
อากาศหนาวเย็น ฝนในฤดูหนาวไม่ได้เทลงเป็นน้ำตกแบบฝนฤดูร้อน แต่เป็นเม็ดเล็กละเอียด นำพาความเย็นเสียดกระดูกเข้ามา ค่อยๆ แทรกซึมลงสู่ผิวและหัวใจคน
ฉินเซิงยืนเงียบๆ แม้จะมีหั่วเย่ากางร่มให้ แต่ลมบนภูเขาก็พัดจนแขนเสื้อสีขาว ผมเส้นยาวดุจผ้าแพรดำ ริมฝรปากบางดุจกลีบดอกไม้และขากรรไกรงามประณีตเปียกหมด
“ท่านอาน้อยบอกแล้วว่าให้ข้ารอนางที่ริมแปลงดอกไม้ อีกเดี๋ยวนางก็กลับมาหาข้า” สีหน้าฉินเซิงนิ่งเรียบและอ่อนโยน
“หากข้ากลับไปแล้วท่านอาหาข้าไม่เจอจะร้อนใจเอา”
จู่ๆ ลมภูเขาหนาวเหน็บก็พัดแรงขึ้นมา พัดเอาหิมะเล็กละเอียดกับสายฝนลงมา พัดให้ผมปรกหน้าชั้นหนาปลอมๆ บนหน้าผากฉินเซิงเปิดออกเช่นกัน เผยให้เห็นดวงตางดงามประณีตข้างซ้าย น้ำฝนหยดหนึ่งหยดลงบนคิ้วเขา ไหลเข้าสู่ดวงตาสีอำพัน จากนั้นค่อยๆ หยดลงบนแก้มสีขาวหยก น้ำฝนเม็ดใสนี้ประหนึ่งเป็น...หยดน้ำตา
ทว่าเขากลับเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้านิ่งเรียบ ทั้งยังพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า “หิมะตก ฝนหยุดแล้ว เดี๋ยวท่านอาก็มาเรียกข้าไปกินข้าว”
หั่วเย่ามองรอยคล้ำจางๆ ใต้ตาฉินเซิง รู้สึกอึดอัดในคอ เขาอยากตะโกนมากว่า ‘นางไม่กลับมาแล้ว! ปลาชั่วนั่นลงน้ำแล้วก็ไม่มีทางกลับมาอีก!’
แต่ท้ายที่สุดเขาก็แค่เผยอปาก หลับตายิ้มขมขื่น กางร่มให้ฉินเซิงอย่างจนปัญญาต่อไป
ห่างออกไปไม่ไกล จินเย่ามองภาพนี้อย่างเย็นยะเยือก สีหน้าอึมครึมมากกว่าปกติ สั่งคนด้านหลังเสียงเย็นว่า “ตระกูลหูไม่มีคน? สั่งให้หลิวอู่ปิดทางเข้าออกทั้งหมดในรัศมีสามสิบลี้ ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินสามฉื่อก็ต้องหาให้เจอ หากไม่เจอตัวคนตระกูลหูหรือฉู่อวี๋ ตำแหน่งแม่ทัพกองโจรของเขาก็ไม่ต้องเป็นมันแล้ว”
............................................................................................................................