ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 035 ตอนที่ 35
บทที่ 35 น่าเสียดาย
“เจ้ากล้าก็ลองดู!” ฉู่อวี๋ได้ยินดังนี้ก็โกรธจนหัวเราะ ก้าวเท้าไปตรงหน้าจินเย่าสองสามก้าว “ข้ารอให้เจ้าถอดเสื้อผ้าข้าอยู่นะ!”
ดวงตาดอกท้อเย็นยะเยือกของจินเย่าหรี่ลงเล็กน้อย “คราวก่อนข้ายังไม่คิดบัญชีที่เจ้าทำให้ข้าถูกนายท่านผลักตกหน้าผา คิดว่าข้าไม่กล้าหรือ?”
“ข้าก็กำลังบอกให้เจ้าลองอยู่ไม่ใช่หรือไง!” ฉู่อวี๋ขมวดคิ้วหัวเราะด้วยความโกรธ
ดวงตาดอกท้อของจินเย่ามีประกายดำมืด เขาเพิ่งขยับนิ้วก็หันศีรษะไปเงี่ยหูฟังสักพักหนึ่ง จากนั้นก็มองฉู่อวี๋ด้วยสายตาอึมครึมและพูดว่า “เจ้าพูดถูก ตอนนี้ข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้ แต่...”
ทันใดนั้นเขาก็ยื่นนิ้วมาปาดผ่านลำคอนางคอนางๆ ก้มศีรษะลงจนแทบจะแนบติดกับหน้าฉู่อวี๋ จ้องนางตาเขม็ง “ข้าจะสืบให้ได้ว่าบนหลังเจ้ามีอะไร ไม่มีอะไรที่สำนักเย่าอยากรู้แล้วไม่ได้รู้”
“ข้าจะรอดูเจ้าแสดงความสามารถ” ฉู่อวี๋เผชิญหน้ากับเขาโดยไม่หลบหลีกพร้อมกับพูดเสียงเย็น
คนทั้งสองจมูกชนปลายจมูก สายตาสบสายตา นิ้วมือเรียวยาวของจินเย่ายังคงวางบนคอฉู่อวี๋ หากมองจากด้านข้างคงดูใกล้ชิดรักใคร่ แต่มีเพียงพวกเขาสองคนที่เห็นจิตสังหารกับการปะทะกันอย่างเย็นชาในสายตาอีกฝ่าย
เขามองใบหน้ารูปไข่ห่านที่งดงามเย็นชาตรงหน้า จากนั้นก็หัวเราะเบาๆ “นายท่านได้สติเมื่อไร ข้าจะรอดูจุดจบของเจ้า หวังว่าเจ้าจะยังปากเก่งเหมือนตอนนี้นะ”
เขาพูดจบก็โค้งริมฝีปากเหมือนยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม หมุนตัวหายไปจากตรงหน้าฉู่อวี๋ในเสี้ยวพริบตา
แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดจินเย่าจึงไม่ลงมือกับนาง แต่ฉู่อวี๋ก็ถอนใจด้วยความโล่งอก แผ่นหลังมีเหงื่อเหนียวเย็นๆ ซึมตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
ฉู่อวี๋เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ความรู้สึกซับซ้อนมาก
หากพวกจินเย่ารู้ความลับบนหลังนาง เช่นนั้นสำนักเย่าก็คงไม่รักษาท่าทีแบบตอนนี้แน่นอน เป็นไปได้มากว่าจะใช้วิธีทุกอย่างมาขังนางไว้ในเรือนเฉียนคุน ไม่มีโอกาสหนีรอดแม้แต่นิดเดียว
ขณะที่กำลังคิด ห่างออกไปด้านหลังไม่ไกลก็มีเสียงฝีเท้ากับเสียงหัวเราะพูดคุยกลุ่มหนึ่งดังเข้ามา
ฉู่อวี๋เข้าใจทันทีว่าเหตุใดจินเย่าจึงจากไปอย่างฉับพลัน คงกลัวว่าจะถูกนักเรียกที่นี่เห็นเข้า
นางมองไปทางทิศที่จินเย่าหายไป ดวงตาสดใสมืดลงเล็กน้อย ความอึมครึมและซับซ้อนภายในดูไม่เหมือนสาวน้อยอายุสิบกว่าปีเลย ฉู่อวี๋ค่อยๆ กำหมัดแน่น
......
กลับมาถึงห้องด้วยความรีบร้อน ฉู่อวี๋เปลี่ยนเสื้อผ้า นางเหม่ออยู่ข้างหน้าต่างสักพักเหมือนตัดสินใจอะไรได้ ลุกขึ้นมารื้อกระเป๋าค้นตู้ หยิบพู่กันกับหมึกมาเขียนวาดบนโต๊ะ บางครั้งก็หยุดคิด
นับจากที่ฉินเซิงจัดการให้รัฐทายาทหนิงโหวที่มาหาเรื่องกลายเป็น ‘กระถางดอกไม้’ ประดับแต่กลับไม่มีใครมาเอาความ ไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องฉู่อวี๋กับฉินเซิงอีก แม้แต่อาจารย์ฉินก็ไม่ได้ส่งคนมาตรวจสอบผลลัพธ์จากการ ‘พินิจรูปลักษณ์’ ของฉู่อวี๋
แม้อาจารย์ชางลู่จะสั่งห้ามไม่ให้พูดเรื่องนี้ แต่โลกนี้ไม่มีความลับอะไรถูกเก็บได้ตลอด เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปไม่มากก็น้อย บรรดานักเรียนในสถานศึกษาฉินต่างรู้ว่ารัฐทายาทหนิงโหวที่โหดเหี้ยมหยาบคายเมื่อปีก่อนไปมีเรื่องกับอาหลานตระกูลฉู่ ทว่ากลับไม่มีผลดีอะไร
นี่หมายความว่าตระกูลฉู่อาจไม่ใช่ตระกูลพ่อค้าทั่วไป
ด้วยเหตุนี้บรรดานักเรียนและอาจารย์ในสถานศึกษาฉินจึงประหนึ่งลืมว่ามีคนแบบฉู่อวี๋อยู่พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ดุจดั่งนางมาที่นี่ก็เพื่อเป็นคนงานในแปลงดอกไม้
เรื่องนี้ทำให้ฉู่อวี๋สงบสุขมาก ทั้งยังนำเอาความสะดวกหลายอย่างมาให้นาง อย่างเช่น...นางมีเวลามาเดินทั่วสถานศึกษาฉินโดยอ้างว่าชมวิว ถือโอกาสจดจำเส้นทางเข้าออกน้อยใหญ่เงียบๆ
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ท้องฟ้ามืดลง
ฉินเซิงค่อยๆ เข้ามาในเรือนจื่ออวิ๋นจวีจากข้างนอก แต่เขากลับไม่เข้าข้างใน ยืนมองประตูห้องฉู่อวี๋ด้วยความลังเล จากนั้นก็มองดอกพุทธรักษาสีสันสวยงามช่อนั้นที่บานอยู่หน้าห้องฉู่อวี๋อย่างใช้ความคิด
หั่วเย่าที่ติดตามอยู่ในความมืดเอามือกุมหน้าอย่างจนใจ...เอาอีกแล้ว
เขาพูดไม่ออกจริงๆ... เรียกได้ว่าอยู่มานานจนเรื่องแปลกอะไรก็เคยเห็น
บางทีคนนอกมองฉินเซิงแล้วอาจรู้สึกว่าเขากำลังคิด แต่หั่วเย่าติดตามฉินเซิงมาหลายปี มีหรือจะไม่รู้ว่านายท่านลังเลไม่กล้าเข้าห้อง ดังนั้นจึงเปลี่ยนสถานที่มา...เหม่อลอย!
นายท่านฉินสามผู้ลึกล้ำไม่อาจคาดการณ์ กระดูกน้ำแข็งวิญญาณจันทร์ดุจเทพคุนหลุน แต่ตอนนี้กลับมีสีหน้าแบบ...แบบ...เด็กหนุ่มวัยแตกหนุ่มทุกวันโดยไม่รู้ตัว
เขายิ่งเข้าใจว่าเหตุใดจินเย่าจึงอยากฆ่าฉู่อวี๋ เห็นนายท่านที่เดิมทีสูงส่งเท่าจันทรา สติปัญญาเลิศล้ำมามีท่าทาง ‘ปัญญาอ่อน’ เพราะคนธรรมดาแบบนี้ก็ถือเป็นการทรมานอย่างหนึ่ง เจ็บปวดมากจริงๆ
“เซียนเซียน เจ้าเหม่ออะไรอยู่?” ฉู่อวี๋ผลักประตูออกก็เห็นเงาร่างสีขาวที่ยืนอยู่หน้าดอกพุทธรักษา นางขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ
ฉินเซิงตัวเกร็งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ตอนแรกก็มองไปทางฉู่อวี๋ตามสัญชาตญาณ แต่วินาทีต่อมากลับหลุบตาพูดเรียบๆ ว่า “เซิงเอ๋อร์เห็นว่าดอกไม้นี้บาน...”
เขายังพูดไม่จบก็ถูกฉู่อวี๋เดินเข้ามาดึงมือลากเข้าห้องด้วยรอยยิ้ม “ใกล้ได้เวลาจุดตะเกียงแล้ว หิวไหม ท่านอาน้อยเตรียมของอร่อยไว้ให้เจ้าด้วย”
ฉินเซิงมองนิ้วมือเรียวยาวที่จับข้อมือตัวเอง ผิวที่แนบติดกับข้อมือเขา นิ้วมือเย็นเล็กน้อยแต่กลับร้อนเหมือนถ่านอย่างแปลกประหลาด มันทำให้เขาไม่อยาก...แยกจาก
ด้วยเหตุนี้เขาจึงปล่อยให้ฉู่อวี๋ดึงตัวเองเข้าห้องเงียบๆ นั่งลงที่โต๊ะทานข้าว
“ล้างหน้าล้างมือก่อน” ฉู่อวี๋เตรียมน้ำร้อนไว้เรียบร้อยแล้ว ช่วยลบเครื่องสำอางแต่งแบบไร้ฝีมือที่ฉินเซิงใช้ปลอมตัว
ฉู่อวี๋เห็นว่าเขานั่งให้นางดูแลอยู่ริมโต๊ะเงียบๆ แม้จะดึงผมปรกหน้าปลอมอย่างไม่ระวังจนเจ็บเขาก็ไม่พูดอะไร มีเพียงขนตายาวดุจขนนกที่สั่นไหวพร้อมแสงจางๆ แล้วหลุบต่ำลง ทิ้งเงาดำน่าหลงใหลบนแก้มที่เนียนดุจหยกของเขา
เด็กหนุ่มรูปงามเชื่อฟังอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่รู้ว่าท่าทางนี้ดึงดูดใจขนาดไหน
ต่างจากท่าทางเรียบๆ เย็นชาปกติโดยสิ้นเชิง วันนี้ ‘เซียนเซียน’ เงียบจนราวกับกำลังเขินอาย
ฉู่อวี๋มองแล้วรู้สึกอ่อนยวบในใจแปลกๆ ความอึดอัดใจหายไปไม่น้อย ตอนเด็กนางมีนิสัยแข็งกระด้าง รู้สึกว่าพวกผู้ใหญ่ลำเอียงรักแต่แค่นักเรียนที่หน้าตาดีผลการเรียนดี
แต่ตอนนี้นางกลับเข้าใจอย่างฉับพลันว่าเหตุใดเด็กที่เชื่อฟังหน้าตาน่ารักจึงเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใหญ่
เด็กหนุ่มเช่นนี้แค่มองก็ชอบ แค่มองก็รัก
มองคนนิ่งเงียบตรงหน้าที่เหมือนทารกหน้าตาดีตัวโตแล้วฉู่อวี๋รู้สึกคันยิบๆ ในใจ อยากกระโจนเข้าไปกอดไปบีบ
ฉู่อวี๋เป็นคนคิดแล้วทำจริง นางเช็ดมือกับหน้าให้เขาอย่างละเอียด ยื่นมือไปบีบหน้าเขาด้วยความพอใจพร้อมถามเสียงนุ่มว่า “เซียนเซียน วันนี้มีลูกชิ้นปลาโป๊ยเซียน ไก่งวงย่างฟืน ทั้งยังมีน้ำนมเผือกที่เป็นของโปรดเจ้า เจ้าอยากกินอันไหน เดี๋ยวท่านอาน้อยป้อนให้”
ทว่าตอนนี้ฉินเซิงกลับใจลอย สายตาหยุดอยู่ที่ลำคอเนียนเกลี้ยงเกลาของฉู่อวี๋... เขาจำได้ว่าคอของท่านอาเรียวงดงามได้รูป กระดูกไหปลาร้าปรากฏชัดเจน ตรงกลางระหว่างคอกับไหปลาร้ามีร่องคอสวยงามที่เหมือนจะใส่สุราชั้นเลิศได้ มองแล้วอยาก...ใช้ปากไปลิ้มรส
แต่วัตถุบรรจุสุรามีตั้งมากมาย...เหตุใดจึงคิดใช้ท่านอาเป็นเครื่องบรรจุเสียได้ ทำไมเขาจึงมีความคิดประหลาดแบบนี้
‘หนุ่มน้อย’ ฉินเซิงยิ่งสับสนงงงวย มีคำถามที่ไม่มีคำตอบเต็มไปหมด
แต่พรสวรรค์ของฉินเซิงสูงกว่าคนทั่วไป แม้จะใจลอยแต่ก็ยังมีสมองอีกส่วนที่พูดตอบอย่างสงบนุ่มนวลได้ “อะไรก็ได้ เซิงเอ๋อร์ชอบหมดเลย”
ฉู่อวี๋รู้อยู่แล้วว่าเขาจะชอบ นางป้อนอาหารให้เขาด้วยรอยยิ้ม บางครั้งก็หยุดพักมากินอะไรรองท้องเช่นกัน แต่ไม่รู้เหตุใดจึงรู้สึกว่าเซียนเซียนที่จู่ๆ ก็เขินอายดึงดูดนางมากกว่าของอร่อย
นางมองเขาที่กินอาหารคำเล็กอย่างสุภาพเรียบร้อย อ้าปากให้นางป้อน ดูนิ่งเรียบเป็นปกติแต่กลับไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองนาง สายตาฉู่อวี๋มีความเศร้าใจจางๆ กระพริบผ่าน แววตาค่อยๆ เย็นขึ้น ทันใดนั้นก็ยื่นมือไปจับคางประณีตของเขาให้เงยขึ้น “เซียนเซียน...”
ฉินเซิงตกใจ มองนางด้วยความงุนงง เมื่อสายตาสบเข้ากับลำคอขาวสะอาดก็รีบหลุบตาลงอีกครั้ง “ท่านอาน้อย?”
ฉู่อวี๋มองเขาอยู่นาน นางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่มีอะไร”
ถ้าหาก เจ้าเป็นฉู่เซียนเซียนผู้ใส่ซื่อบริสุทธิ์ไปได้ตลอด ไม่ใช่นายท่านฉินสาม แบบนี้จะดีแค่ไหนกันนะ?
น่าเสียดาย...
......
เช้าวันต่อมา
ฉินเซิงกับฉู่อวี๋ไปแปลงดอกไม้ตามปกติ คนหนึ่งไปนั่งมองฟ้าเหม่อลอย อีกคนไปทำงาน
ฉู่อวี๋ไม่ระวังจนรดน้ำสกปรกใส่ชายกระโปรงอีกครั้ง ขณะที่ลุกขึ้นเพื่อจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ฉินเซิงก็หันมาถามว่า “ท่านอาน้อยจะไปไหนหรือ?”
ฉู่อวี๋ยิ้ม “ข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวมา เซียนเซียนเป็นเด็กดี รออยู่ตรงนี้นะ”
ฉินเซิงมองนางแล้วอดกลั้นต่อความคิดที่อยากตามไปด้วย...เมื่อคืนนี้อาการป่วยของเขารุนแรงขึ้นอีก ฝันว่าท่านอาน้อยถอดเสื้อผ้าครึ่งหนึ่งแล้วใช้ร่องคอเป็นภาชนะบรรจุสุรา ดูท่าจะเป็นโรคประสาท อยู่ห่างท่านอาไว้จะดีกว่า
เขาพยักหน้าอย่างสง่างาม “ขอรับ”
......
แต่เวลาผ่านไปแล้วหนึ่งชั่วยามฉู่อวี๋ก็ยังไม่กลับมา พวกหั่วเย่าไม่ได้สนใจ...หลายวันนี้ปลาตัวนี้เอาแต่ขี้เกียจ เป็นไปได้มากว่ากลับไปนอนอู้
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามก็ยังไม่เห็นเงา
หั่วเย่าคาดเดาด้วยสีหน้าอึมครึมว่า...ปลาตัวนี้คงไปเที่ยวเล่นที่ไหน ไม่รู้จักบอกนายท่านบ้างเลย ปล่อยให้รออยู่ตรงนี้
ในชั่วยามที่สาม หั่วเย่ามองสีทองฟ้าแล้วหลับตาลง ชูมือขึ้นปล่อยสัญญาณเตือนอย่างคล่องแคล่ว
เป็นไปตามคาด หนึ่งเค่อต่อมา คนจากสำนักก็เจอเด็กรับใช้ส่งผักที่ถูกอุดปากอยู่กลางกองฟืนหลังห้องน้ำชาย
......
ฉู่อวี๋...หนีไปแล้ว
.................................................................................................................