ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 034 ตอนที่ 34
บทที่ 34 ความกลัดกลุ้มช่วงวัยแตกหนุ่มของหนุ่มน้อยฉู่เซียนเซียน
ฉู่อวี๋มองแผ่นหลังที่สะอาดหมดจดของตัวเอง สายตาจับจ้องอย่างเคร่งขรึมสักพัก กระทั่งเมื่อลมเย็นสายหนึ่งพัดเข้ามาจึงได้สะดุ้งโหยง ปีนลงจากโต๊ะเครื่องแป้งทองด้วยใจที่สับสน
นางลากเท้าที่หนักอึ้งเพื่อกลับไปที่เตียง ขณะที่เดินผ่านอ่างอาบน้ำที่ยังไม่เก็บเรียบร้อยก็หยุดชะงัก สายตาค่อยๆ หยุดลงที่ตัวอ่าง
ตอนที่อาบน้ำเมื่อครู่นางรู้สึกคันหลัง หรือว่า...
ดวงตาฉู่อวี๋หรี่ลง นางถอดเสื้อคลุมยาวออก ก้าวเท้าลงอ่างอีกครั้ง น้ำในอ่างยังอุ่นอยู่ ไม่ได้เย็นอะไร
นางรอด้วยความกังวล เวลาผ่านไปประมาณครึ่งเค่อ อุณหภูมิน้ำค่อยๆ เย็นขึ้นจนนางเริ่มทนไม่ไหว ทว่าในตอนนี้เองที่ความรู้สึกคันด้านหลังส่งเข้ามาอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้คันจนทนไม่ได้แบบคราวก่อน
นางรวบรวมความกล้า ลุกขึ้นเดินไปบิดตัวหน้ากระจกปรอทตะวันตก
นางจ้องแผ่นหลังตัวเองในกระจกนิ่งๆ อยู่นาน หลับตาลงช้าๆ หัวใจจมลง
แม้ภาพรอยสักงดงามบนแผ่นหลังสีขาวหิมะของสาวน้อยในกระจกจะไม่มีสี แต่ลายเส้นกลับวิจิตรแปลกประหลาด ทำเอานางมีกลิ่นอายน่าหลงใหล ดึงดูดใจแปลกๆ...
......
สามวันต่อมา
ซ่า! เสียงน้ำดังขึ้น ฉู่อวี๋สะดุ้งโหยง เมื่อก้มลงมองก็พบว่าชายกระโปรงตัวเองเปียกไปไม่น้อย
“ทำไมไม่ระวังแบบนี้?” ลุงหลินผู้เป็นผู้ดูแลสวนดอกไม้ที่อยู่ใกล้ๆ เงยหน้าขึ้นจากพุ่มดอกไม้มามองเด็กรับใช้ซึ่งทำหน้าที่รดน้ำด้วยสายตาตำหนิ
เด็กรับใช้คนนั้นเกาหัวอย่างรู้สึกผิด พูดขอโทษฉู่อวี๋ว่า “ขอโทษนะ แต่ข้าเคยเตือนปลาน้อยแล้ว นาง...”
“ไม่ใช่ความผิดชวนหมิน เป็นข้าที่ไม่ระวังเอง” ฉู่อวี๋ส่ายหน้าให้ลุงหลิน นางมาอยู่ที่นี่ก็ได้สักพักแล้ว สนิทสนมกับบรรดาบ่าวรับใช้ที่นี่ บ่าวรับใช้ในสถานศึกษาฉินต่างก็ใจดี ไม่เหมือนพวกคนสำนักเย่าที่เอาแต่เป็นปฏิปักษ์กับนาง
ลุงหลินมองฉู่อวี๋อย่างเป็นห่วง “ทำไมสองสามวันนี้เจ้าไม่มีชีวิตชีวาเลย เหนื่อยหรือ? ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว”
ชวนหมินเอนตัวเข้ามาพูดเสริมว่า “ไม่ใช่แค่นาง เซียนเซียนก็แปลกไปเช่นกัน เอาแต่เหม่อลอยทั้งวันเหมือนท่อนไม้”
“เจ้าก็รู้อยู่ว่าเด็กคนนั้นสมองไม่ปกติ กล้าใช้ชื่อแบบ ‘เสินเซียน(เทพเซียน)’ มาตั้งเป็นชื่อ คนธรรมดาจะรับไหวได้อย่างไร!” ลุงหลินพูดจบก็ถอนใจ จากนั้นก็เดินไปแปลงดอกไม้ไกลกับชวนหมิน
ชายหนุ่มร่างผอมที่สวมชุดสีขาวไม่พอดียื่นนิ่งเงียบๆ มองเมฆหมอกบนภูเขาเขียวขจีไกลๆ ผมเส้นยาวหนาทึบปกปิดใบหน้าเขาไปครึ่งซีกจนเห็นสีหน้าไม่ชัด
ลมเย็นพัดเอาให้ผมเขาลอยปลิว มองแล้วดูมีไอเซียนอยู่สองสามส่วน แต่มีคนปกติที่ไหนเอาแต่เหม่อลอยอยู่ริมทุ่งนาทุกวันเหมือนหุ่นไล่กา แม้จะผ่านไปสองสามชั่วยามก็ไม่ขยับ?
มีเพียงฉู่อวี๋เรียกเขาเท่านั้นจึงจะยอมมาดื่มน้ำกินนม
ทุกครั้งที่เห็นฉู่อวี๋ป้อนฉู่เสินเซียน ชวยเขาเช็ดปากอย่างระมัดระวัง ลุงหลินก็รู้สึกเหมือนเห็นภาพมารดาเมตตาบุตรกตัญญูที่อาจารย์ฉินวาดเมื่อตอนนู้น... ดุจดั่งว่าปลาน้อยไม่ใช่แค่อาของเขา แต่เหมือนเป็นแม่ที่ลูกติดหนึบด้วย
“สมองไม่ปกติแต่ก็มีวาสนา โชคดีที่เกิดในตระกูลมั่งคั่งร่ำรวย ไม่เห็นหรือว่ารัฐทายาทหนิงโหวถูกเซียนเซียนจัดการจนพิการ แต่หลายวันมานี้กลับไม่เพียงไม่มีคนจากทางการมา แม้แต่คนจากจวนหนิงโหวก็ยังไม่มีมาสักคน” ชวนหมินพูดอย่างอิจฉา
แม้อาจารย์ชางลู่จะสั่งห้ามไม่ให้พูด แต่ถึงคนอื่นจะไม่รู้เรื่องที่เกิดในแปลงดอกไม้เมื่อวันก่อน พวกเขาเหล่านี้กลับรู้
ฉู่อวี๋มองไปทางฉินเซิงแวบหนึ่งเมื่อได้ยินพวกเขาพูดถึงฉินเซิง ในใจรู้สึกแปลกๆ เช่นกัน เซียนเอ๋อร์ตัวยักษ์เริ่มผิดปกติตั้งแต่เมื่อสองสามวันก่อน เอาแต่เหม่อลอยทั้งวัน ไม่รู้คิดอะไรอยู่ ไม่ได้ติดตามนางไม่ห่างแบบเมื่อก่อนอีก
ก่อนหน้านี้ชอบร้องให้นางช่วยอาบน้ำ แต่ตอนนี้แค่นางหยิบผ้าเช็ดตัวให้ก็ไล่ออกมาแล้ว
ฉู่อวี๋คิดแล้วก็รู้สึกอึดอัดในใจ มีความรู้สึกเหมือน...ลูกโตแล้วไม่สนใจแม่
แต่...
พูดถึงเรื่องอาบน้ำแล้วนางก็นึกถึงปัญหากวนใจขึ้นมา
ยังมีหน้าไปห่วงคนอื่นอีก!
ฉู่อวี๋รู้สึกคันที่หลังน้อยๆ อีกครั้ง จิตใจกลัดกลุ้มมากขึ้นเรื่อยๆ นางพูดเสียงเบาว่า “ข้ากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน พวกเขาทำงานไปนะ”
นางพูดจบก็รีบหมุนตัวจากไป
ลุงหลินทำตาเขม็งใส่ชวนหมินที่อยู่ด้านข้างพร้อมด่าว่า “เจ้านี่นะ พูดอะไรไม่พูดดันมาพูดเรื่องนี้ ปลาน้อยไม่สบายใจแล้วเห็นไหม!”
เรียกหลานชายคนอื่นว่าเป็นคนปัญญาอ่อนต่อหน้า แบบนี้ไม่เรียกว่าโง่เขลาจะเรียกว่าอะไร!
ชวนหมินเกาหัวอย่างงงๆ แล้วก้มหน้า
......
ฉินเซิงถูกทุกคนเข้าใจผิดหมด เขาไม่ได้เหม่อ แต่กำลังคิดเรื่อง...ความหมายอันลึกซึ้งของชีวิตต่างหาก
อย่างเช่น...ที่แท้ร่างกายของท่านอาน้อยก็ต่างจากตัวเองมากขนาดนี้
เขามองกลุ่มหมอกที่ลอยอยู่ไกลๆ แล้วถอนหายใจ ตอนนี้มองเมฆหมอกสีขาวแล้วกลับเห็นว่ามันกลายเป็น...รูปร่างของท่านอาน้อยเสียได้
มีอีกเรื่องหนึ่งที่แปลกมาก เขารู้สึกว่าร่างกายตัวเองผิดปกติ อย่างเช่นตอนนี้ หลังจากที่เมฆหมอกพวกนั้นกลายเป็นรูปร่างท่านอา ร่างกายเขาก็ป่วยขึ้นมา
ฉินเซิงมองชุดคลุมส่วนล่างของตัวเองที่นูนขึ้น เลือดในจุดตันเถียนไหลบ่าจนรู้สึกอึดอัด ดวงตาอำพันใสสะอาดมีประกายกดอัด
ช่วงนี้เขาควบคุมความคิดที่อยากอยู่ใกล้ท่านอาน้อย ยอมถอยห่างออกมา กลัวจะทำให้ท่านอาน้อยป่วยไปด้วย
ช่วงนี้หนุ่มน้อยฉู่เซียนเซียนมีความกลัดกลุ้มที่อายจนไม่กล้าเอ่ยปาก
......
ฉู่อวี๋เดินไปได้สักพักก็หันกลับไปมอง เห็นว่าไม่มีใครตามมาก็อดที่จะอึดอัดใจอีกครั้งไม่ได้... เมื่อก่อนนี้เซียนเซียนตามติดนางไม่ห่างเหมือนแมลงเหม็น แต่ตอนนี้นางออกจากแปลงดอกไม้มาแล้วเขากลับไม่รู้ด้วยซ้ำ
แต่...แบบนี้ก็ไม่มีอะไรไม่ดีไม่ใช่หรือ?
ฉู่อวี๋เอื้อมมือไปลูบหลังตัวเอง ใบหน้ามีรอยยิ้มจนปัญญาจางๆ
คนที่จะตั้งใจปกป้องนางมีเพียงฉู่เซียนเซียน ไม่ใช่นายท่านฉินสาม หากวันใดนายท่านฉินสามเห็นสิ่งที่อยู่บนหลังนางก็ไม่ต้องพูดถึงว่าจะปกป้องนางหรือไม่ เกรงว่าคงออกคำสั่งให้จินเย่าถลกหนังบนหลังนางโดยไม่ปราณี
แววตานางจมลงเล็กน้อย นิ้วมือที่จับหลังตัวเองกำลงเบาๆ
แม้นางจะไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่บนหลังคืออะไร แต่นางกลับรู้ว่าการกระทำประหลาดของชายแก่ในกองเพลิงต้องมีเจตนาอะไรแน่นอน สิ่งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับนายท่านฉินสามและสำนักเย่า แม้ตอนนั้นนางจะถูกดึงเข้ามาพัวพันแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แต่ในเมื่อโดนดึงเข้ามาแล้ว นายท่านฉินสามกับสำนักเย่าก็ไม่มีทางปล่อยนางไปแน่!
ทั้งนางก็มีหลายเรื่องให้กังวล!
ยังดีว่ารอยสักนี้ต้องแช่น้ำร้อนสักพักให้ร่างกายร้อนจึงจะปรากฏ
ตอนที่อยู่สำนักเย่า เนื่องจากนางรู้อยู่ก่อนแล้วว่ามีคนจากสำนักเย่าจับตามองแม้แต่ตอนอาบน้ำ ดังนั้นทุกครั้งจึงทำความสะอาดง่ายๆ แบบรีบๆ แค่ทำให้ตัวเปียกก็เสร็จ มิเช่นนั้นความลับบนหลังคงถูกรู้ไปนานแล้ว
ให้พวกจินเย่ารู้เรื่องรอยสักลับบนหลังนางไม่ได้เด็ดขาด...
“ทำไมเอาแต่จับหลังตัวเอง บนหลังมีอะไรหรือ?” เสียงถากถางเย็นยะเยือกดังขึ้นข้างหูฉู่อวี๋อย่างฉับพลัน
ฉู่อวี๋ตกใจสะดุ้ง เมื่อหันไปมองตามเสียงก็เห็นว่าจินเย่ากำลังยืนบนต้นไม้ด้านข้างพร้อมมองกับลงมาที่นาง
นางรีบทำท่านวดเอวตัว ส่งเสียงพูดเย็นๆ ว่า “ทำงานจนปวดเอว แค่นวดก็ไม่ได้หรือ?”
“เจ้าไม่ได้กำลังนวด แต่กำลังเกากับลูบ สามวันมานี้เจ้าลูบหลังตัวเองเฉลี่ยวันละสี่สิบหกครั้ง เจ้าคิดว่าตัวเองไม่ทิ้งร่องรอย แต่ความจริงกลับเป็นแค่ตัวตลกที่ก่อความวุ่นวาย” ปลายเท้าจินเย่าร่อนลงพื้นเบาๆ สง่างามดุจใบไม้ร่วงโรย เขาร่อนลงตรงหน้านางพอดี ดวงตาดอกท้อเย็นยะเยือก “คุณหนูฉู่ ไหนว่ามาซิว่าหลังเจ้าเป็นอะไรกันแน่?”
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า!” ฉู่อวี๋พูดเสียงแข็ง แต่ในใจกลับระมัดระวังถึงขีดสุด
จินเย่าขมวดคิ้วเบาๆ เขาพูดยิ้มๆ ว่า “จะให้ข้าลงมือหรือเจ้าจะถอดเอง?”
……………………………………………………………………………………………………