ยอดไทเฮาเขย่าวังหลัง: Chapter003 ตอนที่ 3
บทที่3 : เด็กดี กินนี่สิจ๊ะ
เข้ากลางฤดูร้อนแล้วแต่บรรยากาศในตำหนักเย็นยังคงทึมทึบ
กำแพงทั้งสี่ด้าน มีรอยรั่ว สายลมทะลุผ่านพัดพาเอาอากาศชื้นชื้นเข้ามาทำให้คนรู้สึกไม่สบายตัว
เหลียนไฉเหรินถูกตู๋กูซิงหลัน จับนั่งบนตั่งเก่าๆตัวหนึ่ง นางพึ่งจะนั่งลง ตู๋กูซิงหลันก็โยนวิญญาณประจำตัวเกาะลงบนบ่าของนาง วิญญาณตนนี้ยามนี้เป็นเพียงดวงจิต นอกจากตู๋กูซิงหลันคนอื่นไม่อาจมองเห็น
" เจ้า "
พอมันคิดจะพูด ก็ถูกตู๋กูซิงหลันยิ้มหวานปรายตาห้ามไว้ 'เจ้าต้องเชื่อฟังข้าให้ดี' ไม่งั้นข้าจะเหยียบให้จมมิดแน่!
มันเป็นวิญญาณที่มีสัญญาจิตผูกพันกับตู๋กูซิงหลัน ย่อมสามารถสื่อสารผ่านทางจิตได้ ช่างเถอะช่างเถอะตอนนี้ย่อมต้องอดทนไปก่อนใครใช้ให้มันเป็นเพียงแค่ดวงจิตดวงนึง สู้สตรีคนเดียวก็ไม่ได้ ต้องทำตามที่นางต้องการเท่านั้น เสี่ยวถวนจื่อไม่กล้ามีโทสะจึงได้แต่กัดไหล่เหลียงไฉเหรินลงไปคำนึง เหลียงไฉเหรินพลันรู้สึกบ่าไหล่เย็นวูบ ร่างกายเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งโดยไร้สาเหตุราวกับถูกภูเขาลูกหนึ่งทับไว้
"เชียนเชียน เอาผ้าคลุมนั่นมาให้ญาติผู้น้องใช้เถอะ อย่าปล่อยให้ผู้อื่นตัวเย็นถึงเพียงนี้" ตู๋กูซิงหลันพูดพรางคลี่ยิ้ม
เชียนเชียนเผยสีหน้าถูกบังคับแต่ยังคงทำตามรับสั่ง อากาศร้อนถึงเพียงนี้ ยังจะให้ผู้อื่นห่มผ้าเพิ่มอีกหรือ?
" อย่าแตะต้องข้า" เหลียนไฉเหรินร้องเสียงดัง" ตู๋กูซิงหลัน เจ้าคิดจะทำอะไร ข้าเป็นถึงพระสนมของฝ่าบาท ข้ามีเมตตา มาดูแลเจ้า เจ้าคิดจะลงมือกับข้า ฝ่าบาทรู้เข้าต้องไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่"
นางจะอย่างไรก็คาดไม่ถึง ตู๋กูซิงหลันจะกล้าถือดีถึงเพียงนี้ คิดลงมือกับนาง
ตู๋กูซิงหลันกลับไม่มีโทสะ นางค่อยๆเปิดกล่องอาหารที่เหลียงไฉเหรินนำมา ข้างในนั้น มีซุปกระดูกไก่ เศษผักเศษเนื้อที่เน่าแล้ว นางนำชามแตกมาใบนึง ตักอาหารใส่จนเต็มนำมาตั้งไว้ข้างหน้าเหลียงไฉเหริน
" น้องสาว เจ้ามาเยี่ยมเยียนข้า ข้าทราบซึ้งยิ่งนัก" ตู๋กูซิงหลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ "ถึงแม้ฝ่าบาทจะมีพระสนมมากมาย มีแต่เจ้า น้องสาวเจ้าเป็น' ลูกสะใภ้'ที่กตัญญูที่สุด ข้าจะไม่รักเอ็นดูได้อย่างไร จะไปทำอะไรเจ้าได้?"
" เจ้าดูอาหารที่เจ้านำมาข้าสุดแสนเสียดายไม่กล้าเก็บไว้กินเอง คิดถึงเจ้าเพียงไหน"
เหลียงไฉเหริน " ? ? ? " มีแต่เจ้าที่เข้าใจคำว่า'รักเอ็นดู' ผิดไปหรือเปล่า
ตู๋กูซิงหลันพินิจดูเหลียงไฉเหริน" แหม ดูไปก็สวยงามอ้อนแอ้นถึงเพียงนี้ ข้าเห็นแล้วยังถูกใจ หากฝ่าบาทได้เห็นสักหน่อยเกรงว่าจิตใจคงถูกล่อลวงไปแน่"
เหลียงไฉเหรินใจหายวาบ นังตัวร้ายนี้กำลังชื่นชมข้า?
"อ้ายยะ น่าเสียดายฝ่าบาทมีพระสนมมากมาย ด้วยรูปโฉมธรรมดาสามัญอย่างเจ้า คงได้แต่ดูเองชมเองเท่านั้น"
เหลียงไฉเหริน ชะงักไป ตู๋กูซิงหลันพูดไม่ผิด ฮ่องเต้เพิ่งขึ้นครองราชย์ ก็แต่งตั้งไฉเหรินสามสิบคน เหม่ยเหรินยี่สิบคน พระสนมขั้นผินแปดคน ขั้นเฟยสี่คน ยังมีกุ้ยเฟยอีกสองคน ในวังหลัง นางไม่ใช่คนที่โดดเด่นที่สุด เช่นนี้จะดึงดูดความสนใจของฝ่าบาทได้อย่างไร
เมื่อคิดถึงพระรูปโฉมที่งดงามราวเทพสวรรค์ของฝ่าบาท หัวใจของเหลียงไฉเหรินร้อนรุ่มขึ้นมา นางมีโชคทุกวันนี้เพราะอดีตฮ่องเต้ไม่ได้เลือกนางไว้ ตอนนี้จึงได้กลายเป็นไฉเหรินของฮ่องเต้องค์ใหม่
ตู๋กูซิงหลันจับจูงมือของเหลียงไฉเหรินไว้ พูดอย่างหนักแน่น " เจ้าและข้าต่างก็เป็นบุตรสาวตระตู๋กู ข้ายอมหวังให้เจ้าได้ดี"
เหลียงไฉเหรินรู้สึกเหมือนถูกผีหลอก นังตัวร้ายนี้ยังหวังให้ข้าได้ดีอีกหรือ?
เมื่อเห็นรอยยิ้มที่งดงามของตู๋กูซิงหลัน เหลียงไฉเหรินยิ่งรู้สึกเคว้งคว้าง " เจ้า เจ้า ต้องการอะไรกันแน่"
ตู๋กูซิงหลันยิ่งมายิ่งแสดงทีท่าอ่อนโยน ปล่อยมือของนางลง ตักซุปขึ้นมาช้อนนึงด้วยตัวเอง ส่งถึงมุมปากเหลียงไฉเหริน
"เด็กดี กินของดีนี่เสียสิ จากนั้นค่อยป่วยใหญ่สักครั้งหนึ่ง แล้วปล่อยข่าวออกไป บอกว่าเพราะมาเข้าเฝ้าข้า ถึงได้ป่วยไข้ ฝ่าบาทเกลียดชังข้า รู้ว่าเจ้ามีน้ำใจถึงเพียงนี้ ยังไม่ปวดใจได้หรือ?"
เหลียงไฉเรินคิดตาม "......." นี่ฟังดูคล้ายมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ทำไมข้าถึงต้องกินน้ำเน่านี้ด้วย ไปตากฝนสักครั้งให้ป่วยไข้ ก็เรียกความกังวล สนใจจากฝ่าบาทได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
นางกำลังคิดจะปฏิเสธ ตู๋กูซิงหลันก็ส่งยิ้มพลางยัดเยียดซุปช้อนนั้นเข้าปาก" วังหลังแย่งชิงความโปรดปราน ฝีมือล้วนไม่ธรรมดา เจ้าเป็นน้องสาวของข้าที่ไร้เดียงสาที่สุด ข้าย่อมต้องช่วยเหลือเจ้าอีกแรง"
ด้านเชียนเชียนนั้น "...." ไร้เดียงสาหรือ? นายหญิงใช่กำลังพูดถึงตัวเองหรือเปล่า
ตู๋กูซิงหลัน พูดไปก็ยัดเยียดซุปเน่าให้เหลียงไฉเหรินไป กลิ่นเน่าสะอิดสะเอียน คละคลุ้งไปทั่วจมูกปากเมื่อกลืนลงท้องไปเหลียงไฉเหรินยากจะทนไหว แทบจะอ้วกออกมาเสียตรงนั้น
วิญญาณทมิฬถวนจื่อนั่งอยู่บนบ่าของนาง ก็ใช้มือสั้นๆของมัน แคะจมูกล้วงเอาขี้มูกใส่ลงไปในชามด้วย มันตอนนี้แม้จะเป็นแค่ดวงจิตดวงหนึ่ง แต่ก็เป็นวิญญาณที่มีอิทธิฤทธิ์สูง คิดจะสะกดคนสักผู้นึงให้สติเลื่อนลอยยังไม่ใช่เรื่องง่ายอีกหรือ
เหลียงไฉเหริน ไม่รู้ว่าทำไมร่างกายยิ่งทียิ่งหนักขึ้น บ่าไหล่เย็นเยียบ อยากขยับตัวยังทำไม่ได้ แม้แต่จะรักษาสติไว้ยังรู้สึกว่ายากเย็น นางเบิกตากว้างได้แต่ยอมให้ตู๋กูซิงหลันป้อนไปสองชามใหญ่
เรียบร้อยแล้วตู๋กูซิงหลันยังมีน้ำใจใช้มือช่วยเช็ดปากให้เหลียงไฉเหริน " น้องสาว ข้าทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อเจ้า เจ้าต้องรีบกลับไปไขว่คว้าโอกาสนี้ให้เป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทให้ได้ อยากได้ทำให้ข้าต้องผิดหวังเสียแรงเปล่า"
"อืมมม" เหลียงไฉเหรินตอนนี้ พะอืดพะอมจนอยากจะอ้วกออกมา ตู๋กูซิงหลันพูดอะไรนางก็ฟังไม่รู้เรื่อง คนอยู่ในสภาพมึนงงก็ถูกส่งออกมานอกตำหนัก หมัวมั่วและนางกำนัน ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็พากันถอยออกไปจากตำหนักเย็น
ไฉเหรินไม่ใช่ว่าจะมาหาเรื่องนางตัวร้ายนั่นหรือ ทำไมกลายเป็นว่า ตอนหลังนางตัวร้ายนั้นออกมาส่งยิ้มให้?
แล้วดูไฉเหริน ปากแก้มมีแต่กลิ่นเน่าน่าสะอิดสะเอียนกลับไม่มีทีท่าโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย เรื่องนี้......เป็นมาอย่างไรกันแน่?
รอจนกระทั่งเงาหลังของพวกนางจากไป เชียนเชียนถึงได้ห่อปากพ่นลมออกมาได้ เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเหลียงไฉเหริน ที่ร้ายกาจถึงได้เปลี่ยนเป็น เชื่องเชื่อยอมกินซุปเน่าไปได้ กินทีถึงสองชามใหญ่ทีเดียว ย้อนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ เชียนเชียน ก็รู้สึกว่า เหลียงไฉเหรินเป็นบ้าใบ้ไปเสียแล้ว
สายลมในตำหนักเย็นพัดหวีดหวิว หน้าร้อนแท้ๆกลับทำให้นางรู้สึกเย็นยะเยือก
" นายหญิง นี่ชัดเจนว่านางคิดมหาเรื่องท่านโดยแท้ ทำไมท่านยังไปคิดวางแผนช่วงชิงความโปรดปรานให้นางอีก"
เชียนเชียนคิดได้ก็รู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง ถึงแม้จะสะใจที่เห็นเหลียงไฉเหรินกินซุปเน่าไปสองชามใหญ่แล้วก็ตาม
ตู๋กูซิงหลันเพ่ง มองชามเปล่าเหล่านั้นก็เผยรอยยิ้มลี้ลับ สองมือม้วนปอยผมเล่นพูดอย่างสนุกสนานกล่าวว่า " ล้วนเป็นคนบ้านเดียวกัน ข้าย่อมต้องช่วยนางอยู่แล้ว"
เชียนเชียน ? ? ? นายหญิงทำไมไร้เดียงสาถึงขนาดนี้ คนแบบนั้นยังจะไปช่วยอีก
" เด็กดี อย่ามัวแต่ทำหน้าเจ้าคิดเจ้าแค้น กินเผือกนี้แล้วไปนอนเสีย พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาทุกอย่างก็จะดีขึ้น" ตู๋กูซิงหลัน ยกเผือกให้เชียนเชียน เห็นนางจมูกเขียวหน้าบวมแดงเช่นนี้ สายตาก็เป็นประกายมุ่งมั่นกว่าเดิม
เชียนเชียน อุ้มเผือกเอาไว้ในมือ กับรู้สึกร้อนลวกอย่างไร้ที่เปรียบ เด็ก.... เด็กดีหรือ? นายหญิงเป็นอะไรไปแล้ว หรือสติหลุดไปอีกคน ฟังว่าในตำหนักเย็นนี้มีพระสนมตายไปไม่น้อยคงไม่ใช่ว่ามีผีอาละวาดนะ เชียนเชียนเพิ่งจะคิดได้วิญญาณภูติก็เป่าลมเย็นๆเข้าไปในหูของนาง จนนางสะท้านหนาวขนหัวลุกทีเดียว
................................