ยอดไทเฮาเขย่าวังหลัง: Chapter005 ตอนที่ 5
บทที่ 5 : เจ้าเป็นหนอนในท้องของเราหรือไร
" แหวะๆ หน้าไม่อาย เป็นแม่ม่าย!! ไม่อาจไขว่คว้าได้อะไรกัน" แม้แต่ภูติผีอย่างถวนจื่อยังทนคำพูดนี้ไม่ไหว ยัยหนูนี่ตายไปแล้วครั้งหนึ่งยังเอาความมั่นอกมั่นใจมาจากไหน
ซีเย่เหม่อลอยไปครู่หนึ่งถึงแม้ไม่อาจเข้าใจคำพูดทั้งหมดของนาง แต่ก็รู้สึกว่าในถ้อยคำนั้นแฝงความห่วงใยตนเองเอาไว้
เขาก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจมากขึ้น
"หลันเอ๋อร์ ข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไป" เขาจ้องมองนางอย่างลึกล้ำด้วยดวงตาเป็นประกาย ตาคู่นั้นราวกับท้องทะเลทำให้นางแทบจมลงไป
ตู๋กูซิงหลัน รีบหันหลังกลับไป รู้สึกขนลุกขนพองคันยุบยิบทั้งร่าง ต้องโทษที่ไทเฮาน้อยกับนางสวยเกินไป ใครได้เห็นเป็นต้องลุ่มหลง นางได้แต่ส่ายศีรษะไม่คิดจะพูดคุยกับซีเย่อีก พอชักเท้าออกไปได้ข้างนึงก็ถูกดึงมือกลับมา
หยกอุ่นชิ้นนึงก็อยู่ในมือ " วันนี้ข้ารีบร้อนออกมาไม่ได้พกพาสิ่งของมีค่าหรือเงินทอง หยกชิ้นนี้ เจ้าเก็บเอาไว้ อีกสองวัน ข้าจะหาทางมาพบเจ้าใหม่"
แม่จ๋า!! หยกอย่างดี!!
ตู๋กูซิงหลันไม่ปฏิเสธ รับไว้แล้วก็เดินจากไปหายไปในหมู่พุ่มไม้
ซีเย่ มองเงาหลังของนางหายลับไป ดวงตาก็หมดแสงลง
ก่อนหน้านี้หลันเอ๋อร์ไม่เคยเฉยชากับเขาขนาดนี้
.............................
" นังหนู ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน ตอนนี้เจ้าเป็นไทเฮาที่ถูกทิ้งอยู่ในตำหนักเย็นแล้ว ถ้ายังคิดทำตัวเป็นแมงมุมชักใย ระวังจะถูก ฮ่องเต้ภูเขาน้ำแข็งนั่นถลกหนังออก" ภูติทมิฬบ่นพึมพำไม่หยุดตลอดทาง
" ข้ารู้อยู่แล้ว เมื่อสักครู่ถึงได้ย้ำฐานะแม่หม้ายของตนเอง ตอนบอกเลิกกับคนงาม ข้าก็ตัดใจเด็ดขาด เจ้าไม่ต้องมาตอกย้ำแผลของข้าอีก" พูดได้อย่างหน้าไม่อายตู๋กูซิงหลันก็เดินเข้าไปในครัวหลวง
วิญญาณทมิฬ "....! ! ! " พูดเสียอย่างกับว่า ไอ้หนุ่มนั่นเป็นคนรักของตนเองปวดใจตรงไหนกัน แถมนังหนูนั่น คำก็ข้าสองคำก็ข้า ได้เป็นไทเฮาไม่กี่วันก็ติดลมเสียแล้ว?
ยามเที่ยงคืนภายในห้องครัวไม่มีคนอีก นางกินไก่ไปหลายน่องแล้วจึงคว้าเอาขาแพะย่าง กับขาหมูน้ำแดง หนักเกือบห้าสิบจิน ห่อกลับ ถึงได้จากไปอย่างพอใจ
ซีเย่ แอบตามนางมาเงียบๆตลอดทาง เห็นนางมาที่ห้องเครื่องเพื่อลักของกิน กินเสร็จยังลอบเอาของกลับไป ก็ตกตะลึงจนตาค้าง ก่อนหน้านี้ ทุกสิ่งที่หลันเอ๋อร์กินใช้ล้วนแต่เป็นของล้ำเลิศ วันนี้เห็นนางกลับต้องมาตกระกำลำบากใช้ชีวิตอยู่อย่างแร้งแค้นในตำหนักเย็น เขาเจ็บปวดจนกระทั่งต้องกำหมัดเอาไว้
..............................
ตู๋กูซิงหลันเพิ่งก้าวออกจากครัวหลวง ภายในวังก็มีความเคลื่อนไหวคึกคัก ห้องเครื่องอยู่ใกล้กับตำหนักอวี้เฉวียนซึ่งเป็นที่พักของเหลียนไฉเหริน คืนนี้ช่างไม่เงียบสงบ ตั้งแต่ครึ่งชั่วยามก่อนเหลียนไฉเหรินก็เริ่มอาเจียนและถ่ายท้องไม่หยุด
มีเสียงกระซิบเล่าลือว่านางคิดจะไปด่าว่าไทเฮาในตำหนักเย็นเพื่อระบายโทสะให้กับฝ่าบาท ผลคือเกือบตายกลับมา หมอหลวงหลายคนมาดูแล อาการก็ไม่ดีขึ้น ครั้งนี้กลับดีแล้ว เพราะเมื่อชั่วขณะก่อน ฝ่าบาทก็เสด็จมายังตำหนักอวี้เฉวียน ด้วยพระองค์เอง นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ของวังหลัง
ทุกคนต่างรู้ดีว่า ก่อนครองราชย์นั้นฝ่าบาทไม่มีนางในปรนนิบัติแม้แต่ผู้เดียว เมื่อขึ้นครองราชย์ กลับแต่งตั้งสนมเกือบร้อยคน พระสนมมากมาย แต่ฝ่าบาทแทบไม่เสด็จไปยังตำหนักของผู้ใด
ตลอดทั้งวัน ประทับอยู่แต่กับท่านราชครู ในวังล้วนแต่มีคำเล่าลือว่า ว่าฮ่องเต้ทรงโปรดบุรุษ...........น่าจะพอพระทัยในตัวท่านราชครู ใครจะคิดว่า คืนนี้กลับเสด็จมายังตำหนักอวี้เฉวียนเพื่อเยี่ยมไข้เหลียนไฉเหรินโดยเฉพาะ
อาจเพราะเหลียนไฉเหรินเป็นคนตระกูลตู๋กู จะอย่างไรพระองค์ย่อมต้องเห็นแก่พระพักตร์ของพระบิดาอยู่บ้าง
ตำหนักอวี้เฉวียน
ด้วยศักดิ์ฐานะของนาง ฉีผินย่อมประทับอยู่ในเรือนหลัก เหลียนไฉเหรินอยู่เรือนปีกข้าง เดิมทีนางไม่ต้องสนใจเหลียนไฉเหริน แต่ฝ่าบาทกับเสด็จมาด้วยพระองค์เอง นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ใกล้ชิดกับฮ่องเต้ นางไม่อาจปล่อยให้พลาดไปได้
ยามนี้เรือนของเหลียนไฉเหรินจึงอัดแน่นไปด้วยคนกลุ่มนึง
ฮ่องเต้ประทับในตำแหน่งสูง ตลอดพระองค์ สวมฉลองพระองค์มังกรสีดำทอง สีพระพักตร์กลับเรียบเฉยนับแต่เสด็จมาก็ไม่ออกพระโอษฐ์แม้แต่คำเดียว ภายในตำหนักเงียบเสียจนได้ยินเสียงเข็มหล่น
" ฝ่าบาท ~~” เหลียงไฉเหรินที่'จะเป็นจะตาย'เสียให้ได้ค่อยๆประคองตัวขึ้นมา
เมื่อนางหันหน้ามาเห็นพระพักตร์ ที่งดงามราวกับเทพเซียน ของฮ่องเต้ คนก็สติเลื่อนลอยไป เพราะนับตั้งแต่ที่ได้เฝ้าชมพระบารมีเป็นครั้งแรกนางก็รู้ว่าตนเองถูกฮ่องเต้องค์นี้ ทำให้หลงใหลเสียแล้ว
ขอเพียงแค่ได้เป็นสตรีของเขานางยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งมวล นางยิ่งคิดไม่ถึงว่าคืนนี้ฝาบาทจะเสด็จมาเยี่ยมนางโดยเฉพาะ
เหลียนไฉเหริน น้ำตาคลอแทบจะรินไหล มองฝ่าบาทด้วยใบหน้าขาวซีดอย่างน่าสงสาร
" หม่อมชั้นมีความผิด..... หม่อมฉันทำให้ฝาบาทเป็นกังวลแล้ว"
นับจากกลับจาก ตำหนักของไทเฮา นางก็ทั้งอาเจียนและถ่ายไม่หยุด หมอหลวงจ่ายยาหลายขนานก็แทบไม่เป็นผล เกือบจะเอาชีวิตนางไปแล้วครึ่งนึง ถึงตอนนี้ก็เพิ่งจะดีขึ้น พอจะมีกำลังกราบทูลได้
ฝ่าบาทกลับทอดพระเนตรมองนางด้วยสายตาเยือกเย็นอยู่เป็นนานโดยไม่เอ่ยคำพูดแม้แต่คำเดียว เหลียนไฉเหรินรู้สึกราวกับตนเองตกอยู่ในฤดูหนาวเหน็บที่ไม่รู้ที่มา นางได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า ฝ่าบาทเสด็จมาเยี่ยมแสดงว่าทรงห่วงใยในตัวนางกระมัง?
" น้องสาว เจ้าไปที่ตำหนักเย็นก็เพราะอยากจะทวงถามความยุติธรรมให้กับฝ่าบาท เช่นนี้ฝ่าบาทจะไม่ทรงปวดพระทัยเพราะเจ้าได้หรือ" ฉีผินพูดไปยิ้มไปอยู่ด้านข้าง
เหลียนไฉเหรินนึก อยากจะผลักนางออกไปนัก นางสละชีวิตออกไปครึ่งนึงถึงทำให้ฝ่าบาทเสด็จมาหาได้ ฉีผินกลับสบายนัก ตอนนางจะเป็นจะตายไม่มาดูแล ยามนี้ฮ่องเต้เสด็จมาก็รีบมาประจบสอพลอ ชัดเจนว่าคิดจะอาศัยโอกาสนี้เข้าใกล้ฝ่าบาท ฉีผินยังคิดจะพูดอะไรอีกแต่ได้ยินฝ่าบาทตรัสด้วยพระสุระเสียงเยือกเย็นว่า "เจ้าเป็นหนอนในท้องเราหรือไร?"
"หา?" ฉีผิน ตะลึงไปแล้ว
"ฉีผินเหนียงเนียง ท่านก็สงบคำไว้เถอะ พระดำริของฝ่าบาทใช่เรื่องที่ท่านจะมาคาดเดาหรือ?" หลี่กงกงที่ปรนนิบัติข้างกายฮ่องเต้ เตือนด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เพื่อแย่งชิงความโปรดปรานเหลียนไฉเหรินทุ่มเทจนแทบต้องทิ้งชีวิตไป ตอนนี้กลับมีฉีผินกระโดดออกมาอีกคนนึง คนนี้ว่าแย่แล้วอีกคนนึงยิ่งน่ารังเกียจยิ่งกว่า
ฉีผิน ตระหนกจนหน้าเขียว ถลาลงไปคุกเข่าก้มหน้ารับผิด
" หม่อมฉันมีความผิด"
หลี่กงกงเป็นคนโปรดข้างกายของฝ่าบาท นางไม่กล้าเอาผิดเขา
ฮ่องเต้ไม่สนใจนางแม้แต่น้อย กับทอดมองเหลียนไฉเหรินด้วยสายพระเนตรคมปลาบ " ตำหนักเย็นเป็นเช่นใด? "
" หม่อมฉันเพียงคิดทวงความยุติธรรมแทนฝ่าบาทถึงได้...... ไปที่ตำหนักเย็น... ญาติผู้พี่ไม่สมควรทำเรื่องเช่นนั้นขึ้นมา ฝ่าบาทขังนางไว้ในตำหนักถือเป็นพระกรุณาแล้ว" นางพบว่า ตัวเองพูดกับฮ่องเต้ด้วยน้ำเสียงสั่นเทา นางเติบใหญ่ พบเห็นเรื่องราวมาไม่น้อย แต่เมื่อต้องใกล้ชิดกับฮ่องเต้ กลับรู้สึกว่าตัวเอง ประหม่าเสียจนไร้กำลังกราบทูล
ขณะเดียวกันตู๋กูซิงหลัน ก็ลอบปีนมาบนหลังคาของตำหนักอวี้เฉวียน ร่างกายของไทเฮาน้อยในตอนนี้แตกต่างกับร่างในชาติก่อนของนางมากเพียงแค่ปีนหลังคาก็กินแรงจนแทบจะไม่ไหว
ตู๋กูซิงหลันค่อยๆถอดกระเบื้องหลังคาออกมาแผ่นนึงลอบมองเข้าไป ดูด้านใน นางต้องประหลาดใจเพราะคิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้ 'ลูกชาย' จะเสด็จมาจริงๆ