ยามดอกวสันต์ผลิบาน: Chapter 005 ตอนที่ 6
ตอนที่ 5 เฉิงอี้
เมื่อซือเซียงส่งซงชิงกลับไปแล้วก็หันหลังกลับมา เห็นว่าสีหน้าของโจวเสาจิ่นมีบางอย่างที่ผิดปกติไป ในใจพลันรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาเล็กน้อย
โดยปกติแล้วคุณหนูรองเป็นคนพูดจาด้วยความสุภาพ อ่อนโยน เป็นมิตร และใจดี ทว่ายามจะดื้อดึงขึ้นมาแล้ว แม้แต่คุณหนูใหญ่ยังต้องยอมประนีประนอมลงให้
หากว่าที่คุณหนูรองกล่าวออกไปว่าต้องการขีดเส้นกั้นที่ชัดเจนกับคุณชายลู่ แต่ระหว่างที่ขบคิดเกิดเสียดายขึ้นมา เช่นนั้นก็คงเป็นเพียงการกระทำแบบเด็กๆ ที่หยอกล้อแง่งอนกันเท่านั้น น่าขายหน้ายิ่งแล้ว!
นางอดไม่ได้ร้องเสียงเบาขึ้นว่า “คุณหนูรองเจ้าคะ” พลางกล่าว “ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ”
โจวเสาจิ่นดึงสติกลับคืนมา เห็นนางมีท่าทีที่ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ก็อดไม่ได้หลุดหัวเราะออกมา พลางกล่าว “ทำไมเจ้ายังยืนอยู่ที่นี่อีก ข้ายังรอให้เจ้าไปซื้อผลเหมยจื่อและผลซิ่งจื่อกลับมาให้ข้าได้ชิมสดๆ ใหม่ๆ อยู่นะ!”
“เจ้าค่ะๆๆ” ซือเซียงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มยินดีจนหน้าบาน พูดไม่หยุดว่า “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แล้วเจ้าค่ะๆ!”
โจวเสาจิ่นส่ายศีรษะ เห็นนางออกจากประตูไปแล้ว ในใจกลับมีความรู้สึกหนักอกเล็กน้อย
ทว่าก็ไม่ตำหนิที่ซือเซียงจะไม่เชื่อนาง
แท้จริงแล้วที่ผ่านมานางใช้ชีวิตมาอย่างพล่าเลือนไม่ค่อยได้ใส่ใจอะไรนัก เรื่องในเรือนล้วนเชื่อฟังพี่สาว เรื่องนอกเรือนก็มีท่านพ่อและท่านลุงใหญ่ นางเพียงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ในจวนหลังใหญ่ ที่นายุ้งฉางได้ผลผลิตเป็นจำนวนเท่าไหร่ เหตุใดบรรดาบ่าวไพร่ถึงมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ในเรือนของป้าทั้งหลายมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง นางไม่เคยถามไถ่มาก่อน เช่นนี้บรรดาสาวใช้จะหวังให้นางออกหน้าช่วยเหลือพวกนางได้อย่างไร บรรดาบ่าวชายที่ดูแลเรื่องในจวนจะหวังให้นางช่วยออกความเห็นหรือตัดสินใจแทนพวกเขาได้อย่างไร ถึงแม้ว่าทุกคนล้วนให้ความเคารพนาง ทว่ากลับไม่ใช่เป็นเพราะนางคือคุณหนูรอง แต่เป็นเพราะนางคือน้องสาวของโจวชูจิ่น ซึ่งไม่เหมือนกับที่ปฏิบัติต่อพี่สาว นอกจากความเคารพที่มีต่อพี่สาวแล้ว ยังมากไปด้วยความเชื่อมั่นและไว้วางใจอย่างที่สุด
คิดถึงตรงนี้แล้ว โจวเสาจิ่นอดไม่ได้หัวเราะออกมาอย่างกระอักกระอ่วน ลุกขึ้นเดินไปยังห้องหนังสือที่อยู่ทางปีกตะวันตก เตรียมหาหนังสือมาอ่านฆ่าเวลา
ห้องหนังสือยังคงสภาพเดิมดังที่อยู่ในความทรงจำของนาง โถงกว้างขนาดสามห้องถูกกั้นให้เป็นสามห้องด้วยฉากไม้กฤษณาหกบานพับที่ฉลุลายดอกไม้และต้นไม้ ด้านตะวันออกเป็นห้องหนังสือของพี่สาว ด้านตะวันตกเป็นห้องหนังสือของนาง ล้วนมีโต๊ะพิณวางไว้ที่บริเวณข้างหน้าต่าง บริเวณผนังเป็นชั้นวางของประดับตกแต่งและชั้นวางหนังสือ โต๊ะเขียนหนังสือตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างห้องด้านตะวันออกและตะวันตก และมีอ่างเคลือบลายดอกไม้และต้นไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้วย ห้องหนังสือของพี่สาวแขวนไว้ด้วยม้วนภาพวาด ส่วนห้องหนังสือของนางนั้นเลี้ยงปลาทองหนึ่งอ่างช่วงฤดูหนาว และเลี้ยงดอกบัวผันหนึ่งอ่างช่วงฤดูร้อน
ตอนนี้เพิ่งจะเป็นช่วงต้นฤดูร้อน มีเพียงใบบัวเล็กใหญ่ไม่กี่ใบลอยอยู่บนผิวน้ำ ปลาทองสีดำสลับทองสองสามตัวแหวกว่ายไปมาอยู่ใต้ใบบัว
นางหยิบถุงอาหารปลาออกมาจากลิ้นชักข้างโต๊ะเขียนหนังสืออย่างคุ้นเคย ก้มศีรษะลงให้อาหารปลา
ปลาตัวเล็กๆ พุ่งเข้ามา น้ำโบกกระเพื่อมขึ้นเป็นสาย
โจวเสาจิ่นระบายยิ้ม
ทันใดนั้นมีหินก้อนหนึ่งตกลงไปในอ่าง น้ำสาดกระเซ็น ทำให้เสื้อด้านหน้าของโจวเสาจิ่นเปียกชุ่ม
นางหมุนตัวกลับไปก็เห็นเด็กชายผิวขาวเนียนละเอียดผู้หนึ่ง สวมชุดจื๋อตัว[footnoteRef:1]สีดำ กลัดผมด้วยที่กลัดผมไม้ไผ่ กำลังพิงอยู่บนขอบหน้าต่างของห้องหนังสือ หันมาทางนางแล้วหัวเราะอย่างชอบใจ [1: ชุดจื๋อตัว (直裰) ชุดคลุมหลวม เป็นชุดที่หลวงจีนสวมใส่กัน]
“ท่านพี่อี้!” โจวเสาจิ่นแผดเสียงออกมา “ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
ท่านลุงใหญ่เหมี่ยนมีบุตรชายเพียงสองคน เฉิงเก้าเป็นบุตรชายคนโต เฉิงอี้เป็นบุตรชายคนรอง ส่วนเด็กชายที่พิงอยู่บนขอบหน้าต่างของนางผู้นี้ก็คือเฉิงอี้หรือคุณชายรองแห่งตระกูลเฉิงจวนสี่ผู้มีอายุสิบห้าปีนั่นเอง
เขาหัวเราะพลางหมุนตัวกระโดดเข้ามาในห้องหนังสือของโจวเสาจิ่น กล่าวขึ้นว่า “เจ้าไม่สบายจริงๆ หรือ ทำไมข้าเห็นเจ้าก็สบายดี คงไม่ใช่ว่าเจ้าไม่อยากเรียนหนังสือกับเฉินต้าเหนียง ก็เลยแกล้งไม่สบายหรอกนะ?”
ในห้วงความคิดของโจวเสาจิ่นกลับปรากฏภาพของเขาที่หนีหน้านางไปเมามายอย่างขมขื่นอยู่ที่ยุ้งฉางกว้างเหตุเพราะสอบตกการสอบขุนนางในปีนั้น
นั่นเป็นความทรงจำสุดท้ายของนางที่มีต่อเขา
และก็เป็นครั้งนั้นที่นางได้รู้ว่าจวนสี่และจวนหลักมีเรื่องแตกหักกัน ทำให้ในการสอบขุนนางจวนสี่ไม่มีผู้ใดคอยชี้แนะ ในราชสำนักจวนสี่ไม่มีผู้ใดคอยสนับสนุน ท่านลุงรองหยวนค้างอยู่ในตำแหน่งยศผิ่นขั้นเจ็ด ไม่มีที่ใดให้ย้ายไปได้ ทางเดินของท่านพี่เก้าก็ยากลำบากนัก กระทั่งอายุยี่สิบเจ็ดปีถึงได้รับการแต่งตั้งที่จินหลิง เฉิงสวี่นั้นติดสุราเรื้อรัง แม้แต่พู่กันก็ไม่อาจจับให้มั่นคงได้ มองดูแล้วไม่อาจกลับไปรุ่งโรจน์เหมือนเดิมได้อีก เฉิงสือแห่งจวนรองต้องการรับช่วงสืบทอดเป็นผู้นำตระกูล แต่จวนหลักต้องการผลักดันเฉิงรั่งบุตรชายของเฉิงเว่ย ทว่าหยวนซื่อผู้เป็นมารดาของเฉิงสวี่ไม่ยินยอม ส่วนเฉิงเจิ้งแห่งจวนสามนั้นสองหน้าสามคมดาบ ซ้ายขวาล้วนพบแหล่งน้ำ กวนให้ในตระกูลไม่มีความสงบ ส่วนจวนห้าพอไม่มีการควบคุมจากจวนหลัก ก็เริ่มแอบนำทรัพย์สมบัติของตระกูลไปขาย ถึงแม้จวนสี่จะทราบเรื่องแต่พอพูดไปก็เท่านั้น ส่วนจวนสามทราบเรื่องแล้วแต่กลับไม่พูดอะไร เพียงปิดบังจวนหลักและจวนรองเอาไว้ ตระกูลนี้จึงต้องสูญสิ้นในไม่ช้า!
ทว่าตอนที่ท่านพี่เก้ามาเยี่ยมนางหลังจากที่สอบซู่จี๋ซื่อ[footnoteRef:2]ได้แล้วนั้นกลับไม่เอ่ยถึงอะไรเลย [2: ซู่จี๋ซื่อ (庶吉士) ต้องสอบผ่านการเป็นซู่จี๋ซื่อก่อนถึงจะสามารถทำงานในกรมต่างๆ ได้]
โจวเสาจิ่นมองใบหน้าเยาว์วัยและหล่อเหลาที่เปล่งประกายด้วยความภาคภูมิและความสุขนั้นแล้ว ในใจก็อ่อนลงราวกับว่าสามารถหลั่งน้ำออกมาได้
นางยิ้มบางพลางกล่าว “ทำไมท่านไม่เดินเข้ามาดีๆ ทางประตู เหตุใดชอบกระโดดเข้ามาทางหน้าต่างเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าท่านโดดเรียนอีกแล้ว? ระวังเถอะข้าจะฟ้องท่านยาย”
เฉิงอี้หัวเราะร่า เดินอย่างองอาจตรงไปยังเก้าอี้ไม้มีเท้าแขนในห้องของนางแล้วนั่งลง กล่าวว่า “ป้าเจียงที่เฝ้าอยู่หน้าประตู ดวงตามันวาวเอาเรื่องยิ่ง ข้าจะเข้ามาแต่ละทีไม่ง่ายนัก” กล่าวอีกว่า “เจ้ายังไปเรียนกับเฉินต้าเหนียงอยู่หรือไม่”
เรื่องนี้โจวเสาจิ่นยังไม่ได้ตัดสินใจ ทว่าเป็นที่ประจักษ์ว่าเฉิงอี้ไม่ใช่คนที่สามารถปรึกษาหารือด้วยได้ และนางก็ไม่ได้เตรียมตัวมาถกเรื่องนี้กับเฉิงอี้ จึงเลี่ยงที่จะให้คำตอบ กล่าวขึ้นว่า “ท่านไถลตัวเข้ามาจากฝั่งสวนดอกไม้เล็กของจวนห้าอีกแล้วหรือ”
คำกล่าวที่ว่าน้ำแกงทั้งหม้อเสียเพราะขี้หนูก้อนเดียวนั้น นางรู้สึกว่าช่างเป็นการกล่าวถึงตระกูลเฉิงจวนห้าโดยแท้
ตระกูลเฉิงนั้นเป็นตระกูลบัณฑิตผู้มีการศึกษาอย่างตระกูลทั่วไปในเจียงหนาน มีหลักว่า ‘หากผู้ชายที่มีอายุสี่สิบแล้วยังไม่มีบุตรจึงจะสามารถรับอนุได้’ ให้ยึดปฏิบัติ นายท่านใหญ่เฉิงเวิ่นแห่งจวนห้ามีบุตรชายหนึ่งคนนามว่าเฉิงนั่ว เขาจึงไม่สามารถรับอนุ ทว่ายามอยู่ข้างนอกกลับห้อมล้อมไปด้วยนางรำ เลี้ยงดูหญิงคณิกา และเที่ยวหอนางโลม ฮูหยินใหญ่เวิ่นเริ่มขมขื่นใจและริษยา ต่อมาก็ต้องเป็นทุกข์ใจเรื่องเงินทอง ทำให้นางคอยจับตาดูท่าทีของเฉิงเวิ่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไหนเลยจะมีแก่ใจมาดูแลเรื่องภายในจวน ด้วยเหตุนี้จึงมอบหมายหน้าที่ภายในจวนทั้งหมดให้แม่บ้านที่นางไว้ใจเป็นผู้ดูแล ส่วนตัวนางนั้นแสร้งทำเป็นไม่สบายนอนอยู่บนเตียงทั้งวัน ภายในจวนอวลไปด้วยบรรยากาศที่ยุ่งเหยิง นายไม่ใช่นาย บ่าวไม่ใช่บ่าว ไร้ซึ่งกฎระเบียบ เฉิงอี้และอีกหลายคนจึงอาศัยช่องโหว่นี้ แอบพาเพื่อนฝูงเข้ามาประชันบทกลอน แข่งขันวาดภาพ และกินดื่มสร้างความบันเทิงกันในสวนดอกไม้เล็กของจวนห้า เรื่องนี้พวกผู้ใหญ่ในตระกูลเฉิงต่างไม่ทราบเรื่อง หลังจากที่เกิดเรื่องของนางแล้ว หยวนซื่อจึงจัดการให้มีการตรวจสอบทั่วทั้งซอยจิ่วหรู ถึงได้พบว่าภายในจวนห้านั้นไร้ซึ่งการจัดการดูแล โชคดีที่จวนห้ามีเพียงเฉิงนั่วเป็นลูกโทน ไม่มีบุตรสาว ทำให้ไม่มีเหตุที่วุ่นวายมากกว่านี้เกิดขึ้น ทว่าเรื่องคลุมเครือระหว่างบ่าวชายหญิงนั้นเกิดขึ้นไม่จบสิ้น ทำให้หยวนซื่อหัวเสียเป็นอย่างมาก เกือบจะด่าทอสะใภ้ใหญ่เวิ่นต่อหน้าคนตระกูลเฉิงและบ่าวรับใช้ด้วยถ้อยคำผรุสวาทเสียแล้ว
โจวเสาจิ่นในเวลานั้นน่าจะไม่ทราบเรื่อง
เฉิงอี้ถูกทำให้กลัวจนเหงื่อเย็นท่วมตัว นั่งตัวตรงขึ้นในทันใด มองนางด้วยใบหน้าที่ระแวดระวัง กล่าวอย่างร้อนรนว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไร” กล่าวจบ เขาก็แสดงอาการราวกับว่าเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน พร้อมกับตะโกนขึ้นว่า “ข้ารู้แล้ว ต้องเป็นเฉิงลู่แน่ๆ ที่บอกเจ้า!” เขาด่าทอเฉิงลู่อย่างเดือดดาลว่า “คนทรยศ! ตกลงกันแล้วว่าต้องเก็บเป็นความลับ! ทำไมเขาถึงได้ปากสว่างเยี่ยงนี้ ต่อจากนี้เวลาออกไปเล่นกันจะไม่ชวนเขาอีกแล้ว”
เฉิงลู่กับพวกเขาเที่ยวเล่นด้วยกันด้วยอย่างนั้นหรือ
โจวเสาจิ่นประหลาดใจ
ในความทรงจำของนาง ตอนที่หยวนซื่อตรวจพบการสุมหัวของพวกเขานั้น จะมีเฉิงอวี่จากจวนรอง เฉิงอี้จากจวนสี่ เฉิงนั่วจากจวนห้าและเฉิงจวี่จากตระกูลเฉิงสายรอง รวมถึงเฉิงสวี่ที่สุดท้ายแล้วถูกพวกเขาลากลงไปในน้ำ ทว่ากลับไม่พบว่ามีเฉิงลู่ด้วย
พอมาคิดดูในยามนี้แล้ว ต้องเป็นพวกเขาที่กล่าวคำสาบานแห่งมิตรสหายแล้วช่วยกันปกปิดให้กับเฉิงลู่
ทว่าเฉิงอวี่แห่งจวนรองกับคุณชายใหญ่เฉิงสือแห่งจวนรองเป็นพี่น้องร่วมมารดา นายท่านใหญ่เฉิงอี๋แห่งจวนรองนั้นไม่ค่อยใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องราวภายในจวน ฮูหยินใหญ่อี๋ยังเป็นผู้ฝักใฝ่ไปในทางธรรม เฉิงอวี่กับเฉิงสืออายุห่างกันสิบปี ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนการบ้าน หรือค่าใช้จ่ายเรื่องการกินการแต่งตัวต่างๆ ล้วนแต่เป็นเฉิงสือที่เป็นผู้จัดการดูแลให้กับเขา การที่พวกเฉิงอวี่กับเฉิงอี้พากันเที่ยวเล่นพิเรนทร์เช่นนี้ จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่เฉิงสือจะไม่ทราบเรื่อง!
ยิ่งคิดโจวเสาจิ่นก็ยิ่งสับสน สิ่งเดียวที่นางพอจะมั่นใจได้ก็คือ ถึงแม้ว่าเรื่องราวในความทรงจำของนางจะมีเรื่องหนึ่งที่สอดคล้องกัน ทว่ากลับปรากฏบางอย่างที่แตกต่างกันเล็กน้อยจากสิ่งที่นางรู้ในตอนนี้
นางจ้องเฉิงอี้พลางเอ่ยถามขึ้นว่า “กล่าวเช่นนี้ แสดงว่าพวกท่านพาเพื่อนฝูงมากินดื่มสร้างความบันเทิงกันที่สวนดอกไม้เล็กของจวนห้าจริงๆ ใช่หรือไม่ และเฉิงลู่ก็อยู่กับพวกท่านด้วยจริงๆ? เช่นนั้นทำไมพวกท่านถึงปกปิดเรื่องนี้ให้กับเฉิงลู่ด้วย”
เฉิงอี้ได้ยินเช่นนั้นก็กระโดดโหยงสูงสามฉื่อ[footnoteRef:3] พลางกล่าว “อะไรกันที่เรียกพวกข้าว่าปกปิดให้กับเฉิงลู่ พวกข้าตกลงกันตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ว่าเป็นผู้ใดทำเรื่องผิดพลาดจนถูกจับได้ขึ้นมา ก็ให้ผู้นั้นรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ต้องไม่ดึงผู้อื่นมาเกี่ยวข้องด้วย” เขากระซิบกล่าวว่า “คิดไม่ถึงว่าคำพูดของเฉิงลู่จะเชื่อถือไม่ได้” กล่าวจบ เขารู้สึกว่าตนเองที่อยู่ต่อหน้าโจวเสาจิ่นนี้มีอาการลนลานเล็กน้อย อดไม่ได้ยืนขึ้นและยืดตัวตรง พลางกล่าวแก้ตัวเสียงสูงว่า “ที่พวกข้าทำนั้นไม่ใช่ ‘สร้างความบันเทิง’ แต่ว่าเป็นการไม่ถูกจำกัดอยู่ในกฎและมีอิสรเสรี ซึ่งเป็นรสนิยมของผู้ได้รับการศึกษาต่างหาก เข้าใจหรือไม่” [3: ฉื่อ (尺) หน่วยวัดความยาวในสมัยโบราน หนึ่งฉื่อเท่ากับ 0.333 เมตร หรือ 1.094 ฟุตโดยประมาณ]
เฉิงอี้ในตอนนี้กับโจวเสาจิ่นในตอนนั้นก็เหมือนกัน ที่ไม่รู้ถึงความเลวร้ายของเรื่องราวนี้ เขาพูดอย่างอาจหาญและมั่นใจ โจวเสาจิ่นกลับอดไม่ได้แย้งขึ้นว่า “การไม่ถูกจำกัดอยู่ในกฎจำเป็นต้องดื่มเหล้า และการมีอิสรเสรีจำเป็นต้องแต่งกายเลอะเทอะเช่นนี้อย่างนั้นหรือ ข้าเห็นว่านั่นคือการทำตามอำเภอใจ มุทะลุ และไม่ยอมอยู่ในแบบแผนต่างหาก! ทำไมไม่เห็นท่านพี่สือจากจวนรองเป็นเช่นนี้ ทำไมไม่เห็นท่านพี่เจิ้งจากจวนสามเป็นเช่นนี้บ้างเลย มีเพียงพวกท่านสามสี่คนเท่านั้น...”
“ไอ้หยาๆ!” เฉิงอี้กระวนกระวายขึ้นมาเล็กน้อยขณะเอ่ยขัดคำพูดของโจวเสาจิ่น “เรื่องของพวกผู้ชาย เจ้าเป็นแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งจะไปเข้าใจอะไร เจ้าตั้งใจเรียน ‘บัญญัติสอนหญิง’ และ ‘วิถีแห่งความดีงามของสตรี’ ของเจ้ากับเฉินต้าเหนียงไปเถอะ” จากนั้นก็ข่มขู่นางว่า “เรื่องนี้ห้ามเจ้าบอกกับผู้อื่นเป็นอันขาด! ไม่เช่นนั้นข้าจะเปิดโปงเฉิงลู่” ทั้งยังถามต่อว่า “สรุปว่าเจ้ายังไปเรียนกับเฉินต้าเหนียงอยู่หรือไม่”
โจวเสาจิ่นรู้สึกหดหู่
คิดไม่ถึงว่าในสายตาของทุกคน นางดูเป็นกังวลเกี่ยวกับเฉิงลู่เป็นอย่างมาก
นางอดไม่ได้กล่าวว่า “เรื่องของข้าท่านไม่ต้องยุ่ง ต่อจากนี้ท่านก็อย่าไปกินดื่มสร้างความบันเทิงกันที่สวนดอกไม้เล็กของจวนห้าอีกก็พอ ไม่เช่นนั้นข้าก็จำเป็นต้องบอกท่านยาย!”
เฉิงอี้เบิกดวงตากว้าง พลางกล่าว “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะลากเฉิงลู่ออกมาเปิดโปงหรือ”
“เฉิงลู่ก็คือเฉิงลู่ ข้าก็คือข้า เขากับข้ามีอะไรเกี่ยวข้องกัน!” โจวเสาจิ่นรีบชี้แจงให้ชัดเจน “ท่านไม่ต้องเอาพวกข้าสองคนไปพูดด้วยกันอีก คนที่ไม่รู้ก็จะเข้าใจผิดได้ว่าข้ากับเขามีอะไรกัน! คนเป็นพี่ชายเขาทำตัวเยี่ยงท่านกันหรือ”
ดวงตาของเฉิงอี้ยิ่งเบิกกว้างขึ้น กล่าวว่า “เช่นนั้นทำไมเฉิงลู่ถึงยังให้ข้ามาถามเจ้าว่ายังไปเรียนกับเฉินต้าเหนียงอยู่หรือไม่อีกเล่า”
โจวเสาจิ่นเข้าใจในทันที
คนที่อาศัยอยู่ในซอยจิ่วหรูทั้งหมดล้วนเป็นคนตระกูลเฉิง สำนักศึกษาแห่งตระกูลเฉิงนั้นตั้งอยู่ที่ท้ายซอยของซอยจิ่วหรู ซึ่งต่อเติมออกมาจากสวนเล็กที่ตั้งอยู่ห่างไกลแห่งหนึ่งของจวนตระกูลเฉิงกับจวนห้าที่กั้นด้วยซอยเล็กซอยหนึ่ง ผู้ชายในตระกูลเฉิงเข้าศึกษาในสำนักศึกษาแห่งตระกูลเฉิง ต่อมาได้ทำการสร้างห้องศึกษาชื่อว่า ‘ห้องศึกษาจิ้งอัน’ ขึ้นบริเวณด้านข้างป่าไผ่ใกล้กับสวนดอกไม้ของจวน ให้เด็กผู้หญิงได้เรียนอ่านเขียนกับอาจารย์หญิงอยู่ที่นั่น สวนดอกไม้เล็กภายในของจวนห้ากับสวนดอกไม้ภายในของจวนตระกูลเฉิงหันเข้าหากันโดยมีลำน้ำกั้นกาง ตรงกลางมีสะพานแผ่นหินซิกแซ็กเชื่อมต่อถึงกัน หากว่านางไปเรียนที่ ‘ห้องศึกษาจิ้งอัน’ เฉิงลู่ที่อยู่ฝั่งศาลาริมน้ำของจวนห้าก็จะสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของทางฝั่งห้องศึกษาจิ้งอันได้รางๆ ถึงแม้ว่าไม่อาจพูดคุยกันได้ ทว่าก็สามารถให้บ่าวรับใช้ของจวนห้านำความมาทักทายได้
นี่เขาคิดจะแอบนัดพบตนเองเป็นการส่วนตัว!
โจวเสาจิ่นยิ้มเย็น
ตั้งแต่เมื่อก่อนนางก็ไม่เคยนัดพบกับเขาเป็นการส่วนตัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้
โจวเสาจิ่นมองท่าทางที่ไม่รู้จักคิดของเฉิงอี้แล้ว รู้สึกทั้งน่าโมโหและน่าขบขันในเวลาเดียวกัน กล่าวขึ้นว่า “ที่ผ่านมาข้าเคยเป็นศัตรูกับท่านหรืออย่างไร ท่านถึงได้ทำร้ายข้าเช่นนี้ คำพูดของข้าท่านไม่เชื่อแม้สักประโยค ทว่าไม่ว่าเฉิงลู่จะพูดอะไรท่านกลับไม่สงสัยเลยแม้สักนิดเดียว เขาให้ประโยชน์อะไรกับท่านหรือ ท่านถึงได้เป็นธุระช่วยเขาเช่นนี้ หากท่านยังเป็นเช่นนี้อีก ข้าก็คงจำเป็นต้องไปฟ้องท่านยายจริงๆ แล้ว!”
...................................................................