ยามดอกวสันต์ผลิบาน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน: Chapter 004 ตอนที่ 5

#5Chapter 004

ตอนที่ 4 พี่สาว

โจวเสาจิ่นเหลือบมองเพียงครั้งหนึ่งก็ทราบได้ว่า ‘น้ำแกง’ ถ้วยนั้นจริงๆ แล้วคือน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์

นางมองพี่สาว

บนใบหน้าของโจวชูจิ่นเต็มไปด้วยอาการรอคอยอย่างกระวนกระวายใจ ความคาดหวังนั้นตกอยู่ในดวงตาของโจวเสาจิ่น ทว่าฉับพลันกลับทำให้นางรู้สึกเศร้าเล็กน้อย นางแสร้งทำเป็นไม่รู้ ยกถ้วยน้ำแกงขี้นมา แล้วดื่มหมดในอึกเดียว

โจวชูจิ่นเห็นดังนั้นก็ยิ้มอย่างเบิกบาน

โจวเสาจิ่นประหลาดใจเล็กน้อย

เป็นครั้งแรกที่นางเห็นพี่สาวยิ้มอย่างเบิกบานขนาดนี้

หากว่าเช่นนี้สามารถทำให้พี่สาวมีความสุขได้ เหตุใดนางจะไม่ทำมันเล่า?

โจวเสาจิ่นยิ้มขณะยื่นถ้วยส่งคืนให้ฉือเซียง

โจวชูจิ่นจับมือของน้องสาวเอาไว้ กล่าวขึ้นอย่างเอาใจใส่เจือร้อนรนเล็กน้อยว่า “วันนี้พวกเรานอนด้วยกันดีหรือไม่”

นับตั้งแต่โจวเสาจิ่น ‘ป่วย’ เป็นต้นมา นางแทบจะอยู่เป็นเพื่อนโจวเสาจิ่นทุกคืน ต่อมาโจวเสาจิ่นเกิดความคลางแคลงใจเกี่ยวกับชะตาของตัวเอง จึงหาข้ออ้างไม่นอนด้วย สองพี่น้องถึงได้แยกกันนอนห้องของใครของมัน

โจวเสาจิ่นยิ้มน้อยๆ แล้วพยักหน้ารับ

เมื่อพวกนางชำระร่างกายเสร็จแล้วก็ขึ้นเตียง

โจวเสาจิ่นดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงหัวไหล่อย่างเรียบร้อย ทว่าโจวชูจิ่นกลับเอนตัวลงบนหมอนหนุนใบใหญ่ที่หัวเตียงแล้วพูดคุยกับนาง “ได้ยินมาว่าวันนี้เจ้านอนทั้งวันเลยอย่างนั้นหรือ เป็นเช่นนี้ไม่ดีนัก อย่างไรก็ตามแต่ ต้องกินอะไรบ้าง หากปล่อยเวลาล่วงเลยนานเข้า อาการหิวเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เจ็บป่วยลงได้ แต่เดิมร่างกายเจ้าก็อ่อนแออยู่แล้ว ย่อมรับไม่ไหวหากอาการแย่ลงอีก” ยังกล่าวอีกว่า “ให้ภรรยาของหม่าฟู่ซานซื้อหนังสือสักสองสามเล่มมาให้ผ่อนคลายดีหรือไม่ ข้าได้ยินมาว่าหม่าเจี้ยหยวนออกบทกวีชุดใหม่ ผู้คนในเจียงหนานต่างยื้อแย่งกันซื้อ คิดว่าคงจะไม่เลวเลยทีเดียว”

“ไม่ต้องเจ้าค่ะ” เดิมทีโจวเสาจิ่นก็เป็นคนพูดน้อย ชื่นชอบการอยู่เงียบๆ ไม่ชอบกิจกรรมเคลื่อนไหว บางครั้งก็อยู่แต่ในห้องไม่ออกไปไหนเลยทั้งวัน นางไม่รู้สึกว่าการเป็นเช่นนี้นั้นไม่ดี “อยู่ในห้องข้าจะนอนหลับก็ได้ หรือจะพูดคุยกับพวกซือเซียงก็ได้ ก็ผ่านไปหนึ่งวันแล้วเจ้าค่ะ”

ทว่าโจวชูจิ่นกลับไม่คิดเช่นนั้น

น้องสาวเป็นคนเรียบง่าย เปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่ว่าเรื่องอะไรล้วนเล่าให้นางฟังทุกอย่าง รวมถึงเรื่องที่เฉิงลู่ให้คนแอบส่งของมามอบให้นาง นางก็เล่าให้ฟังแล้วหลายครั้ง หลังจากนั้น ทุกครั้งที่เฉิงลู่ส่งของมามอบให้นาง นางก็ยังคงเอามาเล่าให้ตนเองฟังทุกครั้ง นับประสาอะไรกับที่หลายวันมานี้ ตนเองทั้งให้นางแสร้งทำเป็น ‘ป่วย’ ทั้งเผายันต์กระดาษที่ห้องของนาง ทั้งให้นางดื่มน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ นางไม่ใช่คนโง่ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รับรู้เรื่องพวกนี้ และยิ่งเป็นไปไม่ได้ว่าไม่มีความขุ่นข้องอยู่ในใจเลยสักสาย ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบ นางกลับไม่เอ่ยอะไรเลยสักคำ นี่ต่างหากที่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

โจวชูจิ่นอดไม่ได้ยืดตัวขึ้น จ้องที่ดวงตาของโจวเสาจิ่นแล้วกล่าวขึ้นว่า “เจ้ามีเรื่องอะไรปิดบังข้าอยู่ใช่หรือไม่”

โจวเสาจิ่นนั้นพูดได้ว่าตั้งแต่เล็กก็เติบโตขึ้นมากับการดูแลของพี่สาว สิ่งที่นางกลัวที่สุดคือการทำให้พี่สาวเสียใจ ถัดมาคือกลัวใบหน้าที่ไร้รอยยิ้มและดูจริงจังของพี่สาว ตอนนี้ถึงแม้ว่าจะไม่เหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อคิดถึงความดีที่พี่สาวมีต่อตนเองแล้ว การที่ถูกพี่สาวมองแบบนี้ นางรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย

“ไม่มีเจ้าค่ะ” นางกล่าวสั้นๆ “ข้าไม่มีเรื่องอะไรปิดบังท่านพี่เจ้าค่ะ”

ทว่ายิ่งนางเป็นแบบนี้ โจวชูจิ่นก็ยิ่งสงสัย

สายตานางเจ้าเล่ห์ขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ กล่าวเสียงทุ้มต่ำว่า “เสาจิ่น ท่านแม่ไม่อยู่แล้ว ท่านพ่อก็ไม่ได้อยู่ข้างกายพวกเรา พวกเราพี่น้องควรจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันถึงจะถูก หากเจ้ามีเรื่องอะไรก็อย่าปิดบังข้า” ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวขึ้นอีกว่า “เจ้าดูเมื่อครั้งก่อนที่เจ้าทำพิณของอู่ซือฟู่พังโดยไม่ตั้งใจนั้น เจ้ากลับมาก็เล่าให้พี่สาวฟัง พี่สาวคิดหาหนทางเสียแต่เนิ่นๆ ไม่เพียงหาพิณที่ใกล้เคียงกับพิณของอู่ซือฟู่นำไปทดแทนให้กับอู่ซือฟู่ได้เท่านั้น ในขณะที่อู่ซือฟู่ยังไม่ทราบเรื่องนั้น ยังพาเจ้าไปกล่าวคำขอโทษต่ออู่ซือฟู่ก่อนด้วยตัวเอง อู่ซือฟู่ไม่เพียงไม่ตำหนิเจ้า ยังกล่าวชื่นชมเจ้าที่มีน้ำใจอย่างล้นเหลือ มีคุณสมบัติของผู้มีคุณธรรม มองเจ้าด้วยอีกมุมมองหนึ่ง และมักจะชี้แนะทักษะการดีดพิณให้เจ้าเป็นการส่วนตัวอยู่บ่อยๆ เจ้าในตอนนี้จึงดีดพิณได้ดีกว่าน้องสาวเจียมากนัก เจ้าลืมไปแล้วหรือ”

โจวเสาจิ่นจะลืมได้อย่างไร

เพราะเรื่องนี้ เจียงซื่อผู้เป็นมารดาของเฉิงเจียยังแอบไปตำหนิอู่ซือฟู่ ผู้สอนดีดพิณให้พวกนางว่าลำเอียง

ทว่าหลังจากเรื่องนี้ นางไม่เพียงได้รับคำชื่นชมจากอู่ซือฟู่เท่านั้น ยังได้รับคำชื่นชมจากท่านยาย ท่านป้าใหญ่ ท่านลุงใหญ่ และพวกพี่ชายอีกด้วย เพราะเรื่องนี้ ท่านยายยังมอบจี้หยกที่ทำจากหยกมันแพะทั้งชิ้นให้นางเป็นรางวัลหนึ่งชิ้น ท่านป้าใหญ่มอบเครื่องประดับผมลูกปัดทรงดอกไม้ให้นางหนึ่งคู่ ท่านลุงใหญ่และพวกพี่ชายส่งกระดาษ พู่กัน และหินหมึกมาให้

นางโตมาขนาดนี้ นี่นับเป็นครั้งแรกที่ได้รับคำชื่นชมมากมายขนาดนี้ และยังเป็นครั้งแรกที่นางเอาชนะเฉิงเจียได้

ทว่าสิ่งที่นางอยากจะทำนั้นไม่อาจบอกกับพี่สาวได้จริงๆ!

แล้วจะทำอย่างไรดี!

โจวเสาจิ่นรีบลุกขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เอ่ยขึ้นว่า “ท่านพี่” แล้วกล่าวว่า “ข้าไม่มีเรื่องอะไรปิดบังท่านจริงๆ เจ้าค่ะ”

“จริงหรือ!” โจวชูจิ่นไม่เชื่อ ดวงตาที่เห็นสีดำขาวได้เด่นชัดคู่นั้นเบิกกว้างขึ้น มองโจวเสาจิ่นเงียบๆ

โจวเสาจิ่นคิดถึงพี่สาวที่ดูอบอุ่นอ่อนโยนแต่ไปไม่ถึงดวงตาและนิสัยที่กัดไม่ปล่อยแล้ว ทันใดก็รู้สึกหนังศีรษะลุกซู่ มุมปากเปิดๆ ปิดๆ ได้สักพักหนึ่ง จำต้องทิ้งหัวทิ้งท้าย แล้วเลือกทางที่ไม่กดดันจนเกินไปให้ตัวเอง “ข้าได้ยินมาว่าที่เรือนท่านยายจะมีแขกมาในสองวันนี้ จึงอยากทราบว่าเป็นผู้ใดจะมาเยี่ยมท่านยายหรือเจ้าคะ ช่วงนี้ข้ากำลังป่วยอยู่ ไม่รู้ว่าจะเป็นการทำให้ท่านพี่ไม่สามารถออกไปพบแขกเพราะต้องมาอยู่กับข้าหรือไม่”

โจวชูจิ่นอดไม่ได้หัวเราะร่วนขึ้นมา กล่าวว่า “เจ้าเป็นกังวลด้วยเรื่องนี้อย่างนั้นเองหรอกหรือ” ขณะที่นางพูด ก็อดไม่ได้ลูบศีรษะโจวเสาจิ่นไปด้วย “คนที่คิดจะมาพบท่านยายนั้น แปดถึงเก้าในสิบส่วนล้วนมาด้วยเรื่องร้องขอความช่วยเหลือต่อจวนหลักและจวนรอง ไม่พบก็ไม่เป็นอะไร ดีเสียอีกข้าจะได้มีเวลาว่างอยู่เรือนเป็นเพื่อนเจ้า”

นี่เป็นเรื่องจริง

ท่านยายเป็นผู้ที่เข็มแข็งและน่าเคารพ เป็นแม่หม้ายที่เลี้ยงดูบุตรชายบุตรสาวสามคนจนเติบใหญ่มาอย่างประสบความสำเร็จ บุตรชายคนโตได้เป็น จวี่เหริน[footnoteRef:1] บุตรชายคนรองได้เป็น ถงจิ้นซื่อ[footnoteRef:2] ไม่ว่าจะเป็นท่านผู้นำตระกูลเฉิงจากจวนรอง หรือนายท่านใหญ่จากจวนหลักต่างก็ล้วนเคารพนับถือนางเป็นอย่างมาก บางคนที่ไม่อาจเข้าจวนหลักและจวนรองเพื่อร้องขอความช่วยเหลือได้ ก็จะเปลี่ยนมาขอเข้าพบท่านยายแทน โชคดีที่ท่านยายเป็นคนหลักแหลม เรื่องที่ไม่สำคัญก็จะไม่ให้การตอบรับ [1: จวี่เหริน (举人) ผู้ที่สอบได้อันดับสูงสุดในระดับมณฑล] [2: ถงจิ้นซื่อ (同进士) ผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับราชสำนัก ได้อันดับรองลงมาจากจิ้นซื่อ]

โจวเสาจิ่นเองก็อดไม่ได้หัวเราะร่วนขึ้นมาด้วยครั้งหนึ่ง

บรรยากาศระหว่างสองพี่น้องคล้ายกับน้ำแข็งที่ละลาย มีความอบอุ่นขึ้นอยู่หลายส่วน

โจวชูจิ่นจึงกล่าวต่อจากหัวข้อก่อนหน้านี้ว่า “เจ้าไม่ต้องรีบร้อน ไม่ว่าคนที่มานั้นจะเป็นผู้ใด หากท่านยายมีความประสงค์ให้พวกเราเข้าพบด้วย ย่อมต้องบอกพวกเราก่อนล่วงหน้า แต่ถ้าหากรู้สึกว่าไม่เหมาะสม ย่อมไม่ให้พวกเราออกไปพบแขก พวกเราเพียงรอฟังข่าวจากท่านยายก็พอแล้ว”

ในช่วงหลายวันมานี้จิตใจของนางไม่สงบนัก รู้สึกกระวนกระวาย และก็เป็นอย่างที่พี่สาวได้ยินมา เป็นเพราะว่าสูญเสียเหตุผลที่ควรมีในยามปกติไป

หากว่านางกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งจริงๆ นับจากตอนนี้ถึงช่วงเวลาที่ตระกูลเฉิงจะถูกตรวจสอบ ถูกยึดทรัพย์และถูกลงโทษนั้นยังเหลืออีกสิบสามปี นางไม่จำเป็นต้องรีบร้อนพิสูจน์ความจริงขนาดนี้ หากว่านางเพียงฝันร้ายไป พอตื่นจากฝันก็จะดีเอง จึงยิ่งไม่ต้องรีบร้อนวู่วามขนาดนี้

นางอดไม่ได้กอดแขนของพี่สาวเอาไว้แน่น กล่าวขึ้นว่า “ขอบคุณท่านพี่เจ้าค่ะ! ข้าทราบแล้ว” เสียงนั้น จริงใจราวกับกำลังไถ่บาปให้ตัวเองอยู่ ทำให้ภายในจิตใจของโจวชูจิ่นไม่สงบนัก อยากจะสอบถามให้ละเอียด ทว่าโจวเสาจิ่นกล่าวขึ้นเสียก่อนว่า “ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูใหญ่ของจวนท่านเจ้าเมืองอู๋มีปานแดงอยู่ตรงระหว่างคิ้วดวงหนึ่ง ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ ในงานวันมหาวันเกิดครบรอบแปดสิบปีของท่านผู้นำตระกูล ท่านเจ้าเมืองก็น่าจะมาร่วมแสดงความยินดีด้วย ไม่รู้ว่าฮูหยินอู๋จะพาคุณหนูใหญ่ของจวนอู๋มาร่วมแสดงความยินดีด้วยหรือไม่”

โจวชูจิ่นมีอายุเพียงสิบแปดปี ถูกเลี้ยงดูอยู่ในห้องหอของสตรี ยังไม่มีสายตาที่เฉียบแหลมอย่างผู้ใหญ่ เมื่อได้ยินดังนั้น จึงคิดเพียงว่าน้องสาวกำลังตื่นเต้น จึงหัวเราะพลางกล่าวขึ้นว่า “ถึงยามนั้นข้าจะสอบถามท่านป้าใหญ่ให้ หากว่าฮูหยินอู๋พาคุณหนูใหญ่ของจวนอู๋มาแสดงความยินดีด้วย ข้าจะชี้ให้เจ้าดูอย่างแน่นอน”

โจวเสาจิ่นพยักหน้า

ในความทรงจำของนางนั้น ยามถึงวันงานเลี้ยงในวันนั้น อู๋เป่าจางถูกจัดให้นั่งอยู่ด้วยกันกับพี่สาว

ในที่สุดก็ได้ยกก้อนหินออกจากอก เสมือนกับนางได้ปลดปล่อยภาระอันหนักอึ้งออกไปแล้ว จากนั้นก็พูดคุยกับพี่สาวอีกหลายประโยค จนรู้สึกง่วงจนตาปรือ เท้าคางไว้ไม่อยู่แล้ว

“นอนเถอะ!” โจวชูจิ่นหัวเราะ หมุนตัวไปเป่าเทียนให้ดับ

โจวเสาจิ่นจมดิ่งเข้าสู่ความฝันอย่างรวดเร็ว

กลางดึก นางตื่นขึ้นมากะทันหัน เหยียดมือออก ทว่ากลับไม่พบคนข้างกาย

โจวเสาจิ่นหวาดกลัวจนเหงื่อเย็นท่วมตัว

นางเห็นแสงลอดผ่านมาจากผ้าม่านของห้องด้านข้าง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็สวมรองเท้าแล้วเดินข้ามไป

โจวชูจิ่นคุกเข่าอยู่ตรงหน้ารูปภาพของจวงเหลียงอวี้ กำลังพึมพำพูดกับมารดาเลี้ยงว่า “ท่านแม่ ข้ากลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ ท่านต้องปกป้องเสาจิ่น...ให้อยู่อย่างสงบสุขและปลอดภัย...ข้ายอมอายุสั้นลงสิบปี...”

น้ำตาของโจวเสาจิ่นไหลพรากออกมา

นางหมุนตัวกลับไปอย่างเบามือเบาเท้า ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงศีรษะแล้วหลับตาลง

วันรุ่งขึ้น ดวงอาทิตย์ขึ้นสูงอยู่บนท้องฟ้า

ยามที่โจวเสาจิ่นตื่นขึ้นมานั้น โจวชูจิ่นได้ออกไปคารวะยามเช้าท่านยายแล้ว

ซือเซียงกล่าวว่า “คุณหนูใหญ่บอกว่า นางอาจจะอยู่รับใช้ฮูหยินผู้เฒ่ารับมื้อเช้า ให้ท่านไม่ต้องรอนางเจ้าค่ะ”

โจวเสาจิ่นร้อง ‘เอ๋’ ไปเสียงหนึ่ง

ท่านยายไม่ใช่คนประเภทที่ชอบให้ผู้น้อยอาวุโสกว่าสร้างธรรมเนียมมาปรนนิบัติตน ไม่ว่าจะเป็นบุตรชายก็ดี บุตรสะใภ้ก็ดี หรือหลานชายหลานสาวก็ดี ล้วนรับมื้ออาหารที่เรือนของตัวเอง ฉะนั้นพวกนางทุกเรือนจึงมีห้องครัวเล็กเป็นของตัวเอง ค่าใช้จ่ายภายในจวนเลยน้อยกว่าจวนอื่นมาก

พี่สาวอาจจะมีเรื่องอะไรอยากพูดคุยกับท่านยายกระมัง

โจวเสาจิ่นแต่งตัวอยู่หน้ากระจก เลือกสวมชุดเพ่ยจื่อสีเขียวอ่อนลายดอกเสาวรส ดึงกระโปรงจีบผ้าไหมหังโจวสีขาวขึ้น จากนั้นทานหน่อไม้ที่เพิ่งแตกหน่อในฤดูใบไม้ผลิและผักอื่นๆ คู่กับโจ๊กครึ่งถ้วย และเค้กข้าวอีกสองชิ้น แล้วค่อยวางตะเกียบลงแล้วล้างมือ

ซือเซียงมองแล้วรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก พลางให้บ่าวรับใช้เก็บโต๊ะ พลางกล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า “คุณหนูรองเจ้าคะ ได้ยินมาว่าที่ตลาดมีลูกเหมยจื่อ[footnoteRef:3]กับลูกซิ่งจื่อ[footnoteRef:4]ขายแล้วเจ้าค่ะ ต้องการซื้อกลับมาชิมสดๆ ใหม่ๆ สักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ” [3: เหมยจื่อ (梅子) ผลบ๊วย] [4: ซิ่งจื่อ (杏子) ผลแอปริคอท (apricot)]

โจวเสาจิ่นรู้ว่าการที่ตนเอง ‘ป่วย’ ในครั้งนี้ พวกนางที่คอยให้การรับใช้อยู่ข้างกายทุกวันล้วนไม่สบายใจนัก นางเลยคิดวิธีหลอกล่อให้ตัวเองกินอาหาร จึงยิ้มแล้วชี้ไปที่กล่องเก็บสมบัติกล่องเล็กที่อยู่ใต้หัวเตียง แล้วกล่าวขึ้นว่า “ไปหยิบสองเหรียญเงินเอาเองก็แล้วกัน”

ซือเซียงยิ้มและย่อเข่าลง จากนั้นก็มีบ่าวรับใช้เข้ามาแจ้งว่า “คุณหนูรองเจ้าคะ ซงชิงคนสนิทของคุณชายลู่มาเจ้าค่ะ แจ้งว่าคุณชายลู่ได้ยินว่าท่านเป็นหวัด เลยให้เขานำยาลูกกลอนจักรพรรดิฝางเฟิง[footnoteRef:5]มามอบให้ท่านเป็นพิเศษเจ้าค่ะ” [5: ยาลูกกลอนจักรพรรดิฝางเฟิง (防风通圣丸) เป็นยาที่มีคุณสมบัติขับความร้อนและขจัดสารพิษในร่างกาย]

เฉิงลู่?

รอยยิ้มเคร่งเครียดของโจวเสาจิ่นปรากฎขึ้นบนใบหน้า

ความดีที่เขามีต่อนาง นางจำไม่ได้แล้ว ทว่าใบหน้าที่ดุร้ายอำมหิตนั้น นางกลับไม่มีวันลืมลงได้

นางเงียบไปสักพัก จากนั้นกล่าวขึ้นว่า “เอาของเข้ามาเถอะ”

ซือเซียงหุบยิ้มลง ตอบเสียงต่ำว่า “เจ้าค่ะ” แล้วรับของเข้ามา

นอกจากกล่องเล็กๆ ที่ใช้ห่อยาลูกกลอนแล้ว ยังมีว่าวผีเสื้อเจ็ดสีด้วยหนึ่งอัน

โจวเสาจิ่นลูบปีกของว่าวผีเสื้อนั้นเบาๆ พลางกล่าวว่า “ซือเซียง เจ้าให้ซงชิงนำคำของข้าฝากไปให้คุณชายลู่ที บอกว่าข้าขอบคุณเขาสำหรับสิ่งของ ครั้งนี้ข้าจะรับไว้ ทว่าหลังจากนี้ให้เขาอย่าส่งอะไรมาอีก หลังจากที่ข้าหายป่วยครั้งนี้แล้ว นอกจากจะต้องเรียน ‘บัญญัติสอนหญิง’ และ ‘วิถีแห่งความดีงามของสตรี’ กับเฉินต้าเหนียงต่อแล้ว ยังต้องเรียนเย็บปักถักร้อยกับหลิงเหนียงจื่อ เกรงว่าคงจะไม่มีเวลาว่างสำหรับเที่ยวเล่นสนุกสนานแล้ว”

กล่าวคือ คุณหนูรองต้องการขีดเส้นกั้นที่ชัดเจนกับคุณชายลู่แล้ว!

ซือเซียงประหลาดใจ ทว่าก็โล่งอกไปทีหนึ่ง

นายท่านเป็นเจ้าเมืองยศผิ่นขั้นสี่เจิ้ง[footnoteRef:6] ทุกคนต่างพูดกันว่า ต่อจากนี้นายท่านจะได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นไปอีก คุณหนูรองอายุยังน้อย ทั้งยังไม่รีบร้อนออกเรือน จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคุณชายลู่ผู้นั้น อย่างเช่นคุณหนูใหญ่ที่ได้หมั้นหมายให้กับคุณชายใหญ่ตระกูลเลี่ยว ต่อไปก็จะเป็นฮูหยินเอกของตระกูลเลี่ยว ถึงแม้ว่าคุณหนูรองจะไม่ได้มาจากตระกูลที่ดีเท่าคุณหนูใหญ่ ทว่าก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถเลือกคนอื่นที่ดีกว่าคุณชายลู่! [6: ยศผิ่นขั้นสี่เจิ้ง (正四品) เป็นยศขุนนางผิ่นขั้นสี่ลำดับที่เจ็ด จากระบบยศขุนนางผิ่นทั้งหมดเก้าขั้นสิบแปดลำดับ โดยยศผิ่นขั้นสี่เจิ้งนี้จะต่ำกว่ายศผิ่นขั้นสามฉง (从三品) แต่สูงกว่ายศผิ่นขั้นสี่ฉง (从四品)]

นางเอ่ยตอบอย่างยินดีว่า “เจ้าค่ะ” แล้วออกไปส่งข้อความ

โจวเสาจิ่นมองแล้วก็ให้รู้สึกแปลกใจ

นางไม่คิดมาก่อนว่าพวกซือเซียงไม่ได้มองว่าเฉิงลู่นั้นดี...นางเคยคิดว่าทุกคนต่างยินดีที่เห็นนางกับเฉิงลู่จะลงเอยกัน...แท้จริงแล้วมีเพียงนางที่ให้ค่าเฉิงลู่

โจวเสาจิ่นยิ้มอย่างขมขื่น ทันใดนั้นก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมา

.....................................................................

devc-9e6f2c5e-32994ยามดอกวสันต์ผลิบาน: Chapter 004 ตอนที่ 5