ปลดผนึกหัวใจหวนรัก Love and Redemption

ปลดผนึกหัวใจหวนรัก Love and Redemption: Chapter0006 ตอนที่ 6

#6Chapter0006

ตอนที่ 6 หน้ากาก

จงหมิ่นเหยียนได้ยินเสวียนจีถูกจับสลากได้ สีหน้ายิ่งซีดขาว เขาแอบมองอาจารย์แวบหนึ่ง สีหน้าเขาแม้ไม่แสดงออก แต่ในดวงตากลับราวกำลังสะสมลมพายุ

ทุกคนเห็นภารกิจเด็ดบุปผานี้มีเพียงผู้มีตบะสูงสามคน อีกสองคนยังเป็นแค่เด็กน้อย อดพากันวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ และยิ่งในห้าคนนี้ มีถึงสี่คนเป็นคนสำนักเส้าหยาง ภารกิจเด็ดบุปผานี้ เรียกได้ว่าสำนักเส้าหยางยึดครองไปแล้ว

ชื่อเสวียนจีถูกอ่านขึ้น ทุกคนยังดี ปฏิกิริยารุนแรงที่สุดก็คือเหอตันผิง นางหนึ่งแปลกใจ สองโมโห ตกใจที่ถึงกับจับชื่อรุ่นเยาว์ได้ถึงสองชื่อจริงๆ แปลกใจที่ชื่อเสวียนจีเหตุใดจึงปรากฏในตะกร้าไผ่ตอนนี้ได้ โมโหที่ว่าหรือว่านักพรตซ่งเล่นอุบาย เดิมทีเรื่องไม่ควรมาถึงขั้นนี้

คิดถึงเสวียนจีที่ไม่เป็นอันใดสักอย่างและอ่อนแอถึงกับต้องออกทำภารกิจเด็ดบุปผา นางเป็นมารดา ในใจก็ย่อมต้องเจ็บปวด เสวียนจีแม้แต่ตั้งท่าหม่าปู้ก็ยังทำไม่ได้! ไปครานี้เห็นชัดว่าไปหาที่ตาย แท้จริงผู้ใดใส่ชื่อเสวียนจีเข้าไปกัน

ฉู่อิ่งหงเห็นสีหน้านางไม่ดีนัก รีบก้าวเข้าไปประคองกล่าวอ่อนโยนว่า “พี่ผิง ไม่เป็นไร ข้ากับเจ้าสำนักจะต้องปกป้องพวกเสวียนจีอย่างสุดชีวิต ไม่ยอมให้เด็กสองคนนี้ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย”

หลิงหลงข้างๆ เริ่มเอาเรื่องขึ้น รีบกล่าวว่า “เหตุใดจึงเป็นน้องเสวียนจี! เสวียนจีอะไรก็ไม่รู้เรื่อง นางจะไปได้อย่างไร! เหตุใดไม่เป็นข้า ท่านพ่อ ท่านแม่! ข้าไปแทนน้องได้! ให้ข้าไปเถอะนะ!”

ฉู่เหล่ยสีหน้าหนักใจ ค่อยๆ ส่ายหน้ากระซิบว่า “เจ้าไปไม่ได้ เชื่อฟังฝึกยุทธ์อยู่ที่เส้าหยาง หมิ่นเหยียน” เขาหันกลับไปเรียกชายหนุ่มที่กำลังสีหน้าซีดขาว “ไปถ้ำแสงฉาน พาเสวียนจีกลับมา”

จงหมิ่นเหยียนได้แต่รับคำ หันกายออกจากโถงปักบุปผาไป

เขาคิดไม่ออก

คิดไม่ออกว่าเหตุใดอาจารย์จึงให้เขาเขียนชื่อหลิงหลงเป็นเสวียนจี ล้วนเป็นบุตรสาวเช่นกัน อาจารย์ราวกับลำเอียงเกินไปแล้ว แม้เขาเองปกติสนิทกับหลิงหลงดี ไม่ได้รู้สึกดีอันใดกับเสวียนจีที่แปลกประหลาด แต่คิดถึงเด็กหญิงที่ขดตัวสั่นบนเตียงหินในความมืดมิดนั้นแล้ว ในใจเขาก็อดทุกข์ใจไม่ได้ หรือว่า...หรือว่าเจ้าสำนักคิดว่าให้เสวียนจีไปรนหาที่ตายนั้นรับได้มากกว่าหรือ...?!

จงหมิ่นเหยียนพลันรู้สึกไม่ยุติธรรมแทนเสวียนจีขึ้นมา คิดถึงตนเองที่เขียนชื่อนางลงไปบนแผ่นไม้ไผ่ ก็ยิ่งรู้สึกแค้นใจที่ได้ทำไปยิ่ง ในใจเขาแอบสาบาน แม้ว่าต้องแลกด้วยชีวิตก็ต้องปกป้องเสวียนจีให้ปลอดภัย นางถูกลากเข้ามาโดยไร้ความผิด เขาเองก็มีส่วนรับผิดชอบ

แน่นอนเขายังไม่รู้ เด็กหญิงโชคร้ายที่ตัวสั่นในความมืดมิดน่าสงสารผู้นั้นในใจเขา เพราะรอไม่เห็นอาหารกลางวัน จึงได้กินอาหารแห้งหมดแล้ว กุมท้องกลมๆ เอนตัวนอนบนเตียงนอนกลางวันไปอย่างสบายใจแล้ว

เสียงพายเรือและเสียงตะโกนเรียกดังยิ่งของจงหมิ่นเหยียนกระชากเสวียนจีหลุดออกจากฝันดี นางขยี้ตาลุกนั่ง พึมพำกับตนเองอย่างงุนงง หูได้ยินเพียงเสียงตะโกนของเขา “ฉู่เสวียนจี! ฉู่เสวียนจี! รีบออกมากับข้า!”

เขาตะโกนราวกับเรียกวิญญาณ ทำเอาเสวียนจีร้อนใจ รีบจุดเทียนมองดูว่าเกิดอันใดขึ้นกัน กลับเห็นจงหมิ่นเหยียนโดดลงจากเรือ วิ่งมาเร็วราวควันไฟพุ่ง ดึงแขนนางวิ่งออกไป ปากก็ร้อนใจกล่าวว่า “ไม่ต้องนอนแล้ว! มีอันใดคับแค้นใจกลับไปค่อยว่ากัน ข้าปล่อยให้เจ้าด่า ไม่โต้ตอบเจ้าเด็ดขาด เร็ว! ไปกับข้าตอนนี้”

เสวียนจีคิดว่าเกิดเรื่องใหญ่อันใด ถูกเขาลากเดินออกมาได้สองสามก้าวก็ถามอย่างระมัดระวังว่า “ข้างนอกเกิดเรื่องใดขึ้น สำนักทั้งสี่บุกเส้าหยางเราแล้วหรือ?”

“เพ้ย! เจ้านี่...ปากพูดแต่เรื่องอัปมงคล...” จงหมิ่นเหยียนหลุดด่านาง ไม่รู้เหตุใดกลับเก็บวาจากลับไป ได้แต่กล่าวว่า “ครั้งนี้ภารกิจเด็ดบุปผามีเจ้าด้วย ขึ้นยอดเขาเส้าหยางไปกับข้าก็รู้เอง”

เสวียนจีงุนงง แต่เห็นท่าทางเขาต้องการเหมือนจะพาตนเองจากที่นี่ไป ก็พอดีกับที่นางเองก็ทนกับถ้ำมืดและเย็นเช่นนี้มาพอแล้ว กลัวแต่จงหมิ่นเหยียนโกรธ คิดเสียใจภายหลังไม่พานางออกไป เสวียนจีรีบหุบปากแน่น ไม่ถามอันใดสักคำ

กล่าวถึงในโถงปักบุปผาบนยอดเขายังคงวุ่นวายยิ่งนัก เหอตันผิงเป็นกังวลเกินไปจนเป็นลมหมดสติไป ฉู่อิ่งหงรีบเข้ามาดูแลนาง หลิงหลงยังคงตามตื๊อบิดา นางจะขอไปแทนน้องสาว แต่อย่างไรเขาก็ไม่รับปาก

ฉู่เหล่ยตอนแรกให้จงหมิ่นเหยียนเปลี่ยนชื่อหลิงหลงเป็นเสวียนจี ย่อมมีความคิดของเขา

บุตรสาวตนเอง เขาจะไม่เข้าใจได้อย่างไร หลิงหลงชอบแสดงสามารถ ชอบมีหน้ามีตา และมักจะไม่รู้จักประมาณกำลังตน หากเขียนชื่อนางลงไป จับไม่โดนก็แล้วไป หากจับโดนเข้า นางตามไป เจอมารปีศาจจะมีเหตุผลใดไม่ลงมือ ด้วยนิสัยเด็กน้อย ย่อมไม่ไปหลบด้านหลังอย่างเชื่อฟังแน่ นางอายุยังน้อย วิชายังด้อย สู้กับมารปีศาจคงได้แต่ตายสถานเดียว เขาจะทนมองนางไปตายได้อย่างไร!

แต่เสวียนจีไม่เหมือนกัน เจ้าเด็กนี่กลัวเรื่องยุ่งยาก เรื่องอันใดก็ชอบแอบด้านหลัง และนิสัยนางเกียจคร้าน ย่อมไม่ถามนี่นั่นหาเรื่องยุ่งยาก เขาให้จงหมิ่นเหยียนเปลี่ยนเป็นชื่อเสวียนจีตอนนั้น แน่นอนไม่หวังว่าจะจับได้ชื่อนาง แต่ในเมื่อจับได้แล้ว เช่นนั้นเสวียนจีกับหลิงหลงเทียบกันแล้ว ก็ย่อมเป็นตัวเลือกที่ดี อย่างน้อยก็หลบซ่อนเป็น ย่อมไม่ปรี่เข้าไปแลกชีวิต ชีวิตน้อยๆ นี้จึงจะรักษาไว้ได้ เขาจึงต่อสู้ได้อย่างไร้กังวล

นอกจากนี้ เสวียนจีนิสัยเกียจคร้าน ไม่หวังก้าวหน้า ครั้งนี้พานางไปดูโลกกว้าง กระตุ้นนางสักหน่อยก็เป็นประโยชน์

พริบตาเขาก็คิดไปมากมาย จึงได้ตัดสินใจแอบส่งสัญญาณให้จงหมิ่นเหยียนเปลี่ยนชื่อหลิงหลงเป็นเสวียนจี ยามนี้สำเร็จแล้ว ก็ไม่มีอันใดต้องเสียใจภายหลัง

เขาเห็นหลิงหลงตามตื๊อไม่หยุด อดขมวดคิ้วกล่าวไม่ได้ว่า “ข้ายังไม่ได้เอาเรื่องที่เจ้าแอบขึ้นเขามาแอบดูพิธีจับสลาก! ยังกล้ามาเอาเรื่องข้า! จากคืนนี้ไปลงโทษเจ้าไม่ให้ออกจากเรือนด้านหลัง ฝึกยุทธ์ก็ฝึกที่บ้านไปเอง ไม่ให้ออกจากเรือนด้านหลังแม้แต่ครึ่งก้าว!”

หลิงหลงแผดเสียงร้องไห้ดังลั่น ฉู่อิ่งหงรีบเข้ามายิ้มปลอบว่า “วันดีๆ เช่นนี้ ร้องไห้ทำไม เก็บแรงไว้ชมงานชุมนุมปักบุปผาดีกว่า! อาหงจะต้องจับมารปีศาจที่สวยที่สุดใหญ่ที่สุดกับมาให้พวกเจ้า!”

หลิงหลงยังคงไม่ยอม ยังคงร้องไห้บิดไปบิดมา ฉู่อิ่งหงผลักนางกล่าวเบาๆ ว่า “เร็ว รีบไปดูท่านแม่เจ้า! นางกังวลจนจะแย่แล้ว! ไม่เอาท่านแม่เจ้าแล้วหรือ”

หลิงหลงจึงได้วิ่งไปข้างกายเหอตันผิง โอบกอดคอนางไว้ร้องไห้อย่างน่าสงสาร ไม่กล้าเอาเรื่องอีก

ยามนี้เอง นักพรตผมขาวหิมะราวขนกระเรียนขาว ใบหน้าอ่อนเยาว์ สีหน้าทรงพลังเต็มเปี่ยม เข้ามาคำนับกล่าวว่า “เจ้าสำนักฉู่ ภารกิจเด็ดบุปผาครั้งนี้ไม่เหมือนปกติ นำอนุชนรุ่นหลังสองคนไปด้วยไม่ง่ายจริงๆ ไม่สู้จับสลากใหม่อีกครั้ง? มารปีศาจดุร้าย หากไม่เตรียมการอย่างรอบคอบ ป้องกันให้แน่นหนา เกรงว่าเกิดเหตุมิคาดฝัน”

ฉู่เหล่ยเห็นนักพรตเหิงซงหุบเขาเตี่ยนจิงอดคำนับตอบไม่ได้ กล่าวว่า “ขอบคุณท่านนักพรต เรื่องจับสลากคิดแล้วคงเป็นลิขิตฟ้า จับอีกครั้งก็ไร้ความหมายยิ่ง เชื่อว่ากำลังเราสามคน จับมารปีศาจตัวหนึ่งก็ไม่ถึงกับเปลืองพลังมากไปนัก”

เหิงซงรู้ว่าเขามีนิสัยทระนง โดยเฉพาะเมื่อครู่ถูกนักพรตซ่งหาเรื่องไปเช่นนั้น ยามนี้หากให้เขาจับสลากใหม่ ย่อมไม่อาจยอมรับได้ เขาถอนหายใจกล่าวอีกว่า “สำนักเส้าหยางและเกาะฝูอวี้ล้วนเป็นสำนักใหญ่ใต้หล้า ข้าไม่ได้มีเจตนาดูแคลน แต่เรื่องสำคัญเช่นนี้ ข้าไม่อาจไม่กล่าวมากสักสองสามวาจา เจ้าสำนักฉู่ควรรู้หรือไม่ว่าครั้งนี้พวกท่านต้องรับมือกับมารปีศาจใด”

ฉู่เหล่ยกล่าวว่า “หรือว่าไม่ใช่สุนัขฟ้าอยู่ๆ ปรากฏและหลบซ่อนตัวในเขาลู่ไถซาน กินคนไปไม่น้อย ครั้งนี้จะจับมัน ก็เพื่อทำหน้าที่แทนสวรรค์”

เหิงซงกล่าวสีหน้าจริงจังว่า “สุนัขฟ้าก็เรื่องหนึ่ง จากที่ข้าเข้าใจ ตอนนี้ที่นั่นยังมีมารปีศาจอีกตัวชื่อว่าอินทรีกู่เตียว สยายปีกกว้างใหญ่ถึงห้าจ้าง ยามค่ำคืนเสียงร้องราวทารก ปกติหลบอยู่ใต้น้ำ อาศัยจังหวะที่คนไม่ทันระวังออกมาจับกลับไปกินที่รัง คนในเขาลู่ไถซานเชิญนักล่าและผู้บำเพ็ญพรตมาไม่น้อย มีครั้งหนึ่งจับสุนัขฟ้าได้สำเร็จ ไม่ป้องกันให้ดี เที่ยงคืนดึกดื่นก็หนีไปได้ จากวันนั้นมามันกับอินทรีกู่เตียวร่วมมือกัน ตอนนี้กินคนไม่น้อยกว่าร้อยแล้ว ยังไม่มีผู้ใดสยบมันสองตัวได้ ตอนนี้คนร่วมภารกิจเด็ดบุปผาแท้จริงมีเพียงสาม สามคนสยบมารปีศาจใหญ่สองตัว เจ้าสำนักฉู่ โปรดไตร่ตรองให้รอบคอบ!”

ฉู่เหล่ยได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ อดเงียบเสียงลงไม่ได้ ผู้ใดจะรู้ว่าเบื้องหน้าพลันมีเสียงเยาะดังมา เสียงไม่ชายไม่หญิงกล่าวว่า “รอบคอบมาก! ยังว่าเป็นมารปีศาจร้ายกาจอันใด ที่แท้ก็แค่สุนัขฟ้าตัวน้อยกับอินทรีกู่เตียว ถึงกับยังต้องจับสลากใหม่! น่าขัน น่าขัน!”

เขาสองคนมองไป เห็นรองเจ้าตำหนักแห่งตำหนักหลีเจ๋อ ตำหนักหลีเจ๋อเกิดช้ากว่าสำนักอื่น แต่กลับรุ่งเรืองเร็วมาก เพียงแค่ไม่กี่สิบปีก็เข้าแทนที่เขาไผ่เขียวเดิม กลายเป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ พวกเขามีรูปแบบบำเพ็ญเพียรหนึ่งที่ไม่เหมือนทั่วไปไม่ว่า แค่การแต่งกายก็แสดงถึงความประหลาดอย่างมาก ไม่ว่ารุ่นอายุใด ล้วนแต่งกายด้วยชุดครามตัวยาว ใบหน้าปิดไว้ด้วยหน้ากากอสุรา มองไม่ออกว่าชายหรือหญิง แยกไม่ออกว่ารุ่นอายุใด

ทุกคนรู้ชาวตำหนักหลีเจ๋อล้วนมีอารมณ์เช่นนี้ ที่จริงก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายอันใด ก็แค่ยิ้มรับผ่านไป ไม่ถือสา กลับเป็นหลิงหลงเห็นพวกเขาทั้งกลุ่มสวมหน้ากากผี มีสูงมีเตี้ย มองแล้วน่าตกใจยิ่ง อดหลบหลังมารดาแอบดูไม่ได้

นักพรตเหิงซงถามกล่าวว่า “รองเจ้าตำหนักในเมื่อกล่าวเช่นนี้ คิดว่าคงมีหนทางรับมืออันใดแล้ว ขอโปรดชี้แนะ”

รองเจ้าตำหนักหัวเราะประหลาดกล่าวว่า “ข้าไหนเลยมีคำชี้แนะใด! กล่าวเกินไปแล้ว! เพียงแค่ตอนข้ายังเยาว์เคยได้ยินวิธีรับมือมารปีศาจดุร้ายพวกนี้อย่างไร คิดว่านักพรตและเจ้าสำนักฉู่ความรู้กว้างไกลย่อมต้องเคยได้ยินมา ดังนั้นจึงไม่กล้ากล่าวให้ต้องขายหน้าทุกท่านที่นี่ หากท่านทั้งสองถึงกับไม่เคยได้ยิน เช่นนั้นข้าไหนเลยกล้ามิแบ่งปัน”

เขากล่าววาจารวดเร็ว พูดจาฉะฉาน วกวนถ้อยคำไปมา เห็นชัดว่าเป็นกิริยาท่าทางเฉกเช่นสตรี แต่ดูรูปลักษณ์ภายนอกเขาแล้ว ไหล่กว้าง เอวสอบ ลูกกระเดือกลำคอนูนเล็กน้อย เห็นชัดว่าเป็นชาย หลิงหลงไหนเลยเคารพคนประหลาดเช่นนี้ อดมองอย่างตะลึงไม่ได้

ได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ ฉู่เหล่ยกับนักพรตเหิงซงก็สบตากัน อดไม่ได้กล่าวว่า “ขอรองเจ้าตำหนักชี้แนะ”

รองเจ้าตำหนักเองก็เปิดเผย กล่าวว่า “สุนัขฟ้ากลัวซอสเปรี้ยว ขอเพียงใช้ซอสเปรี้ยวหม้อหนึ่งสาดใส่หัวมัน ก็จะหมดสติ ส่วนอินทรีกู่เตียวปกติหลบซ่อนตัวในน้ำ ขอเพียงใช้ถุงกระสอบแสร้งว่าเป็นคน ในนั้นใส่เกลือไว้ให้เต็มโยนลงน้ำ มันเห็นก็ย่อมมากัด แต่เกลือจะทำร้ายดวงตามัน ทำให้มันมองไม่เห็น รอมันลอยตัวขึ้นเหนือน้ำก็จับได้แล้ว”

แม้แต่นักพรตเหิงซงที่เห็นโลกมากความรู้กว้างไกล ก็เป็นครั้งแรกได้ยินวิธีการเช่นนี้ อดสงสัยไม่ได้ แต่ที่เขาพูดมาก็มีเหตุมีผล ไม่สู้ลองดูสักหน่อย

รองเจ้าตำหนักผู้นั้นยังกล่าวว่า “อินทรีกู่เตียวเจ้าเล่ห์มาก อาจจับยากสักหน่อย หากกังวลว่าปรากฏตัวเหนือน้ำแล้วจับมันไม่ได้ ก็เตรียมคบไฟไว้ อาศัยตอนกลางคืนไปจับมันในรัง ดวงตามันมองไม่เห็นสามวันย่อมพักรักษาตัวในรัง ตามองไม่เห็นแสง พวกท่านก็ใช้ไฟโยนเจ้าไปในในรังมัน ปิดปากถ้ำไว้อย่าให้มันหนีไปได้ เช่นนี้ก็ย่อมจับได้”

ฉู่เหล่ยคำนับรองเจ้าตำหนักผู้นั้นอย่างดี กล่าวว่า “ขอบคุณเจ้าตำหนักมาก! ข้าซาบซึ้งยิ่ง!”

รองเจ้าตำหนักส่งเสียงหัวเราะประหลาดขึ้น ก่อนจะไม่กล่าวอันใด

พอดีกับจงหมิ่นเหยียนพาเสวียนจีมารับคำสั่ง เด็กหญิงท่าทางเกียจคร้าน ผมก็ไม่ได้หวีให้ดีกระจัดกระจายเต็มแผ่นหลัง สีหน้าง่วงเหงาหาวนอน คิดแต่ว่ากำลังนอนอยู่ดีๆ ถูกบังคับเรียกตัวมา นางเข้ามาก็ไม่มองผู้ใดทั้งสิ้น เอาแต่ขยี้ตา พลันเห็นฉู่เหล่ยตรงหน้า อดตกใจไม่ได้ รีบทำสีหน้าเคร่งคุกเข่าลงพร้อมกับจงหมิ่นเหยียนกล่าวว่า “คารวะเจ้าสำนัก”

ฉู่เหล่ยแม้แม้ไม่อยากเห็นท่าทางเกียจคร้านเช่นนี้ของนาง แต่หลายวันไม่ได้พบหน้า สีหน้านางซีดขาว ซูบผอมลงไปมาก คิดว่าคงเป็นเพราะทนลำบากในถ้ำแสงฉาน เขาเองก็อดเสียใจไม่ได้เหมือนกัน ความโมโหนั้นมลายหายไปอย่างไม่ทันรู้ตัว กล่าวอ่อนโยนว่า “ลุกขึ้น เสวียนจี วันนี้เจ้าไม่ต้องอยู่ในถ้ำแสงฉานแล้ว พรุ่งนี้ตามพวกเราลงเขาไปปฏิบัติภารกิจเด็ดบุปผา คืนนี้รีบไปเก็บของ เข้าใจไหม”

เขารู้ว่าเด็กน้อยล้วนชอบออกไปเที่ยวเล่น ย่อมต้องดีใจเป็นแน่ ผู้ใดจะรู้ว่าเสวียนจีกลับอึ้งเป็นนาน ก่อนจะกล่าวเบาๆ ว่า “เอ๋? ข้าต้องไปด้วย? เหตุใดเป็นข้า...คือว่า...ข้าไม่ไปได้ไหม?”

ฉู่เหล่ยกล่าวอย่างแปลกใจว่า “เจ้าไม่อยากลงเขาไปเปิดประสบการณ์สักหน่อยหรือ”

นางส่ายหน้าอย่างไม่เร็ว “ไม่คิด”

ฉู่เหล่ยจึงได้คิดถึงพฤติกรรมที่ผ่านมาของบุตรสาวคนเล็กคนนี้ พี่สาวนางกับศิษย์พี่ล้วนลงเขาไปมาหลายแห่ง จะพานางไป ทุกครั้งจะตอบเพียงว่า ขี้เกียจ ไม่อยากขยับ เขาอดโมโหไม่ได้ ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ไม่ไปไม่ได้ จับสลากได้เจ้าแล้ว ไหนเลยเป็นเรื่องเด็กเล่น หากเจ้าขี้เกียจเช่นนี้ต่อไป ก็กลับเข้าไปอยู่ถ้ำแสงฉานชั่วชีวิต ไม่ต้องออกมาก็แล้วกัน!”

เสวียนจีพอได้ยินว่าอยู่ถ้ำแสงฉานชั่วชีวิต ก็ตกใจรีบพยักหน้ารับปาก ฉู่เหล่ยที่เมตตาเต็มเปี่ยมถูกนางทำเอาอารมณ์เสียยิ่ง โบกมือหงุดหงิดให้นางถอยออกไป ตนเองหันไปหารือกับคนอื่นเรื่องงานชุมนุมปักบุปผาต่อ

เสวียนจีค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามุม เห็นหลิงหลงกอดมารดาออดอ้อนอยู่ เห็นนางมา ก็รีบวิ่งเข้ามาหา คว้ามือนางเรียกขึ้น “น้องสาวคนดี! เจ้าออกมาแล้ว! หลายวันนี้ลำบากไหม”

เสวียนจีพยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้าอีก กล่าวว่า “เริ่มแรกก็ลำบากมาก ต่อมาก็ชินแล้ว วันๆ ก็นอนและกินข้าว ไม่มีอันใด”

เหอตันผิงเห็นเสวียนจีออกมา อดหลั่งน้ำตานองไม่ได้ นางไม่อาจกล่าวกับเสวียนจีถึงการไปครั้งนี้ว่าอันตรายเพียงใด ได้แต่ลูบศีรษะนางแอบลอบถอนใจ ในใจแอบไม่พอใจความใจแข็งของฉู่เหล่ย

หลิงหลงสนทนาสนิทสนมกับเสวียนจีครู่หนึ่งพลันคิดได้ ลากมือนางกระซิบกล่าวว่า “เสวียนจี หากเจ้าไม่อยากลงเขา ก็บอกท่านพ่อ เราสองคนเปลี่ยนกัน ข้าไปแทนเจ้า”

เสวียนจีส่ายหน้าราวกับกลองป๋องแป๋ง “ไม่ได้ ไม่ได้ เมื่อครู่ท่านพ่อว่า หากข้าไม่ไปก็จะให้อยู่ถ้ำแสงฉานไปชั่วชีวิต! พี่สาวคนดี ข้าไม่อยากอยู่ที่แบบนั้นไปชั่วชีวิต ทั้งหนาวทั้งชื้นแฉะ มืดมิดไร้ตะวัน ข้าอยู่มาหลายวันนี้ ปวดไปทั้งตัว”

หลิงหลงฟังนางกล่าวเช่นนี้ ร้อนใจกระทืบเท้าอย่างแรง สะบัดมือ หันหน้าวิ่งไปทันที

เสวียนจีไม่รู้ว่าล่วงเกินพี่สาวตนเองตรงไหน แต่ไม่อาจไล่ตาม ได้แต่นั่งเหม่ออยู่ในมุมนั้น

นางเดิมทีกำลังนอนกลางวัน อยู่ๆ เรียกนางมาก็ไม่เห็นมีเรื่องอันใด อดพิงมารดาสัปหงกต่อไม่ได้ ศีรษะเอนไปเอนมา เห็นก็รู้ว่ากำลังจะหลับอีกแล้ว ขณะกำลังสะลึมสะลือ ที่ขาเหมือนมีของบางอย่างกำลังขยับ นางขี้เกียจมองดู ปิดตานอนต่อ เจ้าสิ่งนั้นกลับเลื้อยเข้ากางเกงนาง อยู่บนกางเกงแพรตัวบางชั้นเดียวที่ใส่กันในช่วงหน้าร้อน มันเย็นเยียบและอ่อนนุ่ม

นางอดลืมตามองไม่ได้ พลันเห็นงูน้อยสีเงินทั้งตัวตัวหนึ่งกำลังเลื้อยพันเข่านาง ลิ้นแดงแลบส่ายไปมา หัวสามเหลี่ยมพักหนึ่งเอนมาทางนี้ พักหนึ่งเอนไปทางนั้น รู้สึกน่ารักน่าเอ็นดูอยู่สักหน่อย แต่เสวียนจีตกใจ รีบร้องเรียกมารดา ผู้ใดจะรู้ว่าหันกลับไปกลับไม่มีผู้ใด ที่แท้พวกผู้ใหญ่กำลังยุ่งกับการหารือเรื่องเด็ดบุปผาและงานชุมนุมปักบุปผา

ไม่มีหนทางอื่น นางได้แต่จับมันจะโยนทิ้ง หากบนศีรษะนางมีเสียงเย็นเยียบหนึ่งดังขึ้น “อย่าแตะต้อง จะกัดเจ้า มีพิษ”

เสวียนจียื่นมือบีบงูยาวเจ็ดนิ้วนั่นไว้แล้ว ได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ จึงเงยหน้า เห็นเบื้องหน้ามีคนร่างสูงพอๆ กับตนเองยืนอยู่ สวมชุดคราม ร่างผอมบอบบาง ใบหน้ายังมีหน้ากากอสุรา

นางก็ไม่รู้ว่าเป็นคนจากที่ใด ได้แต่มองหน้ากากเขาอย่างนิ่งงัน คนผู้นั้นเห็นงูสีเงินตัวน้อยถูกนางไม่สนใจบีบเอาไว้มองก็รู้ว่าใกล้ตายแล้ว อดไม่ได้รีบกล่าวว่า “ปล่อยมัน!”

“เป็นของเจ้าหรือ” เสวียนจีมองงูน้อยในมือ มันเหมือนใกล้จะไม่ไหวแล้ว ดังนั้นจึงรีบโยนให้คนผู้นั้น “ให้เจ้า”

คนผู้นั้นรีบประคองเจ้างูแสนรัก มองดูครู่หนึ่ง ดีที่ยังไม่ตาย ยังมีลมหายใจ เขาเก็บงูน้อยเข้าที่ถุงหนังตรงเอวอย่างระวัง ก่อนหันกลับไปโมโหกล่าวว่า “เหตุใดเจ้า ต้องบีบมัน!”

เสวียนจีได้ยินคำพูดเขาดูไม่คล่อง ล้วนกล่าวกระแทกกระทั้นทีละสามคำ สามคำ คิดว่าคงไม่ใช่คนจงหยวน ดังนั้นจึงเลียนแบบสำเนียงการพูดเขากล่าวว่า “เพราะมันนั่น มันเองที่ ปีนขึ้นมา ข้าคิดว่า มันจะต้อง กัดข้าแน่”

คนผู้นั้นกล่าวเย็นชาว่า “ไม่ดูแล เสี่ยวอิ๋นฮวา ความผิดข้า แต่เจ้าก็ ไม่อาจจะ สังหารมัน หญิงดุร้าย!”

เสวียนจีอยู่ๆ ถูกด่าเป็นหญิงดุร้ายไร้เหตุผล อดแปลกใจไม่ได้ ดีที่นางเกิดมาเกียจคร้าน ย่อมไม่คิดเสียแรงกับเรื่องเช่นนี้ ถูกด่าก็ได้แต่ยักไหล่ ไม่เอามาใส่ใจ หากเป็นหลิงหลงเกรงแต่ว่าคงลงมือกันนานแล้ว

คนผู้นั้นเห็นนางไม่เพียงไม่พูด กลับหลับต่อ อดเก้กังไม่ได้ กล่าวเย็นชาว่า “ไหนเลย ให้เจ้า ร่วมเด็ด บุปผา”

เสวียนจีพลันลืมตา กล่าวอย่างแปลกใจว่า “เอ๋? เมื่อครู่เจ้ายังกล่าวทีละสามคำสามคำอยู่เลย! ที่แท้เจ้าก็กล่าวสองคำเป็น!”

คนผู้นั้นรู้สึกว่าไม่อาจสื่อสารกับนางได้แม้แต่น้อย หรือว่านางแสร้งทำโง่งมไม่รู้ความ อดชี้หน้ากากตนเองไม่ได้ โมโหกล่าวว่า “เจ้าคิดว่า ข้าคือใคร! ถึงกับกล้า หัวเราะข้า!”

เสวียนจีใจลอยกล่าวว่า “อ้อ เจ้าคือผู้ใด”

คนผู้นั้นโมโหกล่าวว่า “ดูหน้ากาก!”

เสวียนจีถูกเขาเอ็ดจนอึ้งไป ได้แต่มองหน้ากากอย่างว่าง่าย

คนผู้นั้นยิ้มเยียบเย็นกล่าวว่า “ทีนี้ รู้แล้ว? ว่ามา เจ้าคิดเห็น อย่างไร”

หน้ากากอสุราตำหนักหลีเจ๋อชื่อเสียงทั่วหล้า ทำให้คนได้ยินแล้วหวาดกลัว เขาไม่เชื่อว่ามีคนไม่รู้จักมัน

เสวียนจีตั้งใจมองอยู่เป็นนาน ก่อนจะกล่าวอย่างระมัดระวังเบาๆ ว่า “น่าเกลียดมาก”

บึ้ม เขาได้ยินเสียงระเบิดของหลอดเลือดตนเอง “เจ้า...เจ้าจดจำ จำเอาไว้!” เขาชี้มือสั่นระริกไปที่จมูกนาง โมโหจนเสียงเปลี่ยน “เจ้า...เจ้าชื่อใด?! ชื่อเจ้า!”

เสวียนจีส่ายหน้า กำลังจะบอกเขา แต่ท่านแม่ว่าไม่อาจบอกชื่อตนเองให้คนแปลกหน้ารู้ ได้ยินด้านหน้ามีคนใช้เสียงแปลกๆ กล่าวอะไรสักอย่าง คนผู้นั้นก็หันกายจากไปทันที แต่คิดแล้วไม่อาจยอมได้ กลับไปกล่าวกับนางอย่างเอาเรื่องว่า “จำไว้! ข้าชื่อ อวี่ซือเฟิ่ง! ฉู่เสวียนจี ข้านึกชื่อ ของเจ้า ได้แล้ว! เจ้าคอยดู!”

เสวียนจีมึนงง มองเขาตามคนสวมหน้ากากในชุดครามยาวพวกนั้นออกจากโถงปักบุปผาไป ถึงตอนนี้ก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงได้โมโหมากเช่นนั้น

น่าแปลก เห็นๆ อยู่ว่าเขาเองเป็นคนถามนางว่าเห็นเช่นไรกับหน้ากาก นางก็ตอบไปตามจริง...

เรื่องภายนอกและคนภายนอก ช่างยุ่งยากเสียจริง

devc-a3b5dd88-33025ปลดผนึกหัวใจหวนรัก Love and Redemption: Chapter0006 ตอนที่ 6