พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า: 032 ทหารเสือที่แท้จริง ( 2 ) ตอนที่ 32
บทที่ 32 ทหารเสือที่แท้จริง (2)
แต่ตรงบั้นท้ายของ 'เฮยทั่น' ยังทิ้งรอยบาดแผลที่มีเลือดเอาไว้รอยหนึ่ง
ชั่วพริบตาเดียว 'เฮยทั่น' ที่กำลังเจ็บปวดก็วิ่งหลงทิศ แต่เมียวอี้กำลังขี่มันอยู่ มันจึงวิ่งวนรอบหนึ่งแล้วหยุด หันหน้าไปทางขบวนค่ายของอีกฝ่าย
เหมียวอี้เลือดกลบปาก มือถือทวนยาว หิ้วศพนักพรตบงกชขาวขั้นสามตคนนั้น สำแดงแสดงพลังต่อหน้าคนที่อยู่ด้านบนและด้านล่างของภูเขา!
ใครๆ ล้วนดูออกว่าเหมียวอี้มิใช่คู่ต่อสู้ของนักพรตบงกชขาวขั้นสามเลย แต่ใครจะไปคิดว่าเจ้าอาชามังกรอ้วนท้วนตัวนั้นจะช่วยต่อสู้ได้ มันเกิดขึ้นกระทันหัน ทำให้ทุกคนตะลึงจนลูกตาเกือบตกลงพื้น
คนที่ก่อนหน้านี้พูดเหน็บแนมว่า 'เฮยทั่น' เป็นหมูป่า อดไม่ได้ที่จะจ้อง 'เฮยทั่น' ตาเป็นมันเพราะอยากได้ หน้าตาอัปลักษณ์ก็ไม่เป็นไร ใช้งานได้ดีก็พอแล้ว
คนจำนวนไม่น้อยเหมือนกำลังสนใจ 'เฮยทั่น' รอเพียงให้เหมียวอี้ตาย
เหยียนซิวที่ยืนงงอยู่ที่เดิมตกตะลึงงัน แต่ตอนนี้ก็ไม่มีใครสนใจเขา ดังนั้นความสนใจของทุกคนจึงไปรวมอยู่ที่ตัวเหมียวอี้และ 'เฮยทั่น' หมดแล้ว
สีหน้าของฉินเวยเวยแย่มาก ใต้บังคับบัญชาของนางมีนักพรตบงกชขาวขั้นสามสี่คตนและนักพรตบงกชขาวขั้นสองหกคตน ผลสุดท้ายกลับถูกเจ้าเด็กบงกชขาวขั้นหนึ่งกำจัดทิ้งไปแล้วสี่คตน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าตอนนี้ความรู้สึกนางเป็นอย่างไร
"นำอาชามังกรตัวที่เขาขี่มาให้ข้า!" ฉินเวยเวยทำเสียงฮึดฮัดแบบเย็นชา ที่จริงนางกำลังถามปนตำหนิว่าผู้ใต้บังชาอย่างพวกเจ้ายังมัวรออะไรอีกล่ะ ?
นักพรตบงกชขาวขั้นสามสอามงคตน และนักพรตบงกชขาวขั้นสองสองคตน ควบอาชามังกรพุ่งออกไปทันที เรียกได้ว่าแต่ละคนอายจนโมโห วันนี้เสียหน้าไปเยอะแล้ว แถมยังเสียหน้าต่อหน้าหยางชิ่งอีก แต่ละคนอยากกลืนเหมียวอี้ลงไปแบบตัวเป็นๆ ใจจะขาด
เหมียวอี้สะบัดทวนยาวหนึ่งที ผ่าครึ่งศพที่หิ้วอยู่ให้กระจายเป็นฝนโลหิต ให้ตนเองได้อาบเลือดสดๆ เพื่อเพิ่มความสดชื่น จากนั้นควบ 'เฮยทั่น' วิ่งเลี้ยวกลับไป
นักพรตห้าคตนควบอาชามังกรตามหลังมาอย่างไม่ลดละ ไล่ตามสังหารเขาอย่างเร็วปานลมกรดและสายฟ้าแลบ
'เฮยทั่น' ที่โดนดาบฟันก้น เหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบมากมายนัก กลับวิ่งเร็วขึ้นเสียด้วยซ้ำ เร็วจนน่าตกใจ ไม่น่าเชื่อว่ารูปร่างอ้วนแบบนี้จะวิ่งเร็วกว่าอาชามังกรของนักพรตห้าคตนข้างหลัง ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายยิ่งไกลมากขึ้นเรื่อยๆ
เหยียนซิวรู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย นี่ยังเป็น 'เฮยทั่น' ที่เขารู้จักมาสิบกว่าปีอยู่มั้ย?
เหมียวอี้ไม่ได้หลบหนี แต่เขากำลังล่อนักพรตห้าคตนนี้วิ่งอ้อมมายังที่โล่งกว้าง
อยากตามก็ตามไม่ทัน ระยะห่างกลับยิ่งมากขึ้นด้วยซ้ำ พวกเขากังวลว่าเหมียวอี้จะหนีไปได้ หนึ่งในนั้นจึงรีบออกไปสังหาร หมายจะดักทางเหมียวอี้ไว้ และก็มีบางคนวิ่งเลี้ยวกลับมาเพื่อสกัดกั้นเขา
แต่ทว่านี่กลับเป็นผลลัพธ์ที่เหมียวอี้ต้องการ ถ้านักพรตห้าคตนนั้นร่วมมือกันตัวเองจะไม่มีหวังอะไรเลย ต้องทำให้อีกฝ่ายกระจายกำลังออกจากกันถึงจะมีหวัง ต่อให้ตัวเองต้องตายก็ขอสังหารเจ้าแพะรับบาปพวกนี้ไปด้วย ฆ่าเพิ่มได้อีกสักคนก็ยังดี
เขาเผชิญกับนักพรตบงกชขาวขั้นสามคตนหนึ่งที่กำลังปะทะเข้ามาเบื้องหน้าเข้ามา ใบหน้าเหมียวอี้เผยความดุร้าย ชูทวนขึ้นเตรียมรับการโจมตี
มีประสบการณ์ต่อสู้กับนักพรตบงกชขาวขั้นสามก่อนหน้านี้แล้ว เขาจะไม่โง่ใช้แข็งชนแข็งสู้โดยใช้ความแข็งแกร่งปะทะกับความแข็งแกร่งอีก แต่จะพยายามทำอย่างสุดกำลัง!
พอทั้งสองฝ่ายได้ประจัญบานกัน อีกฝ่ายเข้าใจทันทีว่าทำไมนักพรตบงกชขาวขั้นหนึ่งอย่างเหมียวอี้จึงสังหารต่อเนื่องได้ถึงสี่คตน นี่ไม่ใช่โชคช่วยอย่างเดียวแน่!
อาศัยการใช้อิทธิฤทธิ์จากวรยุทธ์ของตนกดดันอีกฝ่าย ก็ยังมันยากต่อการยับยั้งความเร็วในการตอบสนองของเหมียวอี้ เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อจริงๆ ผู้ที่มีวรยุทธ์ล้ำลึกมิใช่ได้อาศัยวรยุทธ์ที่สูงกว่าเข้ากดดันเพื่อควบคุมโจมตีคู่ต่อสู้หรอกหรือ? เหมียวอี้กลับนั้นเหมือนกับปลาในทะเล ราวกับสามารถแหวกว่ายในพลังอิทธิฤทธิ์ได้ อีกทั้งโจมตีกลับได้ภายใต้แรงกดดันมหาศาล!
เมื่อเผชิญการโจมตีถึงตายท่าไม้ตายของศัตรูที่เก่งกาจ เหมียวอี้ไม่ได้หลบ และไม่ได้ป้องกันด้วย เขารูว่าอาศัยวรยุทธ์ของตนก็ป้องกันไม่อยู่เหมือนกัน เจ้าแทงข้า ข้าแทงเจ้า ให้ทุกคนจบเห่ไปพร้อมกันเสียเลย!
ไม่มีใครอยากเล่นแบบนี้กับเขา กลับโดนเขาคุกคามจนต้องรีบป้องกันตัวเองเสียด้วยซ้ำ ตอนทั้งสองฝ่ายเฉียดผ่านกันไป ยังต้องระวังการจู่โจมของ 'เฮยทั่น' ด้วย
อาชามังกรหกตัวที่อยู่ในพื้นที่โล่ง วนรอบหรือไม่ก็บุกไล่เข่นฆ่ากันซ้ำไปซ้ำมา
ตอนนี้ทุกคนเริ่มจะไม่แน่ใจแล้วว่าใครไล่ฆ่าใครกันแน่ ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครที่ขัดขวางเหมียวอี้ได้ เห็นได้ชัดเลยว่าคนที่มาเพื่อสกัดกั้นเหมียวอี้ ผลลัพธ์คือหลังจากบุ่มบ่ามมาปะทะเหมียวอี้แล้วกลับถูกบีบบังคับจนฉุกละหุกทำอะไรไม่ถูก เหมือนกับว่าเหมียวอี้จะฆ่านักพรตระดับสูงห้าตคนนั้นจนยับไม่เหลือชิ้นดี
ฉากนี้โอ่อ่าสง่างามพอตัว ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนจริงๆ นักพรตบงกชขาวขั้นสามสามคน และนักพรตบงกชขาวขั้นสองสองคนเชียวนะสามนยังไงล่ะ!
เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้อยู่เกือบครึ่งชั่วยามชั่วโมง นักพรตห้าคตนนั้นก็ยังจับตัวเจ้าเด็กหนุ่มบงกชขาวขั้นหนึ่งนี่ไม่ได้ กลุ่มคนที่อยู่บนเขาอดไม่ได้ที่จะหันมองหน้ากันอย่างแตกตื่นด้วยความสิ้นหวังจนใจ
หยางชิ่งในที่สวมชุดเกราะสีเงินทั้งตัว สายตาของเขาจับจ้องกำลังไล่ตามจับจ้องเหมียวอี้ที่กำลังพยายามเข่นฆ่าโรมรัน ถึงขนาดเผยสีหน้าัน เขาแสดงท่าทางชื่นชมที่ปิดบังไว้ไม่อยู่ พร้อมกล่าวชมเชยออกมา "ทหารเสือที่แท้จริง ในวันข้างหน้าหากวรยุทธ์สูงขึ้นอีกนิด ต้องเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับปกป้องอาณาเขตแน่นอน หยวนเจิ้งคุนขี้ขลาดนั่นมีดีอะไรถึงได้สมุนเช่นนี้คอยถวายชีวิตรับใช้!"
พอกล่าวคำนี้ออกมา ฉินเวยเวยที่ขายหน้าสุดจะทนอยู่แล้วขบฟันกรอดๆ รีบหยิบธนูที่สะพายแบกอยู่ข้างหลังมาไว้ในมือ ลูกธนูขนนกสามดอกถูกดึงอยู่บนสายธนูพร้อมกัน กรอกพลังอิทธิฤทธิ์เข้าไป เล็งไปยังเหมียวอี้
หยางชิ่งชำเลืองมองนางแล้วพลัน ก่อนจะเปล่งเสียงออกมา "หยุดมือก่อน!"
เขาใช้พลังอิทธิฤทธิ์แผดเสียงดังก้องอยู่ท่ามกลางหุบเขา
พอเขาเอ่ยปาก ฉินเวยเวยหันกลับมามองแวบหนึ่ง แล้ววางธนูในมือลงช้าๆ นักพรตห้าคตนที่ไล่โจมตีอยู่เบื้องล่างภูเขาก็มิกล้าขัดคำสั่ง ดึงอาชาหันกลับมาทันที
เหมียวอี้บังคับ 'เฮยทั่น' ให้หยุด และเงยหน้าเหลือบตามองบนยอดเขา
หยางชิ่งจ้องเหมียวอี้ เปล่งเสียงดังก้องออกมา "เจ้าเป็นใคร มีนามว่าอะไร! "
เหมียวอี้ชูทวนขึ้นชี้ไปยังหยางชิ่งที่อยู่บนยอดเขา ใช้อิทธิฤทธิ์แผดเสียงด้วยความเดือดดาลเช่นกัน "เหมียวอี้อยู่นี่แล้ว ใครกล้าสู้ก็เข้ามา!"
เสียงสนั่นแนวสันเขา อารมณ์โทสะพุ่งขึ้นฟ้า จากคนธรรมดาที่ไร้ความหวาดกลัว
คำพูดที่ไร้ความเกรงกลัวนี้ ยิ่งเพิ่มความชื่นชมในสายตาของหยางชิ่ง
เขายกมือขึ้น ชี้สองนิ้วไปยังเหมียวอี้ที่อยู่เบื้องล่างภูเขา แล้วเปล่งเสียงตอบ "เหมียวอี้ หากเจ้ายอมจำนนต่อข้า ข้าจะมอบตำแหน่งประมุขถ้ำล่องนิภาให้เจ้า!"
เมื่อเอ่ยคำนี้ออกมา เสียงดังเกรียวกราวก็ออกมาจากฝูงชน ให้นักพรตบงกชขาวขั้นหนึ่งเป็นประมุขถ้ำงั้นหรือ?
เจ้าคนเด็กหนุ่มที่เคยบอกว่า 'เฮยทั่น' เป็นหมูป่ากระซิบเตือนทันที "ท่านประมุข แต่วรยุทธ์ของเขาเป็นเพียงบงกชขาวขั้นหนึ่ง"
"ทำให้ทุกคนนับถือได้ก็พอ!" เมื่อหยางชิ่งพูดสรุปสั้นๆ ทุกคนก็เงียบทันที
ใครจะไปรู้ว่าเหมียวอี้ไม่ได้ซาบซึ้งในบุญคุณ ทวนชี้ทวนไปที่หยางชิ่ง พลางพูดด้วยน้ำเสียงเดือดดาล "ใครกล้าสู้กับข้า! "
ทุกคนพบคิดว่าเจ้าเด็กนี่เป็นบ้าหรือไม่ก็อยากรนหาที่ตาย ขนาดมีเนื้อก้อนใหญ่อย่างตำแหน่งประมุขถ้ำมากองอยู่ตรงหน้าแล้วยังไม่รับไว้อีก
หยางชิ่งชำเลืองมองฉินเวยเวยที่อยู่ด้านล่าง แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ "จับเป็นมาให้ข้า"
ฉินเวยเวยที่สวมอาภรณ์ขาวดุจหิมะ ถือทวนอสรพิษบุกเข้าไปทันที ควบอาชามังกรทะยานขึ้นสูงก่อนจะเหยียบลงสู่พื้น ใบหน้าไร้อารมณ์ชี้ทวนไปที่ใบหน้าไร้อารมณ์ของเหมียวอี้ ไม่พูดจาให้เสียเวลา
"ตายซะ!" เหมียวอี้ยื่นทวนออกมาพุ่งเข้าหานางอย่างรวดเร็ว
แต่ทว่า วรยุทธ์ของฉินเวยเวยมิใช่สิ่งที่ลูกสมุนพวกนั้นของนางจะเทียบได้ นางยื่นทวนชี้ออกไป พลังงานไร้รูปร่างกลุ่มหนึ่งที่รุนแรงเหมือนค้อนใหญ่ปะทะเข้าที่หน้าอกของเหมียวอี้
เป็นการโจมตีของพลังอิทธิฤทธิ์ที่บริสุทธิ์ วรยุทธ์บงกชขาวขั้นห้าเป็นเส้นแบ่งความแตกต่างของบรรดาระดับบงกชขาวทั้งหมด มีเพียงนักพรตที่เข้าสู่ระดับบงกชขาวขั้นห้าแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถทำให้อิทธิฤทธิ์ก่อตัวเป็นรูปร่างได้ การใช้อิทธิฤทธิ์เล่นก้อนน้ำจุดคบเพลิงเหมือนตอนที่เหมียวอี้ทำอยู่บนเกาะนั้นเทียบไม่ติด เพราะนั่นเป็นเพียงการเล่นกล ไม่มีผลอะไรกับนักพรตที่มีเกราะพลังอิทธิฤทธิ์ การโจมตีของฉินเวยเวยต่างหากที่เป็นการโจมตีของพลังอิทธิฤทธิ์ที่แท้จริง
…………………………