นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง: Chapter 001 ตอนที่ 1
ตอนที่ 1 ยุคเจินกวานแห่งต้าถัง
“ดร.หรั่น ผมพิมพ์ผลการชันสูตรแล้ว ช่วยเซ็นชื่อด้วยครับ”
ในที่ทำงาน ชายหนุ่มสุภาพหล่อเหลาสวมเสื้อกาวน์ ใบหน้าขาวหมดจด สวมแว่นกรอบด้านบนสีดำบนดั้งจมูกโด่ง ลดความหล่อเหลาไปหลายส่วน แลดูสุขุมมีประสบการณ์
เงียบไปพักหนึ่ง ยังไม่มีเสียงตอบ ทว่าชายหนุ่มคล้ายรู้ว่าดร.หรั่นต้องอยู่แน่ จึงยกมือเคาะบานประตูอีกหลายครั้ง แล้วเอ่ยเสียงดังขึ้น “ดร.หรั่นครับ”
“รู้แล้ว วางไว้ตรงนี้ก่อน” ท่ามกลางกองเอกสารที่สุมอยู่บนโต๊ะทำงาน มีน้ำเสียงผู้หญิงดังมาอย่างเจ้าระเบียบ
“ดร.หรั่น ผู้กองหลี่กองคดีอาญามาเร่งหลายครั้งแล้ว เร็วหน่อยเถอะครับ” ชายหนุ่มย้ายเอกสารที่กองเต็มโต๊ะออกไปส่วนหนึ่งอย่างระมัดระวัง แล้ววางเอกสารในมือลงไป สุดท้ายใช้จานฝนหมึกแบบโบราณบนโต๊ะทับไว้อย่างไม่วางใจ
ชายหนุ่มถอนใจ หากไม่เซ็นชื่อส่งไปอีก คาดว่าผู้กองหลี่ต้องมาฆ่าคนแน่
เมื่อนึกถึงท่าทางดุดันเดือดดาลของผู้กองหลี่ ชายหนุ่มจึงรีบเตือนอีกครั้งว่า “ดร.หรั่น ผมเอาจานฝนหมึกทับเอกสารไว้ รีบเซ็นชื่อให้ด้วยนะครับ”
ท่ามกลางกองเอกสารหนาๆ ใบหน้างามลออราวตุ๊กตากระเบื้องเงยขึ้น ขมวดคิ้วอันสวยงาม กล่าวเสียงเฉียบขาด “รู้แล้ว พรุ่งนี้เช้าฉันจะเอาเอกสารไปส่งเอง”
ผู้ช่วยจางได้รับคำตอบแน่ชัด จึงค่อยรับคำอย่างวางใจ แล้วหันตัวเดินออกไป ไม่แน่ใจว่านึกเสียดายหรือชื่นชม คนพูดกันว่าโลกนี้มีคนสามประเภท ผู้ชาย ผู้หญิง และดร.หญิง ถ้าเช่นนั้น ดร.หญิงที่มีปริญญาเอกสองใบอย่างหรั่นเหยียนนี้น่าจะเป็นเครื่องบินขับไล่ในหมู่ดร.! น่าเสียดายใบหน้างดงามโดดเด่นนั้น อาจเพราะคลุกคลีกับศพนานไปหน่อย จึงซีดเซียวไร้ชีวิตชีวา ทั้งคล้ายไร้ฮอร์โมนเพศหญิง จนวันนี้จึงยังเป็นสาว ‘น้อย’ ขึ้นคานที่ขายไม่ออก
ในที่ทำงานหรั่นเหยียนยุ่งตลอดจนกระทั่งค่ำถึงได้พักเหนื่อย ตอนลุกไปชงชา เห็นจานฝนหมึกทับผลการชันสูตรศพอยู่ จึงวางถ้วยในมือลง แล้วกลับไปนั่งประจำที่พลางหยิบผลขึ้นมาดู
คดีนี้มีผู้ตายทั้งสิ้นห้าคน เป็นครอบครัวเดียวกัน ดูตามบาดแผลบนศพเกิดจากการทรมานจนตาย หญิงสองคนในนั้นยังถูกล่วงละเมิดทางเพศ...หรั่นเหยียนขมวดคิ้วมองสองบรรทัดสุดท้าย บาดแผลถึงแก่ชีวิตเป็นแผลจากมีด กว้าง 1.3 เซนติเมตร ยาว 7 เซนติเมตร?
เป็นคนอื่นชันสูตรใหม่ หรือมีใครแก้ผลการชันสูตร?
หรั่นเหยียนวางผลลง แล้วยกหูโทรศัพท์กดเบอร์ภายใน เสียงตู๊ด...ตู๊ด...ดังมาจากในสาย ผ่านไปนานก็ไม่มีคนรับ หรั่นเหยียนชำเลืองไปทางนาฬิกาแขวนบนผนัง ห้าทุ่มสี่สิบนาที นอกจากรปภ. คนอื่นๆ ก็เลิกงานกันหมดแล้ว
แม้ในใจจะตัดสินไปแล้วว่ามีคนแก้ผลการชันสูตรโดยพลการ แต่ในแผนกนิติวิทยาศาสตร์ก็มีคนแก่วิชาหัวดื้อที่คิดว่าตนมีคุณวุฒิสูงหลายคน การชันสูตรซ้ำจึงใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ตลอดมาหรั่นเหยียนซื่อตรงและเคารพหน้าที่ ต้องชันสูตรให้แน่ใจอีกครั้ง เธอจึงคว้าเสื้อกาวน์ที่แขวนข้างประตูมารีบสวม จากนั้นหยิบถุงมือและหน้ากากอนามัยเตรียมไปห้องเก็บศพ
แต่ครั้นเดินถึงปากประตู หรั่นเหยียนพลันชะงักเท้า หันกลับมาถ่ายเอกสารผลฉบับนั้นชุดหนึ่ง ใช้จานฝนหมึกทับ แล้วเก็บต้นฉบับใส่ตู้เซฟ
หลังจากนั้น หรั่นเหยียนจึงค่อยออกจากประตู เธอเดินพลางวิเคราะห์เป้าหมายของคนแก้ผลการชันสูตร แต่ผลนี้ต้องให้เธอเซ็นชื่อก่อนถึงใช้เป็นหลักฐานได้ เขาแก้จนเห็นชัดขนาดนี้ เธอมองปราดเดียวก็ดูออก...
“ตายละ!” หรั่นเหยียนอุทานเบาๆ ลดมือที่กดลิฟต์ แล้วรีบหันหลังวิ่งไปด้านนอก
หากคนนั้นรู้ทั้งรู้ว่าจะถูกดูออก แต่ยังทำแบบนี้ เป็นไปได้มากว่าต้องการล่อให้เธอชันสูตรซ้ำ! ถ้าอย่างนั้น...เป้าหมายของฆาตกรก็คือเธอ!
เธอออกไปยังไม่ถึงสองก้าว ด้านหลังเกิดกระแสลมวูบหนึ่งจู่โจมมาดังตุ้บ ท้ายทอยถูกของแข็งบางอย่างทุบเต็มแรง
หรั่นเหยียนเพียงรู้สึกที่ท้ายทอยมีสิ่งอุ่นๆ สายหนึ่งไหลจากคอไปถึงหลัง เธอตัดใจไม่ตะโกนขอความช่วยเหลือ เพราะที่นี่คือห้องเก็บศพใต้ดินชั้นหนึ่ง เก็บเสียงและกันร้อนเป็นเยี่ยม กอปรกับตอนนี้เป็นเวลากลางคืน ความเป็นไปได้ที่จะมีใครมาช่วยเธอจึงติดลบ
เพล้ง! ของที่ทุบหรั่นเหยียนแตกเป็นเสี่ยงบนพื้น จิตใต้สำนึกสั่งให้เธอหันไปมองหน้าฆาตกร แต่กลับถูกล็อกคอไว้
หรั่นเหยียนรู้สึกได้ว่าคนนี้สวมถุงมือยาง คงเป็นผู้ก่อคดีมืออาชีพ ห้องเก็บศพแห่งนี้คนทั่วไปเข้ามาไม่ได้ ดังนั้นยิ่งมีความเป็นไปได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์คนอื่นในแผนก
“เดิมทีแผนของผมไร้ช่องโหว่ แต่ใครใช้ให้คุณเจอเงื่อนงำจากบาดแผลกันล่ะ ดังนั้นจะโทษว่าผมลงมือโหดเหี้ยมไม่ได้!” เสียงเย็นเยียบเขย่าขวัญดังมาจากด้านหลัง
เสียงที่คุ้นเคยยืนยันความคิดของหรั่นเหยียน ใช่แล้ว ผู้ช่วยของเธอเอง
หรั่นเหยียนยิ้มเย็น ทนเจ็บทนมึน ฝืนเรียบเรียงคำพูดไปว่า “ผู้ช่วยจาง คุณ...ดูถูกฉันหรั่นเหยียนมากไปแล้ว ฉันตายในมือคุณด้วยความประมาท...แต่ คุณหนีไม่พ้นหรอก”
มีเสียงดังกร๊อบ คงเป็นกระดูกคอถูกบิดหัก หรั่นเหยียนเจ็บจนชาไปทั้งตัว เธอจำได้แค่ว่าตัวเองล้มไปข้างหน้า เห็นจานฝนหมึกโบราณแตกเป็นเสี่ยงบนพื้น นั่นเป็นของขวัญวันเกิดที่แม่ซึ่งเป็นนักโบราณคดีมอบให้เธอ
เดือนหกต้นฤดูร้อน เมืองซูโจวในยามเช้าถูกปกคลุมอยู่ท่ามกลางหมอกและฝน ในละอองน้ำเลือนพร่ามีอาคารบ้านเรือนหลังคาสูงต่ำสลับสล้าง แซมด้วยเชิงชายคาสูงตระหง่านเหนือหมอก กระเบื้องดำ กำแพงขาว ตรอกพื้นศิลา บ้างลึกบ้างตื้น บ้างไกลบ้างใกล้ คู่กับต้นหลิวริมฝั่งก่อเป็นภาพสีน้ำหมึกงามล้ำ
ทว่าไกลออกไปทางใต้สี่ห้าลี้ บรรยากาศกลับแตกต่างลิบลับจากในเมือง
เชิงเขาหมู่ไม้ล้อมรอบ กลางพื้นที่เกษตรเรียบโล่งผืนใหญ่มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีผู้อาศัยอยู่เพียงสี่สิบกว่าครัวเรือน ควันไฟจากเตาลอยกรุ่นขึ้นกลางหมอกและฝน คันนาทั่วหมู่บ้านตัดผ่านกัน ได้ยินเสียงไก่ขันสุนัขเห่าจากไกลๆ บ้านเรือนที่นี่หลังคาต่ำเก่าโทรม ใจกลางมีบ้านสองหลังสูงใหญ่โอ่อ่า คล้ายคลึงกับบ้านเรือนอื่นในหมู่บ้าน ทว่าโดดเด่นสะดุดตา หนึ่งในนั้นคือหอบรรพชนของหมู่บ้าน อีกหนึ่งคือบ้านในชนบทของสกุลหรั่น
บ้านในชนบทของสกุลหรั่นมีโถงลึกกว้าง ประตูใหญ่ชั้นในสลักเสลาวิจิตร ลานบ้านไม่ใหญ่นัก ลมพัดผ่านระเบียงจึงพัดตรงเข้าเรือนหลักได้ พื้นไม้ในเรือนชื้นเล็กน้อย ด้านในมืดอับและเย็นเยียบ ม่านหนักเหมือนถูกแช่น้ำ
หรั่นเหยียนนอนมึนอยู่บนฟูก เบิกตากว้างมองภาพเบื้องหน้าอย่างเหลือเชื่อ ในห้องแบบโบราณห้องหนึ่ง ตนเองนอนอยู่บนตั่งที่สูงกว่าพื้นด้านข้างเล็กน้อย รอบด้านเป็นมู่ลี่ไม้ไผ่ซี่เล็กๆ ล้อมรอบบริเวณที่นอน ใต้ร่างเธอคือเสื่อหนาหลายชั้น บนร่างห่มผ้าแพรบางสีชมพูอ่อนปักลายดอกเสาเย่า (พืชสกุลโบตั๋น) ละเอียดงดงาม
เธอจำได้ว่าเตรียมจะไปห้องเก็บศพเพื่อชันสูตรบาดแผล แต่ถูกคน...ฆาตกรรม! ซ้ำกระดูกคอข้อที่สามและสี่ยังถูกหัก ต่อให้โชคดีรอดชีวิตก็ต้องพิการ...
หรั่นเหยียนยันตัวลุกขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ มึนหัวเป็นพักๆ ภาพมากมายแวบผ่าน ในภาพตนเป็นหญิงโบราณยุคต้าถัง รัชสมัยเจินกวาน เธอเป็นลูกสาวเมียหลวงของตระกูลผู้ดี แม่ตาย เธอเริ่มถูกโรคภัยรุมเร้าเมื่อห้าปีก่อน...
ภาพเปลี่ยนผ่านไปเร็วเหมือนฉายภาพสไลด์ ข้อมูลที่มากเกินท่วมท้นทำเธอปวดหัวแทบระเบิด ร่างที่เพิ่งยันตัวขึ้นล้มกลับไปบนที่นอน
กัดฟันทนอยู่นาน ความเจ็บปวดถดถอยไปเหมือนกระแสน้ำลง หรั่นเหยียนอดครางเบาๆ อย่างผ่อนคลายไม่ได้
แม้ความทรงจำสับสน เธอก็จำเรื่องในยุคโบราณได้ชัด...คุณหนูสิบเจ็ดของจวนสกุลหรั่น มีชื่อเดียวกับตนคือหรั่นเหยียน เนื่องด้วยโรคภัยรุมเร้า รักษาไม่หาย เมื่อสองปีก่อนจึงถูกส่งมาพักรักษาตัวที่บ้านในชนบท
บอกว่าพักรักษาตัว ไม่สู้บอกว่า ‘โดนเนรเทศ’ จะตรงกว่า
“โกหกใช่ไหม...” หรั่นเหยียนพึมพำ นี่เหมือนมายังยุคโบราณชัดๆ
เธอเป็นพวกอเทวนิยมเต็มตัว กับเรื่องย้อนเวลาทะลุมิติแบบนี้ การวินิจฉัยของเธอคือ หลายวันก่อนดูละครย้อนเวลาในทีวีโดยไม่ตั้งใจ! ดังนั้นตอนสมองเข้าสู่การหลับลึก เลยฝันไร้สาระแบบนี้โดยไม่รู้ตัว
หรั่นเหยียนหลับตาอยู่นาน แต่กลับไม่ง่วงสักนิด มรสุมในใจไม่สงบเหมือนเปลือกนอก การรับรู้หลายปีทำให้เธอไม่เชื่อผีสางเทวดา แต่ทุกอย่างตรงหน้า สัมผัสนุ่มลื่นของผ้าแพรบนร่าง...เป็นเพียงความฝันจริงหรือ
เธอแข็งใจลุกขึ้นทันใด แล้วลากสังขารอ่อนแอลงจากที่นอน
เธอมึนหัว มืดหน้าตาลาย จึงยืนปรับตัวอยู่กับที่ครู่หนึ่ง เมื่อดีขึ้นเล็กน้อย หรั่นเหยียนจึงเริ่มพิจารณาสภาพแวดล้อมที่อยู่อย่างละเอียด
เมื่อมองผ่านมู่ลี่ไม้ไผ่ ที่ด้านนอกเห็นผ้าม่านไหมโปร่งบางซ้อนกันรำไร สีชมพูอ่อนสลับขาวแสดงถึงความนุ่มนวลอ่อนหวานของกุลสตรี ในห้องมีโต๊ะเตี้ยไม่กี่ตัว ตกแต่งเรียบง่าย แต่แสดงถึงรสนิยมที่ไม่ธรรมดา
หรั่นเหยียนเลิกผ้าม่าน สัมผัสที่เป็นจริงผ่านผิวมือทำให้เธอตกตะลึง
นอกผ้าม่านคือโต๊ะเตี้ยเหมือนเดิม เพียงแต่บนโต๊ะเตี้ยริมผนังมีคันฉ่องทองเหลืองขนาดเท่าปากกะละมังเพิ่มขึ้นบานหนึ่ง ในคันฉ่องสะท้อนเงาร่างบอบบางสวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อน ผมดำขลับยาวเหยียดถึงเอวอยู่มัวๆ
อยู่ไกลขนาดนี้ แม้จะเห็นแค่เงารางๆ แต่หรั่นเหยียนก็รู้ว่านั่นไม่ใช่ตน! เธอก้มมองมือเล็กนุ่มขาวทว่าไร้สีเลือดอย่างมึนงง มีเสียงหวีดในสมอง ร่างโงนเงนก่อนทรุดลงกับพื้น
หรั่นเหยียนคุ้นเคยกับร่างกายมนุษย์ดี จากขนาดของฝ่ามือนี้บวกกับลักษณะเด่นของผิวและกระดูก วิเคราะห์ได้ว่า ‘ตน’ ในตอนนี้อายุสิบห้าถึงสิบหกปีเท่านั้น
ขณะที่หรั่นเหยียนตกตะลึง กลับเกิดเสียงโหวกเหวกที่นอกห้อง เสียงเหล่านั้นดังใกล้เข้ามา ในนั้นมีเสียงแหลมสูงของเด็กสาวคนหนึ่งเด่นชัดที่สุด “สิบเจ็ดป่วยตั้งนานไม่ดีขึ้น ท่านแม่เองก็หวังดี หรือพวกเจ้าปรารถนาจะให้นางตาย!”
เด็กสาวคนนี้พูดจาไม่ระวังถ้อยคำ ซ้ำยังเน้นคำว่า ‘ตาย’ เป็นพิเศษ ฟังแล้วไม่ใช่ความห่วงใยแต่เป็นสาปแช่งแน่นอน
หรั่นเหยียนฉุกคิดถึงชื่อหนึ่งทันที หรั่นเหม่ยอวี้
…………………………